เวียงจันทน์ - หลวงพระบาง ต่อให้ค่าเงินกีบอ่อนตัว แต่ราคาสินค้ายังถือว่าสูงอยู่ดี

กระทู้สนทนา


 ------- ทุกภาพถูกถ่ายด้วย Samsung Galaxy Note 10+ นะครับ -------

          สวัสดีทุกคนอีกครั้งนะครับ นี่เป็นทริปเมื่อปีที่แล้ว เดิมทีผมอยากจะข้ามการเดินทางนี้ไป แต่กลับมามองแล้วมีความอยากแบ่งปันประสบการณ์ ที่มีดีบ้างร้ายบ้าง ให้ถือเป็นการแชร์ข้อมูลตามประสาเพื่อน และแลกเปลี่ยนความทรงจำให้แก่กันและกันดีกว่า

          4 กุมภาพันธ์ 2025

          อังคารต้นสัปดาห์ ผมเดินทางจากระยองเข้า "สปป.ลาว" ในช่วงบ่ายคล้อย ไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีการหาข้อมูล เดินดุ่มเข้าไปด้วยใจที่ระเริงว่าคงเอาตัวรอดได้แบบไม่ยากเย็น
          เริ่มต้นจากนครหลวง อาศัยรถประจำทางราคาย่อมเยาเพื่อไปต่อยังจุดหมายที่ตั้งใจไว้แต่เริ่ม ด้วยความทะนง การหา "ที่นอน" เอาดาบหน้าถือเป็นเรื่องเล็กน้อยของชายวันกลางคน (แล้วล่ะมั้ง) มันจะยากเย็นอะไรกับการควาญหาโรงแรมในเมืองใหญ่แบบนี้
          รถประจำทางสีเขียวคันเขื่อง จอดที่ปลายทางคือสถานีขนส่งประจำตัว ผมมองซ้ายมองขวา พบว่าไม่มีอะไรที่คุ้นตาเสียเลย แม้จะเคยมาเยือนที่นี่สามครั้ง แต่ก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อราวสิบปีก่อน ความลนลานเริ่มก่อตัวแบบเบาๆ
          ผมอาศัยถามผู้คนรอบตัว ก็พบทางสว่างไปยัง "ริมโขง" ที่ตั้งใจ
          "ไม่ไกลครับ" เดินจากจุดจอดรถไปที่นั่นใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที อากาศร้อน น้ำโขงในตอนนี้แห้งขอด ปริมาณน้ำเหลือ 1 ใน 3 ของขนาดคันดินตามที่มองเห็น ผู้คนเริ่มตั้งร้านรวง คาดว่าคงเป็นเขตท่องเที่ยวที่ดูน่าชม



          ผมเดินเข้าสู่ชุมชน ตามหาห้องนอนราคาย่อมเยาอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพบว่ามันหายากกว่าที่คิดมากมาย อนึ่งคือผมไม่มี "อินเตอร์เน็ต" ติดตัว สองคือโรงแรมขนาดกลางแทบไม่มีห้องว่างเหลือเลย สุดท้ายก็ปลงใจที่ห้องพื้นไม้สีน้ำตาลราคา 1,000 บาท
          ล้วงดูในกระเป๋า ไม่มีเงินสดติดตัวซักบาท ต้องรีบกระโจนลงจากห้องเพื่อหาทางแลกเงินเสียหน่อย "โชคดี" ร้านหัวมุมถนนมีบริการแลก "กีบ" ด้วยเงินบาทจากธนาคารของเรา เรทตอนนั้นคือ 1 บาท = 600-660 กีบ เรียกว่าเศรษฐีได้เลยนะครับ
          "สิ่งที่ต้องระวัง!" ผมเจอนักท่องเที่ยวอเมริกันทำทีเข้ามาพูดคุย บอกว่าตนเป็นนักเขียน ตอนนี้กำลังหาแรงบันดาลใจ อยากจะขอให้เราสมทบทุนเรื่องค่ากินค่าอยู่ เมื่อกลับไปบ้านแล้ว จะคืนเราแบบทบต้นทบดอก ผมตีเป็น "มิจฉาชีพ" ไปนะครับรูปแบบนี้
          รอบนอก ตามขอบถนนมีร้านรวงตั้งอยู่มากมาย แต่ผู้คนบางตากว่าที่ควรจะเป็น ส่วนใหญ่ที่เห็นเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติครับ อากาศในค่ำคืนนี้ค่อนข้างอบอ้าว เครื่องดื่มเย็นๆคงช่วยคลายความร้อนให้ผมสบายตัว



