อย่าพึ่งอัพเป้า ขอซื้อก่อน
https://www.facebook.com/share/p/176o5bsgaL/?mibextid=wwXIfr
โบรกแห่ปรับเพิ่มเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยระยะ 3 เดือน คาดแตะ 1,500จุด แต่ยังคงเป้าหมายสิ้นปีที่ 1,475 จุด PE 15.9 เท่า EPS โต 8% รับเสถียรภาพรัฐบาลเข้มแข็ง รับแรงหนุนเงินลงทุนสถาบันและต่างชาติ แนะนำหุ้น AOT - CPALL รอรับปัจจัยบวกกำลังซื้อแกร่งจากคนละครึ่งพลัส
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS คาดว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย วันนี้ (9 ก.พ. 69) ปรับขึ้นในกรอบแนวต้าน 1,395-1,415 จุด แนวรับ 1,350-1,341 จุด รับเสถียรภาพรัฐบาลใหม่เป็นแรงส่งสำคัญต่อการปรับมุมมองของตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ ทีมกลยุทธ์ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสบวกต่อ ใน 3 เดือนข้างหน้า 8–10% ทั้งนี้ ให้กรอบตลาดหุ้นไทยระยะ 3 เดือน 1,420-1,500 จุด แต่คงเป้าหมายสิ้นปี 2026 ที่ 1,475จุดอิง พีอีที่ 15.9 เท่า อีพีเอสโต 8% เทียบกับปีก่อนหน้า
ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนอันดับ 1 ราว 195–200 ที่นั่ง นับเป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างตลาดทุนไทย สูงกว่ากรณีฐานเดิมของ KSS ที่ประเมินไว้ไม่เกิน 160 ที่นั่ง นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง เพิ่มโอกาสในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
รูปแบบนี้ใกล้เคียงกรณีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ชนะการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2554 ที่ตลาดตอบรับกับการครองเสียงข้างมากในสภาเป็นอันดับ 1 โดยในครั้งนั้น ตลาดหุ้นไทยระยะ 1 เดือน เพิ่มขึ้น 1.85%, ระยะ 3 เดือน เพิ่มขึ้น 9.47%, และระยะ 6 เดือน เพิ่มขึ้น 17.01%
การที่รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพสูง จะส่งผลบวกต่อการดำเนินนโยบายการคลังเต็มรูปแบบ และสานต่อนโยบายเดิมให้เดินหน้าต่อเนื่อง เช่น คนละครึ่งพลัส, นโยบายแก้หนี้, Infra Tech, และกองทุนเพื่อการออม (TISA)
นอกจากนี้ ความมั่นคงในภาคการเมืองจะเป็นแรงหนุนฟันด์โฟลวต่างชาติให้ไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยซึ่งส่งผลให้จะมีการปรับมุมมองในหุ้นกลุ่มบิ๊กแคปหลายตัว เนื่องจากที่ผ่านมาหุ้นไทยได้รับการประเมินในระดับที่ต่ำกว่าพื้นฐานมานาน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ 2 ธีมเด่น ได้แก่ กลุ่มรับอานิสงส์เงินลงทุน และกลุ่มอิงการบริโภคภายในประเทศ
1. กลุ่มอิงกระแสเงินลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ ให้ STECON, GULF, EGCO, KTB, KBANK, ADVANC, AMATA, WHA, SCC, PYLON, INSET, STPI ได้อานิสงส์จากการเร่งลงทุนภาครัฐ เงินลงทุนต่างชาติหนุน ผนวกการสานต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน - การทำ Direct PPA
2. การท่องเที่ยว บริการ และการบริโภคภายในประเทศ ให้ BDMS, CPALL, AOT, CENTEL, MTC, KTC, PLANB รับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เสริมแกร่งกำลังซื้อในประเทศ โดยสำหรับ AOT บวกเพิ่มรับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินขาออกเดินหน้า ผสานฤดูกาลท่องเที่ยวและแรงส่งตรุษจีน
