
: เรื่องจริงที่โคตรพีค! "Catch Me If You Can" หนังที่ดูแล้วจะอึ้งจนต้องร้องขอชีวิต!
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมมีหนังดีที่อยากจะมาเล่าสู่กันฟังครับ เป็นหนังเก่าหน่อยแต่รับรองว่าความสนุกและความอึ้งไม่เคยลดน้อยลงไปเลยจริงๆ เรื่องนี้ชื่อว่า "Catch Me If You Can" ครับ ออกฉายในปี 2002 กำกับโดยผู้กำกับระดับตำนานอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก การันตีความเจ๋งได้เลยครับ
แค่ชื่อเรื่อง "Catch Me If You Can" ก็ชวนให้สงสัยแล้วใช่มั้ยครับว่ามันจะเกี่ยวกับอะไรกันแน่? เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของ ฟรานก์ วิลเลียม อะเบกเนล จูเนียร์ (Frank William Abagnale Jr.) ที่กลายเป็นนักต้มตุ๋นที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ตั้งแต่อายุยังน้อย เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อฟรานก์ยังเป็นเด็กวัยรุ่นที่พ่อแม่กำลังจะหย่ากัน พ่อของเขาเคยเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่สุดท้ายก็ล้มละลาย ฟรานก์ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของครอบครัวก็เลยตัดสินใจหนีออกจากบ้านไป
ทีนี้แหละครับ ความพีคของเรื่องมันก็เริ่มขึ้น ฟรานก์เริ่มจากอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก่อนครับ เช่น การปลอมเช็คปลอมๆ เพื่อเอาเงินไปใช้ แต่ด้วยความฉลาดแกมโกงและไหวพริบอันเหลือล้น เขาก็เริ่มพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จนสามารถปลอมตัวเป็นอาชีพต่างๆ ได้อย่างแนบเนียนครับ ตั้งแต่ นักบินของสายการบิน Pan Am, หมอ, อัยการ, ไปจนถึงนักกฎหมาย! ฟังแล้วขนลุกใช่มั้ยครับ? คือแบบเด็กหนุ่มคนเดียว สามารถเนียนเข้าไปอยู่ในสังคมระดับสูงๆ ได้แบบไม่มีใครจับได้!
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มันโคตรน่าดู คือการเล่าเรื่องที่สนุกสนานมากๆ ครับ แม้ว่าเนื้อหาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการหลอกลวง แต่วิธีการนำเสนอของสปีลเบิร์กทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังดูหนังผจญภัย หรือหนังแนวไล่ล่าที่ลุ้นระทึกตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันก็มีมุมตลกขบขันแทรกเข้ามา ทำให้ไม่รู้สึกเครียดจนเกินไปครับ
ในเรื่องเราจะได้เห็นฟรานก์ที่รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิแคพริโอ (Leonardo DiCaprio) ในวัยหนุ่มที่หล่อเหลาสุดๆ ครับ การแสดงของเขามันธรรมชาติมากๆ สามารถถ่ายทอดบุคลิกของฟรานก์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งความเจ้าเล่ห์ ความมั่นใจในตัวเอง และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เราจะเห็นเขาพลิกแพลงสถานการณ์ต่างๆ ด้วยคำพูดและไหวพริบที่น่าทึ่งจริงๆ ครับ บางทีดูก็แอบทึ่งในความสามารถของเขาเหมือนกันนะ
อีกหนึ่งนักแสดงหลักที่ห้ามพูดถึงไม่ได้เลยคือ ทอม แฮงค์ส (Tom Hanks) ครับ เขารับบทเป็น คาร์ล แฮตตี้ (Carl Hanratty) เจ้าหน้าที่ FBI ที่ตามล่าฟรานก์อยู่ครับ คาร์ลเป็นตัวแทนของความถูกต้องและความยุติธรรม แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นคนที่ฉลาดและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ การไล่ล่าระหว่างฟรานก์กับคาร์ลมันเป็นเหมือนเกมแมวไล่หนูที่สนุกมากๆ ครับ เราจะได้เห็นการวางแผน การหนี การตาม ที่สลับกันไปมาตลอดทั้งเรื่อง
สิ่งที่ผมชอบมากในหนังเรื่องนี้คือบทสนทนาครับ มันคมคาย ฉลาดแกมโกง และมีอารมณ์ขันแทรกอยู่เสมอ ทำให้การเล่าเรื่องมันไม่น่าเบื่อเลยครับ แถมยังได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวละครอย่างฟรานก์ที่แม้จะทำผิด แต่เราก็อดที่จะเอาใจช่วยเขาไม่ได้ในบางที เพราะเขาไม่ได้ทำร้ายใครแบบโหดร้าย แต่เป็นการใช้ไหวพริบเพื่อเอาตัวรอดและใช้ชีวิตในแบบที่เขาต้องการ
หนังเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลายๆ อย่างครับ เช่น ปัญหาครอบครัว การตามหาตัวตนของวัยรุ่น ความฝันที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิตของคนหนุ่มสาว ซึ่งฟรานก์เองก็อาจจะมีแรงผลักดันมาจากปัญหาเหล่านี้ก็ได้ครับ
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างฟรานก์กับพ่อของเขาครับ แม้ว่าพ่อของฟรานก์จะไม่ได้มีบทบาทมากนักในตอนท้ายของเรื่อง แต่ภาพความทรงจำของพ่อที่มีต่อฟรานก์ และคำสอนต่างๆ ที่พ่อเคยให้ มันส่งผลต่อการตัดสินใจของฟรานก์ในหลายๆ ครั้งครับ
ถ้าจะให้วิจารณ์ในส่วนของโปรดักชั่นก็ต้องบอกว่าทำออกมาได้ดีเยี่ยมครับ การแต่งกาย ฉากต่างๆ ในแต่ละยุคสมัยที่ฟรานก์ไปปรากฏตัว มันมีความสมจริงมากๆ ทำให้คนดูอย่างเราๆ อินไปกับเรื่องราวได้อย่างง่ายดายครับ ดนตรีประกอบก็เข้ากับบรรยากาศของหนังได้เป็นอย่างดีครับ
โดยรวมแล้ว "Catch Me If You Can" เป็นหนังที่ดูสนุก ครบรส ทั้งแอ็คชั่น ดราม่า ตลก และความลุ้นระทึกครับ มันไม่ใช่แค่หนังเกี่ยวกับนักต้มตุ๋นธรรมดาๆ แต่มันคือเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ใช้ไหวพริบและความฉลาดในการเอาตัวรอดและใช้ชีวิตในแบบที่เขาต้องการ ทำให้หนังเรื่องนี้มีมิติที่น่าสนใจมากๆ ครับ
ผมแนะนำเลยครับสำหรับใครที่ยังไม่เคยดู หรือใครที่ดูแล้วอยากจะกลับมาดูอีกครั้ง รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ เป็นหนังที่ดูแล้วจะทำให้เราอึ้ง ทึ่ง และอาจจะแอบอมยิ้มกับความสามารถของฟรานก์ได้ตลอดทั้งเรื่องเลยครับ
ใครเคยดูแล้ว มาแชร์ความเห็นกันได้นะครับ หรือใครที่ยังไม่เคยดู ลองไปหาดูกันนะครับ แล้วจะรู้ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงได้เป็นที่ชื่นชอบมาจนถึงทุกวันนี้ครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ แล้วเจอกันใหม่รีวิวหน้าครับ!
เรื่องจริงที่โคตรพีค! "Catch Me If You Can" หนังที่ดูแล้วจะอึ้งจนต้องร้องขอชีวิต!
: เรื่องจริงที่โคตรพีค! "Catch Me If You Can" หนังที่ดูแล้วจะอึ้งจนต้องร้องขอชีวิต!
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมมีหนังดีที่อยากจะมาเล่าสู่กันฟังครับ เป็นหนังเก่าหน่อยแต่รับรองว่าความสนุกและความอึ้งไม่เคยลดน้อยลงไปเลยจริงๆ เรื่องนี้ชื่อว่า "Catch Me If You Can" ครับ ออกฉายในปี 2002 กำกับโดยผู้กำกับระดับตำนานอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก การันตีความเจ๋งได้เลยครับ
แค่ชื่อเรื่อง "Catch Me If You Can" ก็ชวนให้สงสัยแล้วใช่มั้ยครับว่ามันจะเกี่ยวกับอะไรกันแน่? เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของ ฟรานก์ วิลเลียม อะเบกเนล จูเนียร์ (Frank William Abagnale Jr.) ที่กลายเป็นนักต้มตุ๋นที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ตั้งแต่อายุยังน้อย เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อฟรานก์ยังเป็นเด็กวัยรุ่นที่พ่อแม่กำลังจะหย่ากัน พ่อของเขาเคยเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่สุดท้ายก็ล้มละลาย ฟรานก์ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของครอบครัวก็เลยตัดสินใจหนีออกจากบ้านไป
ทีนี้แหละครับ ความพีคของเรื่องมันก็เริ่มขึ้น ฟรานก์เริ่มจากอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก่อนครับ เช่น การปลอมเช็คปลอมๆ เพื่อเอาเงินไปใช้ แต่ด้วยความฉลาดแกมโกงและไหวพริบอันเหลือล้น เขาก็เริ่มพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จนสามารถปลอมตัวเป็นอาชีพต่างๆ ได้อย่างแนบเนียนครับ ตั้งแต่ นักบินของสายการบิน Pan Am, หมอ, อัยการ, ไปจนถึงนักกฎหมาย! ฟังแล้วขนลุกใช่มั้ยครับ? คือแบบเด็กหนุ่มคนเดียว สามารถเนียนเข้าไปอยู่ในสังคมระดับสูงๆ ได้แบบไม่มีใครจับได้!