          อีกด้านนึงของถนน ผู้คนจอแจ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีบริการครบทุกอย่างครับ ตั้งแต่โรงแรมขนาดใหญ่ เครื่องเล่นงานวัด โดยเฉพาะอาหารที่มีให้เลือกแบบสุดแสนจะลายตา
          ผมมีแพลนเล็กน้อย วันรุ่งขึ้นตอนเช้า จะออกเดินทางไป "หลวงพระบาง" รับลมหนาวเสียหน่อย ผมเริ่มหาข้อมูลจากพนักงานบริการของโรงแรมที่ผมพัก มีใจความว่าต้องมีรถเพื่อเดินทางไปยังสถานีรถไฟเสียก่อน เพราะหากจะเดินไปเอง น่าจะใช้เวลาซักสามวัน
          "ผมแจ้งคนรู้จักให้แล้ว" พนักงานร่างเล็กเอ่ยกับผม "พรุ่งนี้เช้า พี่แจ้งกับพนักงานกะเช้าได้เลย เขาจะพาพี่ไปขึ้นรถเอง" ผมพยักหน้ารับคำ
          เท่ากับว่าผมไม่มีอะไรให้ต้องกังวลนะครับ นอกจากตั๋วรถไฟที่ยังไม่ได้จอง ว่าแล้วก็ขอตัวไปอาบน้ำนอน เพราะรุ่งขึ้นต้องออกเดินทางตั้งแต่หัววัน



          จะเรียกว่า "ซวย" ก็คงไม่เต็มปาก เพราะเป็นผมเองที่ไม่ได้ขอคอนแทคเพื่อติดต่อพนักงานเมื่อวานเอาไว้ พลันเมื่อลงมาที่ฟรอนท์ตอนเช้า ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย และขืนรอต่อไป ผมคงหลุดตารางรถไฟแน่นอน
          ผมรีบออกไปหน้าถนน มองหาตัวช่วยที่น่าจะทำความเร็วได้มากที่สุด ซึ่งสายตาก็ไปสะดุดกับคุณลุงคนหนึ่ง แกปรี่มาหา และถามถึงหมายหมุดที่ผมต้องการจะไป "สถานีรถไฟความเร็วสูงครับ" ผมตอบไปแบบนั้น
          แกยื่นกระดาษมาหนึ่งใบ เคลือบด้วยพลาสติกอย่างดี เมื่อพลิกดูก็พบว่ามันเป็นอัตราค่าโดยสารที่ผมจะต้องจ่าย "ครับ หลักแสนกีบ" ตีเป็นเงินไทยประมาณที่ 700 กว่าบาท ผมพยายามขอต่อรอง แต่แกก็ส่ายหน้าพร้อมให้เหตุผลว่ามันอยู่ไกลจากตรงนี้ "หมดทางเลือก" ต้องยอมศิโรราบให้กับคุณลุงแกจริงๆ เริ่มต้นวันหัวก็ปวดแล้วนะครับ
          ลุงพาผมมาถึงสถานีช่วงเฉียด 8 โมง แต่ยังพอให้ผมได้หายใจก่อนออกเดินทาง ปัญหาถัดมาคือ "ผมยังไม่มีตั๋ว" ถ้ารถเต็ม ยังคิดไม่ตกว่าจะปฏิบัติตัวเยี่ยงไร อนิจจา โชคยังพอมี เมื่อรถยังเหลือที่ว่างพอให้ผมจะโดยสารไปยัง "เมืองมรดกโลก" ตามที่ตั้งใจ
          "ที่นั่งชั้นธรรมดา" ดูจะมีปัญหานิดหน่อย มันเป็นห้องโดยสารที่ดูแออัด ผู้คนส่งเสียงโหวกเหวกตลอดการเดินทาง ผมหยิบหูฟังขึ้นมาหวังจะกลบเสียงรอบตัวด้วยบทเพลง แต่ก็ต้องกุมขมับ เมื่อโทรศัพท์ที่มีมันเปิดเพลงไม่ได้ "ครับ ไม่มีเน็ตอย่างที่ทุกคนเข้าใจ"



