ระวังเกาะสีตรงต่างระดับฉิมพลี ขาเข้า เฉพาะช่วงดึก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ * ระยะทางรวมของช่วงนี้คือ 220 เมตร: ตามที่คุณวัดได้ในรูปที่ 14 ระยะทางตั้งแต่จุดที่เบี่ยงออก (บริเวณหน้าปั๊มบางจาก) ไปจนถึงจุดที่เริ่มเบี่ยงเข้าทางหลัก (บริเวณก่อนถึงปั๊ม ปตท. 60) มีระยะทางจริงคือ 220 เมตร
* สำหรับรถที่ลงมาจากต่างระดับฉิมพลี:
* เมื่อคุณลงจากทางแยกต่างระดับมาแล้ว คุณจะเข้าสู่ช่วงถนนทางคู่ขนานนี้
* คุณจะมีระยะทางวิ่งในช่องทางคู่ขนานนี้ประมาณ 220 เมตร เพื่อเตรียมตัวและเปลี่ยนเลนเข้าสู่ทางหลักที่จุดเข้าถัดไป (บริเวณหน้าปั๊ม ปตท. 60)
* โดยในช่วงท้ายของระยะ 220 เมตรนี้ จะเป็นช่วงที่มี แนวเกาะสี (Chevron Markings) บังคับทิศทางให้คุณเบี่ยงเข้าสู่ทางหลัก ซึ่งมีความยาวประมาณ 45 - 50 เมตร ก่อนจะรวมเลนได้สมบูรณ์ครับ
สรุปคือ ระยะทาง 220 เมตรที่คุณวัดได้ คือ "พื้นที่ใช้งาน" ทั้งหมดของช่องทางคู่ขนานช่วงนี้ ก่อนที่ถนนจะบังคับให้คุณต้องเลือกว่าจะเข้าทางหลักหรือวิ่งในทางคู่ขนานต่อไปครับ โดยระยะที่ต้องวิ่งขนานไปตามแนวเกาะเพื่อเข้าทางหลักจริงๆ จะเป็นเพียงส่วนท้ายของระยะนี้ครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ใช่ครับ ระยะ 220 เมตรที่คุณวัดได้คือช่วง "ช่องเปิด" (Gap) จริงที่อนุญาตให้รถเปลี่ยนเลนระหว่างทางหลักและทางคู่ขนาน ซึ่งหากพิจารณาจากพฤติกรรมการขับขี่ในบริเวณถนนบรมราชชนนีช่วงก่อนขึ้นทางยกระดับ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
* พฤติกรรมการ "ซิ่งฝ่าแนวเกาะ": สำหรับรถที่อยู่ในช่องทางหลักและต้องการขึ้นทางยกระดับแต่เบี่ยงเข้าไม่ทันในช่วงแรก มักจะใช้ช่องเปิด 220 เมตรนี้เป็นโอกาสสุดท้ายในการเบี่ยงซ้ายออกมาเพื่อ "ตัดกลับ" เข้าทางขึ้นสะพานยกระดับ โดยส่วนใหญ่มักจะขับตัดผ่านบริเวณ เกาะสี (Chevron Markings) หรือเส้นทแยงมุมเพื่อรัดคิวหรือเข้าทางขึ้นให้ทัน ซึ่งเป็นการขับขี่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงมาก
* ความเร็วในการแทยงเข้า: จากลักษณะทางกายภาพของถนนสายหลักที่มีความเร็วสูง (มักอยู่ที่ 100 กม./ชม.) รถที่แทยงเข้ามาในระยะที่จำกัดเช่นนี้มักจะ:
* รักษาความเร็วสูง: เพื่อให้สามารถแทรกตัวเข้าสู่กระแสจราจรที่กำลังจะขึ้นสะพานยกระดับได้ทัน โดยมักจะแทยงเข้ามาด้วยความเร็วประมาณ 80 กม./ชม. หรือมากกว่า
* เร่งแซงกระชั้นชิด: ในกรณีที่มีรถในทางคู่ขนานหนาแน่น รถเหล่านี้มักจะเร่งเครื่องเพื่อหาช่องว่างตัดหน้าแทยงเข้าสู่แนวเกาะสี
* ความเสี่ยงทางกฎหมายและอุบัติเหตุ: การขับรถทับแนวเกาะสีเพื่อแทยงเข้าทางหลักหรือทางยกระดับในลักษณะนี้ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก และหากเกิดอุบัติเหตุ รถที่ขับทับเส้นเกาะสีมักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทางคดีเนื่องจากเป็นการขับขี่ในเขตต้องห้าม
