ต้องออกตัวว่าคนตั้งกระทู้ไม่ได้ กาพรรคส้ม และไม่ได้กาพรรคน้ำเงินนะครับ แต่มีคนส่งต่อต่อมาให้ทางไลน์ เลยขอนำมาเผยแพร่ต่อครับ
แหล่งที่มาจาก Facebook: Chaiyapon Chawanwanitchai
วิเคราะห์ : ทำไมพรรคส้มถึงแพ้
.
ตอนนี้นับคะแนนทางการมา 90% แล้ว
แฟนคลับส้มบางส่วนเชื่อว่ามีการโกงคะแนนแน่ๆ
แต่ส่วนตัวในฐานะ voter ส้มแบบออกหน้าออกตา
ครั้งนี้ส้มแพ้จริงๆ
.
วิเคราะห์สาเหตุทำไมถึงแพ้
.
สาเหตุที่ 1 : กระแสรอบนี้ เบากว่าปี 66
เลือกตั้ง 66 แคมเปญมีลุงไม่มีเรา มันแรงจริงๆ
คนส่วนหนึ่งทนลุงมา 8 ปีแบบไม่ไหวจริงๆ
เพื่อไทยที่เป็นพรรคแคนดิเดตอันดับหนึ่ง
ก็สร้างความไม่ชัดเจน
พอส้มชัดเจน บวกกับกระแสพิธาฟีเวอร์
มันเลยได้คะแนนเสียงถล่มทลาย
ในขณะที่ปี 69 ปีนี้
แคมเปญแรก ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก ค่อนข้างเบา
แคมเปญสอง มีส้มไม่มีเทา ก็ยังไม่อิมแพคมาก
เสริมด้วย The Professional กะมาดับศุภจีฟีเวอร์ ก็ไม่ได้ทำงานได้รุนแรงขนาดนั้น
ปิดท้ายด้วยแคมเปญส่งท้าย "เปลี่ยน"
ก็สามารถดึงคนกลางๆ ที่ไม่ซ้ายไม่ขวา ให้หันมากาได้มากพอ
คะแนนปี 66 14 ล้านเสียง
ปีนี้ตอนนี้นับ 90% ได้ 9 ล้านเสียง จบๆอาจถึงสิบล้าน
แต่หายไป 4 ล้านเท่ากับหายไปเกือบ 30%
สาเหตุที่ 2 : ภูมิใจไทยแข็งแกร่งขึ้น level 1
เมื่อฝั่งขวา หรือ conservative
คือแนวคิดทางการเมืองที่รักโครงสร้างดั้งเดิม รักชาติ รักสถาบัน
ที่ทั้งอนุรักษ์นิยม และชาตินิยม ที่เดิมเลือกพรรคลุงทั้งสองมาในเลือกตั้งปี 66 สลายตัวไป
คะแนนเสียงจากคนฝั่งนี้ ไม่มีตัวเลือกอื่น
ที่ต้องเลือกเชิงยุทธศาสตร์ (strategic vote) มาที่ภูมิใจไทย
ที่เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมตัวแทนใหม่ของคนกลุ่มนี้
สาเหตุที่ 3 : ภูมิใจไทยแข็งแกร่งขึ้น level 2
ภจท. ใช้กลยุทธ์คล้ายทักษิณ ปี 2546-2547
คือดูดส.ส.จำนวนมากเข้าพรรค ทำให้ปี 2548 พรรคทักษิณไทยรักไทยแลนด์สไลด์ แบบสร้างประวัติศาสตร์ 377 ที่นั่งเป็นรัฐบาลพรรคเดียว
ภจท.ดึงบ้านใหญ่ จากพรรคลุง พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย กลายเป็นบ้านใหญ่เต็มพรรคทำให้มีส.ส.ในมือจำนวนมหาศาล
ระบบบ้านใหญ่คือระบบอุปถัมภ์ที้เอื้อประโยชน์ผ่านการต่างตอบแทนเป็นระยะเวลานานด้วยระบบบริหารราชการไทยเป็นแบบรวมศูนย์กลาง