          คะเนดูแล้ว รถไฟใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงในการเดินทางข้ามเมือง ผมมาถึง "พระบาง" ช่วงสายของวัน และเริ่มหิวแบบที่ต้องหาข้าวกินโดยเร็ว

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2025

          ผมเริ่มจากการตามหาห้องพักก่อน และพอใจกับห้องราคาคืนละ 800 บาทที่อยู่ไม่ไกลจากเขตชุมชน สารภาพว่าตาแตกเหมือนกันนะครับ หลงทิศไปหมดไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี ไอ้เคยน่ะเคยมา แต่นั่นก็นานเป็นทศวรรษอย่างที่รู้กัน
          ผังเมืองของที่นี่เป็นลักษณะสี่เหลี่ยม หนทางจะบรรจบกันที่หัวมุมถ้ามองจากด้านบน ขออย่างเดียวคือเริ่มต้นให้ถูกเท่านั้นเอง
          "สวยไปหมด ไม่ต่างจากอดีตที่เราเคยมา" ผมยิ้มกับตัวเองอยู่ในใจ ระหว่างเดินก็เก็บภาพเอาไว้เป็นความทรงจำเหมือนเคย ภาพบางภาพ สิ่งของบางอย่าง ต้นไม้บางมุม ผมเคยถือกล้องใหญ่กระหน่ำชัตเตอร์มาหมดแล้ว จังหวะนี้คือลืมข้าวไปหมดเลย



          ผมเริ่มจาก "วัดเชียงทอง" สถานที่ที่ผมคุ้นเคย ผู้คนค่อนข้างเยอะ แม้จะเป็นกลางสัปดาห์ก็ตามที ดวงอาทิตย์ที่สาดแสงตั้งฉากกับพื้น ทำให้ความร้อนมันระอุไปทั่วบริเวณ "อย่างแรกคือน้ำเย็นๆ ตามด้วยบางอย่างที่มอบพลังงานให้กับร่างกาย"
         "Joma" เรียกว่าเป็นร้านเก่าแก่ของ สปป.ลาว ก็น่าจะได้มั้งครับ ผมไม่มีข้อมูล แต่ก็เคยลิ้มลองร้านนี้มาจากครั้งอดีต ราคาถือว่าสูงเอาเรื่องนะครับ เมื่อท้องอิ่ม ก็ออกเดินทางเพื่อปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่นอีกที



          "พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หลวงพระบาง" สถานที่ลำดับถัดมาที่ผมเข้าไปเยือน ทุกอย่างยังคงเดิม ราวกับเวลามันหยุดลงเพื่อรอให้ผมกลับมาสัมผัสกับที่แห่งนี้อีกที เสียดายที่ไม่สามารถถ่ายรูปข้างในมาให้รับชมได้ครับ
          พอแดดร่มลมตก ทุกอย่างดูคึกคักขึ้นกว่าเมื่อกลางวัน ความรุ่มร้อนทุเลาลง นักท่องเที่ยวเริ่มจอแจอยู่ตามข้างทาง ผมฝากท้องไว้ที่ตลาดหัวมุม "ข้าวหมูกรอบ" กล่องเล็กกับราคา 80 บาทที่น่าตกใจ



          "จะเรียกว่าสงบก็ไม่ถูกเสียทีเดียว" ผมคิดเบาๆอยู่ในใจ เมื่อบรรยากาศรอบข้างอัดแน่นไปด้วยผู้คนจนล้นทางเดิน
          "ตลาดมืด" มิใช่ตลาดค้าของเถื่อนแต่อย่างใด แต่มันคือตลาดกลางคืนที่ถูกเรียกตามภาษาท้องถิ่นของชาวลาวต่างหาก มันมีเสน่ห์บางอย่าง ที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มารวมกัน และผมก็คือหนึ่งในนั้นครับ
          ด้วยสถาปัตยกรรมแบบผสม อาคารแถบนี้มีรูปทรงแบบยุโรป ปะปนกับเอเชียโบราณที่มองแล้วสวยงามกว่าที่เคยเห็นจากบ้านเรา และด้วยความคิดถึง ผมใช้เวลากับตลาดแถบนี้ไปมากกว่า 2-3 ชั่วโมงทีเดียว