สรุปคือ ช่องเปิด 220 เมตรที่คุณระบุมานั้น เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รถมักใช้ความเร็วสูงในการแทยงตัดหน้าเพื่อขึ้นทางยกระดับอย่างที่คุณเข้าใจจริงๆ ครับ ซึ่งระยะทางที่สั้นเพียงเท่านี้เมื่อเทียบกับความเร็วรถ ทำให้เป็นจุดที่อันตรายมากจุดหนึ่งบนถนนเส้นนี้ครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้บนถนนบรมราชชนนีช่วงหัวค่ำที่มีรถน้อย "ขาซิ่ง" มักจะใช้ความเร็วที่สูงกว่ากฎหมายกำหนดมากเพื่อให้ทันช่วงจังหวะเบี่ยงเปลี่ยนเลนที่กระชั้นชิดครับ โดยความเร็วที่พบบ่อยและมีความเสี่ยงสูงมีรายละเอียดดังนี้:
การประเมินความเร็วและระยะทาง 220 เมตร
จากระยะช่องเปิด 220 เมตร ที่คุณวัดมา หากรถใช้ความเร็วสูงเพื่อ "โฉบ" เข้า-ออก จะมีตัวเลขที่น่าสนใจทางฟิสิกส์ดังนี้ครับ:
* ความเร็ว 120 กม./ชม. (33.3 เมตร/วินาที): คุณจะมีเวลาในช่องเปิดนี้เพียง 6.6 วินาที เท่านั้น ซึ่งเป็นเวลาที่สั้นมากสำหรับการมองกระจกหลัง ให้สัญญาณไฟ และเบี่ยงรถข้าม 2-3 เลน
* ความเร็ว 140 กม./ชม. ขึ้นไป: รถกลุ่มนี้มักจะแทยงเข้ามาด้วยความเร็วสูงมากเพื่อไม่ให้เสียจังหวะในการไต่ขึ้นทางยกระดับ โดยความเร็วระดับนี้จะทำให้เหลือเวลาตัดสินใจเพียง 5 วินาที ซึ่งหากเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น มีรถคันอื่นออกจากปั๊มน้ำมันพอดี ระยะเบรกจะไม่เพียงพออย่างแน่นอนครับ
ทำไมการแทยงรถที่ความเร็ว 120+ ถึงอันตราย?
* การเสียอาการของรถ: การหักพวงมาลัยเพื่อแทยงเปลี่ยนเลนกะทันหัน (Diagonal Move) ที่ความเร็วสูง จะทำให้เกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางที่รุนแรง หากช่วงล่างไม่มั่นคงพอ รถมีโอกาสปัดหรือเสียหลักได้ง่ายมากครับ
* ระยะการมองเห็นในตอนกลางคืน: แสงไฟจากปั๊มน้ำมันและไฟส่องสว่างริมทางอาจสร้าง "จุดบอด" หรือการหลอกสายตาในการกะระยะรถที่อยู่เลนถัดไป ทำให้การโฉบแทยงเข้ามามีความผิดพลาดสูง
* สภาพผิวจราจร: บริเวณใกล้แนวเกาะสีมักมีเศษหินหรือคราบน้ำมันที่ตกค้างจากการจราจรปกติ การซิ่งทับเข้าไปด้วยความเร็วสูงจะทำให้ยางสูญเสียการยึดเกาะกะทันหัน
> ข้อควรระวัง: พฤติกรรมการซิ่งโฉบแทยงแบบนี้มักนำไปสู่อุบัติเหตุรุนแรงบริเวณหน้าสายใต้ใหม่บ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นจุดรวมของรถที่ลงจากทางต่างระดับ รถออกจากปั๊ม และรถที่กำลังเร่งเครื่องขึ้นทางด่วนครับ
>
เพื่อให้เห็นภาพความเสี่ยงชัดขึ้น คุณอยากให้ผมลองคำนวณ "ระยะเบรกฉุกเฉิน" ที่ความเร็ว 120 กม./ชม. บนผิวถนนลาดยางเปรียบเทียบกับระยะช่องเปิด 220 เมตรนี้ไหมครับ?
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เปรียบเทียบได้เห็นภาพและน่ากลัวมากครับ แต่ในทางสรีระถนนและสถิติจราจร คำว่า "หลักประหาร" อาจจะไม่เกินจริงนักสำหรับจุดนี้ในช่วงดึก เพราะมันคือการรวมกันของ "ความเร็ว" "ระยะทางที่จำกัด" และ "ความประมาท" ครับ
สรุปความเสี่ยงในระยะ 220 เมตรที่คุณต้องเผชิญในคืนที่เจอขาซิ่ง:
1. กฎ 6 วินาทีที่ไม่มีโอกาสแก้ตัว
ที่ความเร็ว 120 กม./ชม. รถจะวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 33.3 เมตรต่อวินาที
* ในระยะ 220 เมตร ขาซิ่งใช้เวลาเพียง 6.6 วินาที ในการผ่านช่องนี้ไป
* ถ้าเขาตัดสินใจ "โฉบ" แทยงออกมาจากทางหลักเพื่อขึ้นทางยกระดับ เขาจะมีเวลาตัดสินใจและคุมรถให้นิ่งเพียงไม่กี่วินาทีก่อนจะถึงหัวเกาะสี
* หากคุณขับ SUV อยู่ในเลนคู่ขนานตามปกติ แล้วเจอรถแทยงเข้ามาด้วยความเร็วระดับนี้ แรงปะทะจะมหาศาลจนระบบความปลอดภัยแทบจะทำงานไม่ทันครับ
2. SUV ของคุณกับแรงปะทะด้านข้าง
แม้ SUV จะได้เปรียบเรื่องความสูงของทัศนวิสัยและการซับแรงที่ประตูส่วนล่าง แต่เมื่อโดน "ออลนิว" หรือรถแต่งซิ่งอัดเข้าด้านข้างที่ความเร็วสูง:
* ความเสี่ยงหลัก: คือการ พลิกคว่ำ (Rollover) เพราะจุดศูนย์ถ่วงที่สูงกว่ารถเก๋ง
* การปะทะ: กระบะแต่งซิ่งมีโครงสร้างแชสซีส์ที่แข็งเหมือนเหล็กแท่ง (Ladder Frame) หากพุ่งชนด้านข้าง SUV แรงทั้งหมดจะถูกถ่ายทอดเข้าสู่ตัวถังรถคุณโดยตรง
3. ปัจจัย "ขาซิ่งดึกๆ" (สภาพคนขับและเศษถนน)
* ความไม่แน่นอน: ถ้าเจอคนที่ "เล่นยา" หรือเมามา การตอบสนอง (Reaction Time) จะผิดเพี้ยน เขาจะกะระยะ 220 เมตรพลาด และมักจะเลือกใช้วิธี "หักพวงมาลัยสุดตัว" เพื่อให้พ้นเกาะสี
* เศษกรวดบนเกาะสี: แนวเกาะก้างปลาเป็นจุดที่รถปกติไม่วิ่ง ทำให้มีเศษทรายและน้ำมันสะสม รถที่แทยงมาเร็วๆ แล้วล้อทับเส้นเหล่านี้จะเสียอาการทันที (Hydroplaning/Loss of traction) และพุ่งเข้าหาคุณแบบไร้ทิศทางครับ
> มุมมอง AI: จุดนี้คือ "จุดตัดบอด" อย่างแท้จริง ระยะ 220 เมตรมันสั้นเกินไปสำหรับการทำความเร็ว 120 กม./ชม. ในการเปลี่ยนเลนครับ การที่คุณรู้สึกเหมือนอยู่บนหลักประหารคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ถูกต้องแล้วครับ
>