โบรกอัพเป้าหมาย“หุ้นไทย”แตะ 1,500 จุด รับฟันด์โฟลวเชื่อมั่นรัฐบาลเสียงข้างมาก
https://www.facebook.com/share/p/176o5bsgaL/?mibextid=wwXIfr
โบรกแห่ปรับเพิ่มเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยระยะ 3 เดือน คาดแตะ 1,500จุด แต่ยังคงเป้าหมายสิ้นปีที่ 1,475 จุด PE 15.9 เท่า EPS โต 8% รับเสถียรภาพรัฐบาลเข้มแข็ง รับแรงหนุนเงินลงทุนสถาบันและต่างชาติ แนะนำหุ้น AOT - CPALL รอรับปัจจัยบวกกำลังซื้อแกร่งจากคนละครึ่งพลัส
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS คาดว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย วันนี้ (9 ก.พ. 69) ปรับขึ้นในกรอบแนวต้าน 1,395-1,415 จุด แนวรับ 1,350-1,341 จุด รับเสถียรภาพรัฐบาลใหม่เป็นแรงส่งสำคัญต่อการปรับมุมมองของตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ ทีมกลยุทธ์ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสบวกต่อ ใน 3 เดือนข้างหน้า 8–10% ทั้งนี้ ให้กรอบตลาดหุ้นไทยระยะ 3 เดือน 1,420-1,500 จุด แต่คงเป้าหมายสิ้นปี 2026 ที่ 1,475จุดอิง พีอีที่ 15.9 เท่า อีพีเอสโต 8% เทียบกับปีก่อนหน้า
ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนอันดับ 1 ราว 195–200 ที่นั่ง นับเป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างตลาดทุนไทย สูงกว่ากรณีฐานเดิมของ KSS ที่ประเมินไว้ไม่เกิน 160 ที่นั่ง นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง เพิ่มโอกาสในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
รูปแบบนี้ใกล้เคียงกรณีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ชนะการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2554 ที่ตลาดตอบรับกับการครองเสียงข้างมากในสภาเป็นอันดับ 1 โดยในครั้งนั้น ตลาดหุ้นไทยระยะ 1 เดือน เพิ่มขึ้น 1.85%, ระยะ 3 เดือน เพิ่มขึ้น 9.47%, และระยะ 6 เดือน เพิ่มขึ้น 17.01%
การที่รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพสูง จะส่งผลบวกต่อการดำเนินนโยบายการคลังเต็มรูปแบบ และสานต่อนโยบายเดิมให้เดินหน้าต่อเนื่อง เช่น คนละครึ่งพลัส, นโยบายแก้หนี้, Infra Tech, และกองทุนเพื่อการออม (TISA)
นอกจากนี้ ความมั่นคงในภาคการเมืองจะเป็นแรงหนุนฟันด์โฟลวต่างชาติให้ไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยซึ่งส่งผลให้จะมีการปรับมุมมองในหุ้นกลุ่มบิ๊กแคปหลายตัว เนื่องจากที่ผ่านมาหุ้นไทยได้รับการประเมินในระดับที่ต่ำกว่าพื้นฐานมานาน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ 2 ธีมเด่น ได้แก่ กลุ่มรับอานิสงส์เงินลงทุน และกลุ่มอิงการบริโภคภายในประเทศ
1. กลุ่มอิงกระแสเงินลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ ให้ STECON, GULF, EGCO, KTB, KBANK, ADVANC, AMATA, WHA, SCC, PYLON, INSET, STPI ได้อานิสงส์จากการเร่งลงทุนภาครัฐ เงินลงทุนต่างชาติหนุน ผนวกการสานต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน - การทำ Direct PPA
2. การท่องเที่ยว บริการ และการบริโภคภายในประเทศ ให้ BDMS, CPALL, AOT, CENTEL, MTC, KTC, PLANB รับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เสริมแกร่งกำลังซื้อในประเทศ โดยสำหรับ AOT บวกเพิ่มรับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินขาออกเดินหน้า ผสานฤดูกาลท่องเที่ยวและแรงส่งตรุษจีน