          เมื่อถ่ายรูปจนสาแก่ใจแล้ว ก็หันหลังกลับห้องเพื่อเตรียมตัวพักผ่อน อากาศเริ่มเย็นลง จนผมต้องรีบวิ่งเข้าห้องเพื่อล้างตัว ก่อนจะขี้เกียจเพราะความเหนื่อยล้าที่แบกมาทั้งวัน เมื่ออาบน้ำเสร็จก็เผลอพับหลับไป



วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ 2025

          05.47 ผมออกจากห้องมารอถ่ายรูปเหมือนเคย อากาศยะเยือกกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศรอบข้างเริ่มตื่นตัว เมื่อกลุ่มพระเณรเรียงแถวกันมาเพื่อให้ญาติโยมใส่บาตรกันตามประเพณี
          ถ้าอยากถ่ายรูปกับพระท่านให้หาจังหวะเหมาะสม และกระทำแบบสำรวมเท่าที่จะทำได้ ช็อตที่ตรึงตาผมเหลือเกิน คือนักท่องเที่ยวหญิงท่านนึงกระชากแขนเณรมาเพื่อจะถ่ายรูปกับตัวเอง แบบนี้คือหนักแท้



          ผมแวะ "ตลาดเช้า" ที่อยู่ใกล้กันเพื่อเก็บบรรยากาศเสียหน่อย ก่อนจะออกเดินย่ำเท้าออกไปรอบนอกตามประสาคนต่างถิ่นที่อยากรู้อยากเห็น และเป้าหมายสำคัญของวันก็คือ "เฝอ หน้าวัดแสน" นั่นเอง
          ความเตาถ่าน ขับให้กลิ่นของน้ำซุปเพิ่มความหอมเข้าไปอีก 55.891% หลายคนเลยเลือกร้านนี้เป็นมื้อเช้าก่อนเดินทางไปทำงาน ราคาคนบ้านเค้าผมไม่มั่นใจ แต่ราคานักท่องเที่ยวแบบผมตกอยู่ที่ประมาณ 70 บาท วงเล็บว่าถ้าจำไม่ผิดนะครับ แหะแหะ
          



          เมื่อท้องอิ่ม ก็ออกเดินทางขึ้นไปชมวิวยามเช้าบน "พระธาตุพูสี" ที่เป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมือง กวาดสายตามองจากด้านบน จะเห็นเมืองหลวงพระบางถูกอาบด้วยหมอก และกำลังต้องแสงสีทองยามเช้า สวยงามไม่แพ้ยามเย็นเลยนะครับ
          ภารกิจเพิ่งเริ่มต้น ผมมีทริปพิเศษจากเจ้าของบ้าน ที่แนะนำให้ผมเดินทางไปยัง "น้ำตกกวางสี" ภายในวันนี้ เพราะหากรอมื้ออื่น ดูท่าจะไม่ทันเวลา พวกเราออกเดินทางด้วยรถตู้คันเก่า ลัดเลาะไปตามขอบเมืองที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน ก่อนจะพาพวกเรามาถึงปลายทางในช่วงเที่ยงของวัน
          คงเป็นจุด "เช็ค อิน" หลักของใครหลายคน พื้นที่แถบนี้คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ บางคนมาเพื่อถ่ายรูป บางคนมาเพื่อเล่นน้ำ และผมเพิ่งรู้ว่าเค้ามีกิจกรรมกลางแจ้งอย่าง "ซิปไลน์" ไว้คอยบริการ




วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2025

          วันสุดท้ายก่อนออกเดินทางกลับภูมิลำเนา เป็นการเดินเก็บบรรยากาศมากกว่าการยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเหมือนที่