ความพลาดพลั้งอย่างมหันต์ของพรรคส้ม คือการปล่อยให้อนุทินเป็นนายกฯชั่วคราว 4 เดือน เพียงลำพัง (เมื่อเดือน กันยายน 2568)
ตอนนั้นพรรคส้ม ประเมินว่ากระแสตัวเองกำลังร้อนแรง และปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศยากจะแก้ไข รวมถึงปัญหาชายแดนที่ฮุนเซนกำลังห้าวและ

กว่าคนไทยจะรับไหว
พรรคส้มกลัวเผือกร้อนจะลวกมือ จึงโยนให้อนุทิน
การให้อนุทินเป็นนายกฯชั่วคราว โดยพวกตนเองจะยกมือให้เป็นเพื่อสร้างหนี้บุญคุณ และกำกับควบคุมอยู่ในฟากฝ่ายค้าน
หนูอยู่ในกำมือ จะหนีไปไหนได้ จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด
นั้นคือการประเมินของเด็กไร้เดียงสา เด็กที่ยังไม่เคยแม้กระทั่งเป็นเด็กฝึกงาน จึงมองการแก้ปัญหาในองค์กรไม่ออก
การที่พรรคส้มไม่เข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน ทำให้ตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีมันว่าง เปิดทางให้อนุทินไปเจรจาเอาคุณศุภจี คุณเอกนิติ คุณสีหศักดิ์ เข้ามาในโควต้าคนนอก
รวมถึงหยิบเอาโครงการคนละครึ่งของลุงตู่ ขึ้นมาปัดฝุ่นทำอีกครั้งในช่วงน้ำขึ้นให้รีบตัก
โครงการคนละครึ่งนี้จะเป็นของใครไม่สำคัญ สำคัญคือตอนนี้ใครใช้ คนนั้นก็ได้คะแนน นี้แหละคือความจัดเจนของคนทำงาน ที่เด็กฝึกงานมองไม่ทะลุ
ประกอบกับฮุนเซน เห็นช่องว่างทางการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ อนุทินคงไม่มีเสียงหนุน จึงบุกเข้ามาที่ชายแดน
แต่ผิดคาด เพราะอนุทินไม่มีอะไรที่ต้องห่วง ด้วยเสียงที่น้อยอยู่แล้ว และนี้คือจังหวะที่เล่น
เล่นดีก็ได้คะแนน เล่นผิดแต้มก็คงอยู่เท่าเดิม อนุทินเลยพยักหน้าให้ทหารเปิดศึกซะเลย
คราวนี้ล่ะเป็นไง คะแนนรักชาติเข้ามาเต็ม เปรียบเหมือนสายน้ำที่ไหลจากชายแดนไทยเขมร ไหลกระจายไปทิศเหนือ ลงสู่ภาคกลาง และซึมไปยังภาคใต้
ทำงานมาได้เพียง 2 เดือนกว่า ผลคือเมื่อคะแนนอนุทินพุ่งต่อเนื่อง พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน จึงต้องทำการ "สกัด" ก่อนที่อนุทินจะเติบโตไปกว่านี้ นั้นคือการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
พรรคภูมิใจไทยเสียงน้อย โดดเดี่ยว แม้นชี้แจงดีแค่ไหนก็พ่ายแพ้ต่อจำนวนมือที่ยกในสภา
อนุทินเลยตัดสินใจว่า จะปล่อยพวกนั้นด่าเล่นทำไม ? ยุบสภาซะเลย
ผลปรากฎจากการเลือกตั้งใหม่ ก็ตามที่เห็นเป็นข่าว คือพรรคภูมิใจไทย "ชนะขาด"
ที่เล่ามาทั้งหมด เห็นจังหวะของเด็กอ่อนหัดอย่างพรรคประชาชนไหม ?