เงินพัฒนาท้องถิ่นถูกให้จากส่วนกลาง บ้านใหญ่ที่มีอิทธิพลถึงจะดึงเงินจำนวนมากกลับมาเข้าพัฒนาท้องถิ่นได้
ไม่นับการมีอิทธิพลเหนือหน่วยงานต่างๆในจังหวัดที่ชาวบ้านเวลามีปัญหาจะช่วยดูแลให้
ซึ่งส่วนนี้พรรคส้ม จึงไม่สามารถทำท้องถิ่นได้ดีเท่ากับภจท.ส.ส.เขตสายท้องถิ่นในระบบดั้งเดิม มีงานศพ งานแต่ง ไปหมด ใส่ซองหมด เงินใส่ซองมีบ้านใหญ่สนับสนุน
ในขณะที่ส.ส.ท้องถิ่นส้ม ไม่มีเงินซัพพอร์ตขนาดนั้นเวลาชาวบ้านมีปัญหา ส.ส.ส้ม ช่วยอะไรไม่ได้มาก
เพราะจริงๆหน้าที่ส.ส.คือเข้าสภาโหวตกฏหมายไม่ใช่ อบต. หรือ ส.ก. จะช่วยอะไรจิปาถะในท้องถิ่นได้
แต่กลับกัน ส.ส.เขตในระบบบ้านใหญ่ บ้านใหญ่มีอำนาจเหนือหน่วยงานราชการ
ร้องเรียนส.ส.สามารถจัดแจงปัญหาให้ได้ สุดท้ายกลายเป็นคนท้องถิ่น เลือกส.ส.ที่มีเพาเวอร์ ทำงานได้จริงมากกว่า
เลือกตั้ง 69 รอบนี้ ส้มเลยเสียเขตหลายเขตที่ได้ไปแล้วตอนปี 66 เพราะระบบอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่ เสริมด้วยกระสุนที่จ่ายแพงกว่าครั้งใดๆ
ไม่นับหัวคะแนนท้องถิ่นที่ภจท.ครองได้ทั้งหมดปี 66 ครองเครือข่ายผ่านกระทรวงสาธารณสุขที่อนุทินเป็นรมต
แม้จะล้มเหลวในการบริหารโควิด แต่แข็งแกร่งเหลือเกินในการดูแลเครือข่าย อสส อสม
เสริมด้วยตอนอยู่กับรัฐบาลเพื่อไทย ภจท.ดีลจนได้กระทรวงมหาดไทยมา
ดูแลดีจนได้เครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านมาเสริมอีกทั้งหมดนี้ ทำให้รอบนี้พรรคภจท.ชนะคะแนนท้องถิ่นกวาดส.ส.เขตมาแบบถล่มทลาย
สาเหตุที่ 4 : ภูมิใจไทยแข็งแกร่งขึ้น level 3
ส้มพลาดจริงๆจนพรรคเองต้องออกมาขอโทษประชาชน คือการโหวตภูมิใจไทยเป็นนายกฯโดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล
กลายเป็นสร้างคลื่นเสริมพลังหลายระลอกให้ภจท. ระลอกแรก : ภจท มีโควต้ารมต.เหลือ
ทำให้เปิดช่องมี slot เหลือให้คนนอก ซึ่งภจท.ก็ไปคว้าศุภจี เอกนิติ สีหศักดิ์ มา
มีเวลา 4 เดือนเหมือนได้ฉายหนังตัวอย่าง เกิดผลระลอกสอง คือ ศุภจีทำได้โดดเด่น
เกิดกระแสศุภจีฟีเวอร์ทำงานได้ดีประทับใจ และระลอกสุดท้าย แม้ภจท.จะพลาดเสียคะแนนสุดๆในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่เกิดสงครามขึ้นวันแรกที่น้ำลดเลยและโชว์ความแข็งกร้าวแบบที่คนไทยอยากเห็น เป็นแต้มต่อที่แข็งแรงที่สุดที่ส่งผลกระทบถึงวันนี้