คำแนะนำเพิ่มเติม: ช่วงดึกๆ ถ้าต้องผ่านช่วงปั๊มบางจาก-ปตท.60 ให้พยายามวิ่งเลนซ้ายสุดของทางคู่ขนาน และคอยสังเกต "แสงไฟหน้าที่พุ่งมาจากเลนขวา" ให้ดีครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้คำถามนี้เป็น "ดาบสองคม" ครับ เพราะความปลอดภัยของรถเก๋งและ SUV ในจังหวะที่โดน "ขาซิ่ง" สอยด้านข้างมีข้อดีข้อเสียที่แลกกันคนละหมัด สรุปให้เห็นภาพชัดๆ ดังนี้ครับ:
1. จุดที่รถเก๋ง "ได้เปรียบ" (โอกาสรอดจากการพลิกคว่ำ)
หากโดนชนด้านข้างที่ความเร็ว 120 กม./ชม. ขึ้นไป:
* การเสียอาการ: รถเก๋งมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ เมื่อโดนแรงปะทะด้านข้าง รถเก๋งมักจะ "หมุน" (Spin) ไปตามพื้นถนน ซึ่งการหมุนช่วยกระจายพลังงานจลน์ออกไปตามระยะทาง
* โอกาสพลิกคว่ำต่ำ: ในขณะที่ SUV มีโอกาส "กลิ้ง" (Rollover) ได้ง่ายมากหากโดนกระแทกแรงๆ การกลิ้งเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บรุนแรงเพราะหลังคารถไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับน้ำหนักซ้ำๆ หลายตลบครับ
2. จุดที่รถเก๋ง "เสียเปรียบ" (ตำแหน่งการปะทะ)
นี่คือจุดที่น่ากลัวที่สุดสำหรับรถเก๋งเมื่อเจอ กระบะตัวสูง ขาซิ่ง ชื่อดัง:
* ระดับความสูง: รถเก๋งตัวเตี้ยกว่ามาก จุดปะทะจากกันชนหน้าของกระบะซิ่งจะตรงกับ "กระจกหน้าต่าง" หรือ "เสา B" (เสากลางรถ) ของคุณพอดี ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ใกล้ศีรษะคนขับที่สุด
* การยุบตัว: พื้นที่รับแรง (Crumple Zone) ด้านข้างของรถเก๋งมีน้อยมาก แรงปะทะแทบจะเข้าถึงตัวคนขับได้ทันที ต่างจาก SUV ที่มีความสูงของธรณีประตู (Sill) ช่วยซับแรงไปได้บางส่วนครับ
3. สรุปเปรียบเทียบในสถานการณ์ "โดนสอยที่ช่อง 220 เมตร"
| หัวข้อเปรียบเทียบ | รถเก๋ง (Sedan) | รถ SUV |
|---|---|---|
| ความเสี่ยงพลิกคว่ำ | ต่ำกว่ามาก | สูงมาก (ถ้าโดนชนแรง) |
| การป้องกันคนขับ | เสี่ยงโดนอัดช่วงบน (ศีรษะ) | ดีกว่าเล็กน้อย (แรงเข้าช่วงขา/ลำตัว) |
| ความคล่องตัวในการหลบ | ดีกว่า (โยกหลบได้นิ่งกว่า) | มีจังหวะโคลง (Body Roll) มากกว่า |
| ความรู้สึกบนหลักประหาร | รู้สึกตัวช้ากว่าเพราะรถเตี้ย | เห็นเหตุการณ์เร็วกว่า (ทัศนวิสัยสูง) |
ฟันธง: เปลี่ยนแล้วปลอดภัยกว่าไหม?