ถ้าวันนั้น
พรรคส้มไม่ยกหางตนเองว่าแน่กว่า ยกว่าตนเองเหนือกว่า จะคุมล่ามโซ่นายกฯรอบนอก แล้วจะปั่นกระแสไปเรื่อย ๆ เพื่อหวังชนะทั้งประเทศในการเลือกตั้งใหญ่ หวังกวาด 250 คะแนนขึ้นไป
เพราะวันนั้นคาดการณ์แบบเด็กอ่อนหัด วันนี้ก็เลยตกถังส้วม ดีนะไม่บอกว่าถังขี้ ที่ยังถือว่าให้เกียรติเพราะอย่างน้อยผมก็เคยกาให้เมื่อครั้งก่อน ก่อนที่จะมา vote no ในวันนี้
อ้ะ ว่ากันต่อ
ถ้าวันนั้น
พรรคส้มเข้าร่วมเป็นรัฐบาล บริหารกระทรวงต่าง ๆ โอกาสที่อนุทินจะเอาคนนอกอย่างคุณศุภจี คุณเอกนิติ คุณสีหศักดิ์ ก็คงไม่มี เพราะเก้าอี้รัฐมนตรีเต็ม
(*เก้าอี้ของพรรคประชาชนจะมากกว่าของพรรคภูมิใจไทยด้วยซ้ำ)
เท่ากับกระแสคนนอกของทั้ง 3 คน จะไม่เกิดขึ้น , จนทั้งสามคนกลายเป็นอาวุธใหม่ ที่อนุทินใช้ต่อกรกับพรรคส้ม
ถ้าวันนั้น
พรรคส้มเข้าร่วมเป็นรัฐบาล ศึกชายแดนไทย-เขมรที่เกิดขึ้น พรรคส้มก็จะได้เครดิตไปด้วย ถ้อยคำด้อยค่าทหารแบบ "ทหารมีไว้ทำไม" หรือคุณรบกับใครก็แพ้ ก็จะถูกลืมเลือนหายไป
ถ้าวันนั้น
พรรคส้มเข้าร่วมรัฐบาล โครงการคนละครึ่งพลัสที่เกิดขึ้น พรรคส้มก็จะได้ส่วนแบ่งของคะแนนนิยมเช่นกัน
หรือถ้าไม่ต้องการให้คนละครึ่งเกิดขึ้น เพราะมันเป็นสิ่งตกทอดของลุงตู่ ก็สามารถขัดขวางไม่ให้มีได้ .. พรรคภูมิใจไทยก็จะไม่มีหมากให้เล่นเพื่อทำคะแนน
เหตุที่เกิดขึ้นของการพ่ายแพ้ของพรรคส้มในวันนี้ ไม่เกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ รุ่นเก่า แต่เกี่ยวกับประสบการณ์ในการประเมินสถานการณ์ และการบริหารจัดการอุปสรรค
เด็กแก่แดด ไม่มีทางชนะแดด นอกจากการโวยวาย
เด็กไร้เดียงสา มองว่าเสียงด่าเท่านั้นคือเทคนิคการบริหารราชการแผ่นดิน
ถ้าเป็นทั้งเด็กแก่แดดและไร้เดียงสาแบบนี้ ก็เกินกว่าจะไว้วางใจให้ดูแลประเทศ
...
เป็นอันจบ ถือว่าเป็นบทเรียนขนานใหญ่นะเท้ง จากอดีตด้อมส้ม
ส้มวางหมากผิด หรือหนูเก่งเกินเบอร์ ขอเพียงแค่มีโอกาส
ตอนนั้นพรรคส้ม ประเมินว่ากระแสตัวเองกำลังร้อนแรง และปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศยากจะแก้ไข รวมถึงปัญหาชายแดนที่ฮุนเซนกำลังห้าวและ
พรรคส้มกลัวเผือกร้อนจะลวกมือ จึงโยนให้อนุทิน
การให้อนุทินเป็นนายกฯชั่วคราว โดยพวกตนเองจะยกมือให้เป็นเพื่อสร้างหนี้บุญคุณ และกำกับควบคุมอยู่ในฟากฝ่ายค้าน
หนูอยู่ในกำมือ จะหนีไปไหนได้ จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด
นั้นคือการประเมินของเด็กไร้เดียงสา เด็กที่ยังไม่เคยแม้กระทั่งเป็นเด็กฝึกงาน จึงมองการแก้ปัญหาในองค์กรไม่ออก
การที่พรรคส้มไม่เข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน ทำให้ตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีมันว่าง เปิดทางให้อนุทินไปเจรจาเอาคุณศุภจี คุณเอกนิติ คุณสีหศักดิ์ เข้ามาในโควต้าคนนอก
รวมถึงหยิบเอาโครงการคนละครึ่งของลุงตู่ ขึ้นมาปัดฝุ่นทำอีกครั้งในช่วงน้ำขึ้นให้รีบตัก
โครงการคนละครึ่งนี้จะเป็นของใครไม่สำคัญ สำคัญคือตอนนี้ใครใช้ คนนั้นก็ได้คะแนน นี้แหละคือความจัดเจนของคนทำงาน ที่เด็กฝึกงานมองไม่ทะลุ
ประกอบกับฮุนเซน เห็นช่องว่างทางการเมืองไทยไร้เสถียรภาพ อนุทินคงไม่มีเสียงหนุน จึงบุกเข้ามาที่ชายแดน
แต่ผิดคาด เพราะอนุทินไม่มีอะไรที่ต้องห่วง ด้วยเสียงที่น้อยอยู่แล้ว และนี้คือจังหวะที่เล่น
เล่นดีก็ได้คะแนน เล่นผิดแต้มก็คงอยู่เท่าเดิม อนุทินเลยพยักหน้าให้ทหารเปิดศึกซะเลย
คราวนี้ล่ะเป็นไง คะแนนรักชาติเข้ามาเต็ม เปรียบเหมือนสายน้ำที่ไหลจากชายแดนไทยเขมร ไหลกระจายไปทิศเหนือ ลงสู่ภาคกลาง และซึมไปยังภาคใต้
ทำงานมาได้เพียง 2 เดือนกว่า ผลคือเมื่อคะแนนอนุทินพุ่งต่อเนื่อง พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน จึงต้องทำการ "สกัด" ก่อนที่อนุทินจะเติบโตไปกว่านี้ นั้นคือการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
พรรคภูมิใจไทยเสียงน้อย โดดเดี่ยว แม้นชี้แจงดีแค่ไหนก็พ่ายแพ้ต่อจำนวนมือที่ยกในสภา
อนุทินเลยตัดสินใจว่า จะปล่อยพวกนั้นด่าเล่นทำไม ? ยุบสภาซะเลย
ผลปรากฎจากการเลือกตั้งใหม่ ก็ตามที่เห็นเป็นข่าว คือพรรคภูมิใจไทย "ชนะขาด"
ที่เล่ามาทั้งหมด เห็นจังหวะของเด็กอ่อนหัดอย่างพรรคประชาชนไหม ?