สาเหตุที่ 5 : กระแสชาตินิยมจากสงคราม
กระแสชาตินิยมที่ฮุนเซนรู้ว่าใช้เมื่อไหร่ได้ผลเมื่อนั้น ภจท.ก็รู้เช่นกัน และใช้มันอย่างเข้มข้น
ในขณะที่พรรคส้ม มักออกมาให้ความเห็นที่สวนกระแสคนส่วนใหญ่เป็นประจำ และถูกขุดวาทกรรมที่พิธาพลาดไปบนเวทีคือ ทหารมีไว้ทำไม มาตอกย้ำ
ทำให้ส้มเสียคะแนนไม่น้อยกับกลุ่ม swing voteเสริมด้วยกองทัพ io สร้าง fake news ให้คนกลุ่มขวาที่รักชาติรักสถาบันรักทหาร ว่าส้มด้อยค่า ส้มชังชาติ
ทำให้ภูมิใจไทย กลายเป็นพรรคเดียวที่ได้ใจคนกลุ่มนี้ไป
สรุปสั้นๆคือ รอบนี้กระแสเบา ส้มอ่อนแอลง
หัวหน้าเท้งทำได้ดี แต่กระแสเทียบไม่ได้กับพิธาฟีเวอร์คนฝั่งซ้ายคือหัวสมัยใหม่ หวังการเปลี่ยนแปลง ที่เดิมมีให้เลือกระหว่างแดงกับส้ม รอบนี้เลือกส้ม แต่ส้มก็เสียคะแนนไปกับประชาธิปัตย์ที่ rising ขึ้นมา กินคะแนนภาคใต้ไปหมด คนฝั่งขวาคือหัวดั้งเดิม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง รอบนี้เลือกภูมิใจไทย
ส่วนคนกลางๆ swing vote ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดนักที่พร้อมเปลี่ยน รอบที่แล้วปี 66 เลือกส้ม เพราะมีลุงไม่มีเรา
แต่ปีนี้เลือกภูมิใจไทยซะเยอะ เพราะกระแสชาตินิยมอย่างที่ว่า บวกกับประเด็นอื่นๆที่ว่าไปแล้ว กระสุน,บ้านใหญ่-ท้องถื่น, นโยบายและแคมเปญหลัก คนส่วนหนึ่งยังมองว่าไกลตัว (ทั้งๆที่จริงๆมันใกล้ตัวทุกคนมากๆ) ทำให้ส้มแพ้ภจท.ไปอย่างไม่มีลุ้น
อย่างไรแล้ว ส่วนตัวรู้สึกนอยด์และเสียใจมากๆที่ส้มแพ้ไปในรอบนี้ และประเทศไทยจะไม่ได้ "เปลี่ยน"
เราจะเจอรมตหน้าเดิม จะตึกถล่ม เครนถล่มอีกไหมไม่รู้
จะถูกคอรัปชัน จะเอื้อทุนผูกขาด ทุนเทาไปอีกถึงเมื่อไหร่
มันก็เป็นความหวังที่ต้องเวลาที่จะถูกแก้ต่อไป แต่อย่างไรนี่คือประชาธิปไตยที่ไม่ว่าใครจะหัวก้าวหน้า ใครจะอนุรักษ์ เสน่ห์ของระบอบนี้คือไม่ต้องมาทะเลาะก้น ไปตัดสินหน้าคูหา ไม่มีความเชื่อไหนที่ควรถูกดูแคลนทั้งนั้น แต่ก็แอบหวังว่า สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
วันหนึ่งมันจะร่วมกันพัดแรงมากพอ จนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงๆเฝ้ารอวันนั้นครับ
วิเคราะห์ทุกมุมทำไมพรรคประชาชนถึงได้แพ้การเลือกตั้ง 2569
แหล่งที่มาจาก Facebook: Chaiyapon Chawanwanitchai
วิเคราะห์ : ทำไมพรรคส้มถึงแพ้
.
ตอนนี้นับคะแนนทางการมา 90% แล้ว
แฟนคลับส้มบางส่วนเชื่อว่ามีการโกงคะแนนแน่ๆ
แต่ส่วนตัวในฐานะ voter ส้มแบบออกหน้าออกตา
ครั้งนี้ส้มแพ้จริงๆ
.
วิเคราะห์สาเหตุทำไมถึงแพ้
.
สาเหตุที่ 1 : กระแสรอบนี้ เบากว่าปี 66
เลือกตั้ง 66 แคมเปญมีลุงไม่มีเรา มันแรงจริงๆ
คนส่วนหนึ่งทนลุงมา 8 ปีแบบไม่ไหวจริงๆ
เพื่อไทยที่เป็นพรรคแคนดิเดตอันดับหนึ่ง
ก็สร้างความไม่ชัดเจน
พอส้มชัดเจน บวกกับกระแสพิธาฟีเวอร์
มันเลยได้คะแนนเสียงถล่มทลาย
ในขณะที่ปี 69 ปีนี้
แคมเปญแรก ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก ค่อนข้างเบา
แคมเปญสอง มีส้มไม่มีเทา ก็ยังไม่อิมแพคมาก
เสริมด้วย The Professional กะมาดับศุภจีฟีเวอร์ ก็ไม่ได้ทำงานได้รุนแรงขนาดนั้น
ปิดท้ายด้วยแคมเปญส่งท้าย "เปลี่ยน"
ก็สามารถดึงคนกลางๆ ที่ไม่ซ้ายไม่ขวา ให้หันมากาได้มากพอ
คะแนนปี 66 14 ล้านเสียง
ปีนี้ตอนนี้นับ 90% ได้ 9 ล้านเสียง จบๆอาจถึงสิบล้าน
แต่หายไป 4 ล้านเท่ากับหายไปเกือบ 30%
สาเหตุที่ 2 : ภูมิใจไทยแข็งแกร่งขึ้น level 1
เมื่อฝั่งขวา หรือ conservative
คือแนวคิดทางการเมืองที่รักโครงสร้างดั้งเดิม รักชาติ รักสถาบัน
ที่ทั้งอนุรักษ์นิยม และชาตินิยม ที่เดิมเลือกพรรคลุงทั้งสองมาในเลือกตั้งปี 66 สลายตัวไป
คะแนนเสียงจากคนฝั่งนี้ ไม่มีตัวเลือกอื่น
ที่ต้องเลือกเชิงยุทธศาสตร์ (strategic vote) มาที่ภูมิใจไทย
ที่เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมตัวแทนใหม่ของคนกลุ่มนี้
สาเหตุที่ 3 : ภูมิใจไทยแข็งแกร่งขึ้น level 2
ภจท. ใช้กลยุทธ์คล้ายทักษิณ ปี 2546-2547
คือดูดส.ส.จำนวนมากเข้าพรรค ทำให้ปี 2548 พรรคทักษิณไทยรักไทยแลนด์สไลด์ แบบสร้างประวัติศาสตร์ 377 ที่นั่งเป็นรัฐบาลพรรคเดียว
ภจท.ดึงบ้านใหญ่ จากพรรคลุง พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย กลายเป็นบ้านใหญ่เต็มพรรคทำให้มีส.ส.ในมือจำนวนมหาศาล
ระบบบ้านใหญ่คือระบบอุปถัมภ์ที้เอื้อประโยชน์ผ่านการต่างตอบแทนเป็นระยะเวลานานด้วยระบบบริหารราชการไทยเป็นแบบรวมศูนย์กลาง
เงินพัฒนาท้องถิ่นถูกให้จากส่วนกลาง บ้านใหญ่ที่มีอิทธิพลถึงจะดึงเงินจำนวนมากกลับมาเข้าพัฒนาท้องถิ่นได้
ไม่นับการมีอิทธิพลเหนือหน่วยงานต่างๆในจังหวัดที่ชาวบ้านเวลามีปัญหาจะช่วยดูแลให้
ซึ่งส่วนนี้พรรคส้ม จึงไม่สามารถทำท้องถิ่นได้ดีเท่ากับภจท.ส.ส.เขตสายท้องถิ่นในระบบดั้งเดิม มีงานศพ งานแต่ง ไปหมด ใส่ซองหมด เงินใส่ซองมีบ้านใหญ่สนับสนุน
ในขณะที่ส.ส.ท้องถิ่นส้ม ไม่มีเงินซัพพอร์ตขนาดนั้นเวลาชาวบ้านมีปัญหา ส.ส.ส้ม ช่วยอะไรไม่ได้มาก
เพราะจริงๆหน้าที่ส.ส.คือเข้าสภาโหวตกฏหมายไม่ใช่ อบต. หรือ ส.ก. จะช่วยอะไรจิปาถะในท้องถิ่นได้
แต่กลับกัน ส.ส.เขตในระบบบ้านใหญ่ บ้านใหญ่มีอำนาจเหนือหน่วยงานราชการ
ร้องเรียนส.ส.สามารถจัดแจงปัญหาให้ได้ สุดท้ายกลายเป็นคนท้องถิ่น เลือกส.ส.ที่มีเพาเวอร์ ทำงานได้จริงมากกว่า
เลือกตั้ง 69 รอบนี้ ส้มเลยเสียเขตหลายเขตที่ได้ไปแล้วตอนปี 66 เพราะระบบอุปถัมภ์ของบ้านใหญ่ เสริมด้วยกระสุนที่จ่ายแพงกว่าครั้งใดๆ
ไม่นับหัวคะแนนท้องถิ่นที่ภจท.ครองได้ทั้งหมดปี 66 ครองเครือข่ายผ่านกระทรวงสาธารณสุขที่อนุทินเป็นรมต
แม้จะล้มเหลวในการบริหารโควิด แต่แข็งแกร่งเหลือเกินในการดูแลเครือข่าย อสส อสม
เสริมด้วยตอนอยู่กับรัฐบาลเพื่อไทย ภจท.ดีลจนได้กระทรวงมหาดไทยมา
ดูแลดีจนได้เครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านมาเสริมอีกทั้งหมดนี้ ทำให้รอบนี้พรรคภจท.ชนะคะแนนท้องถิ่นกวาดส.ส.เขตมาแบบถล่มทลาย
สาเหตุที่ 4 : ภูมิใจไทยแข็งแกร่งขึ้น level 3
ส้มพลาดจริงๆจนพรรคเองต้องออกมาขอโทษประชาชน คือการโหวตภูมิใจไทยเป็นนายกฯโดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล
กลายเป็นสร้างคลื่นเสริมพลังหลายระลอกให้ภจท. ระลอกแรก : ภจท มีโควต้ารมต.เหลือ
ทำให้เปิดช่องมี slot เหลือให้คนนอก ซึ่งภจท.ก็ไปคว้าศุภจี เอกนิติ สีหศักดิ์ มา
มีเวลา 4 เดือนเหมือนได้ฉายหนังตัวอย่าง เกิดผลระลอกสอง คือ ศุภจีทำได้โดดเด่น
เกิดกระแสศุภจีฟีเวอร์ทำงานได้ดีประทับใจ และระลอกสุดท้าย แม้ภจท.จะพลาดเสียคะแนนสุดๆในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่เกิดสงครามขึ้นวันแรกที่น้ำลดเลยและโชว์ความแข็งกร้าวแบบที่คนไทยอยากเห็น เป็นแต้มต่อที่แข็งแรงที่สุดที่ส่งผลกระทบถึงวันนี้