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มันโคตรน่าดู คือการเล่าเรื่องที่สนุกสนานมากๆ ครับ แม้ว่าเนื้อหาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการหลอกลวง แต่วิธีการนำเสนอของสปีลเบิร์กทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังดูหนังผจญภัย หรือหนังแนวไล่ล่าที่ลุ้นระทึกตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันก็มีมุมตลกขบขันแทรกเข้ามา ทำให้ไม่รู้สึกเครียดจนเกินไปครับ
ในเรื่องเราจะได้เห็นฟรานก์ที่รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิแคพริโอ (Leonardo DiCaprio) ในวัยหนุ่มที่หล่อเหลาสุดๆ ครับ การแสดงของเขามันธรรมชาติมากๆ สามารถถ่ายทอดบุคลิกของฟรานก์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งความเจ้าเล่ห์ ความมั่นใจในตัวเอง และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เราจะเห็นเขาพลิกแพลงสถานการณ์ต่างๆ ด้วยคำพูดและไหวพริบที่น่าทึ่งจริงๆ ครับ บางทีดูก็แอบทึ่งในความสามารถของเขาเหมือนกันนะ
อีกหนึ่งนักแสดงหลักที่ห้ามพูดถึงไม่ได้เลยคือ ทอม แฮงค์ส (Tom Hanks) ครับ เขารับบทเป็น คาร์ล แฮตตี้ (Carl Hanratty) เจ้าหน้าที่ FBI ที่ตามล่าฟรานก์อยู่ครับ คาร์ลเป็นตัวแทนของความถูกต้องและความยุติธรรม แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นคนที่ฉลาดและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ การไล่ล่าระหว่างฟรานก์กับคาร์ลมันเป็นเหมือนเกมแมวไล่หนูที่สนุกมากๆ ครับ เราจะได้เห็นการวางแผน การหนี การตาม ที่สลับกันไปมาตลอดทั้งเรื่อง
สิ่งที่ผมชอบมากในหนังเรื่องนี้คือบทสนทนาครับ มันคมคาย ฉลาดแกมโกง และมีอารมณ์ขันแทรกอยู่เสมอ ทำให้การเล่าเรื่องมันไม่น่าเบื่อเลยครับ แถมยังได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวละครอย่างฟรานก์ที่แม้จะทำผิด แต่เราก็อดที่จะเอาใจช่วยเขาไม่ได้ในบางที เพราะเขาไม่ได้ทำร้ายใครแบบโหดร้าย แต่เป็นการใช้ไหวพริบเพื่อเอาตัวรอดและใช้ชีวิตในแบบที่เขาต้องการ
หนังเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลายๆ อย่างครับ เช่น ปัญหาครอบครัว การตามหาตัวตนของวัยรุ่น ความฝันที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิตของคนหนุ่มสาว ซึ่งฟรานก์เองก็อาจจะมีแรงผลักดันมาจากปัญหาเหล่านี้ก็ได้ครับ
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างฟรานก์กับพ่อของเขาครับ แม้ว่าพ่อของฟรานก์จะไม่ได้มีบทบาทมากนักในตอนท้ายของเรื่อง แต่ภาพความทรงจำของพ่อที่มีต่อฟรานก์ และคำสอนต่างๆ ที่พ่อเคยให้ มันส่งผลต่อการตัดสินใจของฟรานก์ในหลายๆ ครั้งครับ
ถ้าจะให้วิจารณ์ในส่วนของโปรดักชั่นก็ต้องบอกว่าทำออกมาได้ดีเยี่ยมครับ การแต่งกาย ฉากต่างๆ ในแต่ละยุคสมัยที่ฟรานก์ไปปรากฏตัว มันมีความสมจริงมากๆ ทำให้คนดูอย่างเราๆ อินไปกับเรื่องราวได้อย่างง่ายดายครับ ดนตรีประกอบก็เข้ากับบรรยากาศของหนังได้เป็นอย่างดีครับ
โดยรวมแล้ว "Catch Me If You Can" เป็นหนังที่ดูสนุก ครบรส ทั้งแอ็คชั่น ดราม่า ตลก และความลุ้นระทึกครับ มันไม่ใช่แค่หนังเกี่ยวกับนักต้มตุ๋นธรรมดาๆ แต่มันคือเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ใช้ไหวพริบและความฉลาดในการเอาตัวรอดและใช้ชีวิตในแบบที่เขาต้องการ ทำให้หนังเรื่องนี้มีมิติที่น่าสนใจมากๆ ครับ
ผมแนะนำเลยครับสำหรับใครที่ยังไม่เคยดู หรือใครที่ดูแล้วอยากจะกลับมาดูอีกครั้ง รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ เป็นหนังที่ดูแล้วจะทำให้เราอึ้ง ทึ่ง และอาจจะแอบอมยิ้มกับความสามารถของฟรานก์ได้ตลอดทั้งเรื่องเลยครับ
ใครเคยดูแล้ว มาแชร์ความเห็นกันได้นะครับ หรือใครที่ยังไม่เคยดู ลองไปหาดูกันนะครับ แล้วจะรู้ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงได้เป็นที่ชื่นชอบมาจนถึงทุกวันนี้ครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ แล้วเจอกันใหม่รีวิวหน้าครับ!