* ถ้าเน้น "การทรงตัว": รถเก๋งปลอดภัยกว่าในแง่ที่ไม่พลิกคว่ำง่ายๆ และคุมรถหลังโดนชนได้ดีกว่า
* ถ้าเน้น "โครงสร้างรับแรง": SUV มักจะมีโครงสร้างที่ซับแรงกระแทกจากรถที่มีความสูงต่างกันได้ดีกว่าครับ
> ความจริงที่เลี่ยงไม่ได้: ที่ความเร็ว 120 กม./ชม. ไม่ว่าจะเก๋งหรือ SUV หากโดนชนด้านข้างจังๆ ระบบความปลอดภัย "มาตรฐาน" ทั่วไปแทบจะต้านทานไม่ไหวครับ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ "ถุงลมนิรภัยม่านด้านข้าง" และ "โครงสร้างเหล็กกล้าแรงดึงสูง" ของรถคันนั้นๆ ครับ
>
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้บริเวณจุดเบี่ยงและช่องเปิดทางคู่ขนานบนถนนบรมราชชนนีช่วง ฉิมพลี-ตลิ่งชัน (รวมถึงหน้าปั๊มบางจากและ ปตท. 60) ถือเป็น "จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ" ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนและช่วงเทศกาลครับ สรุปความถี่และความเสี่ยงได้ดังนี้:
1. ความถี่ของอุบัติเหตุในพื้นที่
* เหตุการณ์รายวัน/รายสัปดาห์: แม้จะไม่มีตัวเลขเจาะจงเฉพาะช่วงระยะ 220 เมตรนี้ แต่ข้อมูลการจราจรระบุว่าอุบัติเหตุบนถนนบรมราชชนนีช่วงขาเข้ามักเกิดขึ้น เกือบทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะบริเวณจุดรวมกระแสจราจรและทางขึ้น-ลงทางยกระดับ
* ตัวอย่างเหตุการณ์ล่าสุด: พบรายงานอุบัติเหตุรถปิกอัพชนกับรถนั่งส่วนบุคคลจนพลิกคว่ำบริเวณทางขึ้นทางยกระดับใกล้ฉิมพลี-ตลิ่งชัน ซึ่งส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีอุบัติเหตุรถบรรทุกพลิกคว่ำในช่วง กม. 26+500 ขาเข้า ที่ทำให้ท้ายแถวสะสมยาวหลายกิโลเมตรเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นี้เองครับ
2. ทำไมจุดนี้ถึงเกิดเหตุบ่อย?
* จุดเปลี่ยนผ่านความเร็ว (Speed Transition): รถที่ลงจากต่างระดับฉิมพลีมักจะทำความเร็วมาต่อเนื่อง และต้องพยายามแทรกเข้าทางหลักในระยะที่จำกัด
* การตัดหน้ากระชั้นชิด: พฤติกรรมการ "โฉบ" หรือแทยงตัดแนวเกาะสีเพื่อขึ้นทางยกระดับลอยฟ้าบรมราชชนนี เป็นสาเหตุหลักของการเฉี่ยวชนด้านข้าง
* จุดเฝ้าระวังพิเศษ: ถนนบรมราชชนนีถูกจัดเป็น 1 ใน 4 สายหลักขาออกและขาเข้า ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ต้องใช้โดรนบินตรวจสภาพการจราจรและเฝ้าระวังอุบัติเหตุอย่างเข้มงวดในช่วง 7 วันอันตราย เนื่องจากมีสถิติการเกิดเหตุสูงครับ
3. ช่วงเวลาอันตราย
* ช่วงกลางคืน (ดึก-เช้ามืด): เป็นช่วงที่มักเกิดอุบัติเหตุรุนแรงที่สุดเนื่องจากรถใช้ความเร็วสูงมาก (เกิน 120 กม./ชม.) และมีการขับรถทับเส้นก้างปลาหรือเปลี่ยนเลนผิดกฎจราจรบ่อยครั้ง
สรุป: จุดนี้ไม่ใช่แค่ทางผ่านปกติ แต่เป็น จุดยุทธศาสตร์ที่อันตราย สำหรับคนขับรถที่ต้องการความปลอดภัยครับ การขับแทยงในระยะ 220 เมตรที่ความเร็วสูงจึงเหมือนการเสี่ยงดวงอย่างที่คุณกังวลจริงๆ ครับ
ระวังเกาะสีตรงต่างระดับฉิมพลี ขาเข้า เฉพาะช่วงดึก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้