สาเหตุที่ 5 : กระแสชาตินิยมจากสงคราม
กระแสชาตินิยมที่ฮุนเซนรู้ว่าใช้เมื่อไหร่ได้ผลเมื่อนั้น ภจท.ก็รู้เช่นกัน และใช้มันอย่างเข้มข้น
ในขณะที่พรรคส้ม มักออกมาให้ความเห็นที่สวนกระแสคนส่วนใหญ่เป็นประจำ และถูกขุดวาทกรรมที่พิธาพลาดไปบนเวทีคือ ทหารมีไว้ทำไม มาตอกย้ำ
ทำให้ส้มเสียคะแนนไม่น้อยกับกลุ่ม swing voteเสริมด้วยกองทัพ io สร้าง fake news ให้คนกลุ่มขวาที่รักชาติรักสถาบันรักทหาร ว่าส้มด้อยค่า ส้มชังชาติ
ทำให้ภูมิใจไทย กลายเป็นพรรคเดียวที่ได้ใจคนกลุ่มนี้ไป
สรุปสั้นๆคือ รอบนี้กระแสเบา ส้มอ่อนแอลง
หัวหน้าเท้งทำได้ดี แต่กระแสเทียบไม่ได้กับพิธาฟีเวอร์คนฝั่งซ้ายคือหัวสมัยใหม่ หวังการเปลี่ยนแปลง ที่เดิมมีให้เลือกระหว่างแดงกับส้ม รอบนี้เลือกส้ม แต่ส้มก็เสียคะแนนไปกับประชาธิปัตย์ที่ rising ขึ้นมา กินคะแนนภาคใต้ไปหมด คนฝั่งขวาคือหัวดั้งเดิม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง รอบนี้เลือกภูมิใจไทย
ส่วนคนกลางๆ swing vote ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดนักที่พร้อมเปลี่ยน รอบที่แล้วปี 66 เลือกส้ม เพราะมีลุงไม่มีเรา
แต่ปีนี้เลือกภูมิใจไทยซะเยอะ เพราะกระแสชาตินิยมอย่างที่ว่า บวกกับประเด็นอื่นๆที่ว่าไปแล้ว กระสุน,บ้านใหญ่-ท้องถื่น, นโยบายและแคมเปญหลัก คนส่วนหนึ่งยังมองว่าไกลตัว (ทั้งๆที่จริงๆมันใกล้ตัวทุกคนมากๆ) ทำให้ส้มแพ้ภจท.ไปอย่างไม่มีลุ้น
อย่างไรแล้ว ส่วนตัวรู้สึกนอยด์และเสียใจมากๆที่ส้มแพ้ไปในรอบนี้ และประเทศไทยจะไม่ได้ "เปลี่ยน"
เราจะเจอรมตหน้าเดิม จะตึกถล่ม เครนถล่มอีกไหมไม่รู้
จะถูกคอรัปชัน จะเอื้อทุนผูกขาด ทุนเทาไปอีกถึงเมื่อไหร่
มันก็เป็นความหวังที่ต้องเวลาที่จะถูกแก้ต่อไป แต่อย่างไรนี่คือประชาธิปไตยที่ไม่ว่าใครจะหัวก้าวหน้า ใครจะอนุรักษ์ เสน่ห์ของระบอบนี้คือไม่ต้องมาทะเลาะก้น ไปตัดสินหน้าคูหา ไม่มีความเชื่อไหนที่ควรถูกดูแคลนทั้งนั้น แต่ก็แอบหวังว่า สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
วันหนึ่งมันจะร่วมกันพัดแรงมากพอ จนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงๆเฝ้ารอวันนั้นครับ