ถ้าวันนั้น
พรรคส้มไม่ยกหางตนเองว่าแน่กว่า ยกว่าตนเองเหนือกว่า จะคุมล่ามโซ่นายกฯรอบนอก แล้วจะปั่นกระแสไปเรื่อย ๆ เพื่อหวังชนะทั้งประเทศในการเลือกตั้งใหญ่ หวังกวาด 250 คะแนนขึ้นไป
เพราะวันนั้นคาดการณ์แบบเด็กอ่อนหัด วันนี้ก็เลยตกถังส้วม ดีนะไม่บอกว่าถังขี้ ที่ยังถือว่าให้เกียรติเพราะอย่างน้อยผมก็เคยกาให้เมื่อครั้งก่อน ก่อนที่จะมา vote no ในวันนี้
อ้ะ ว่ากันต่อ
ถ้าวันนั้น
พรรคส้มเข้าร่วมเป็นรัฐบาล บริหารกระทรวงต่าง ๆ โอกาสที่อนุทินจะเอาคนนอกอย่างคุณศุภจี คุณเอกนิติ คุณสีหศักดิ์ ก็คงไม่มี เพราะเก้าอี้รัฐมนตรีเต็ม
(*เก้าอี้ของพรรคประชาชนจะมากกว่าของพรรคภูมิใจไทยด้วยซ้ำ)
เท่ากับกระแสคนนอกของทั้ง 3 คน จะไม่เกิดขึ้น , จนทั้งสามคนกลายเป็นอาวุธใหม่ ที่อนุทินใช้ต่อกรกับพรรคส้ม
ถ้าวันนั้น
พรรคส้มเข้าร่วมเป็นรัฐบาล ศึกชายแดนไทย-เขมรที่เกิดขึ้น พรรคส้มก็จะได้เครดิตไปด้วย ถ้อยคำด้อยค่าทหารแบบ "ทหารมีไว้ทำไม" หรือคุณรบกับใครก็แพ้ ก็จะถูกลืมเลือนหายไป
ถ้าวันนั้น
พรรคส้มเข้าร่วมรัฐบาล โครงการคนละครึ่งพลัสที่เกิดขึ้น พรรคส้มก็จะได้ส่วนแบ่งของคะแนนนิยมเช่นกัน
หรือถ้าไม่ต้องการให้คนละครึ่งเกิดขึ้น เพราะมันเป็นสิ่งตกทอดของลุงตู่ ก็สามารถขัดขวางไม่ให้มีได้ .. พรรคภูมิใจไทยก็จะไม่มีหมากให้เล่นเพื่อทำคะแนน
เหตุที่เกิดขึ้นของการพ่ายแพ้ของพรรคส้มในวันนี้ ไม่เกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ รุ่นเก่า แต่เกี่ยวกับประสบการณ์ในการประเมินสถานการณ์ และการบริหารจัดการอุปสรรค
เด็กแก่แดด ไม่มีทางชนะแดด นอกจากการโวยวาย
เด็กไร้เดียงสา มองว่าเสียงด่าเท่านั้นคือเทคนิคการบริหารราชการแผ่นดิน
ถ้าเป็นทั้งเด็กแก่แดดและไร้เดียงสาแบบนี้ ก็เกินกว่าจะไว้วางใจให้ดูแลประเทศ
...
เป็นอันจบ ถือว่าเป็นบทเรียนขนานใหญ่นะเท้ง จากอดีตด้อมส้ม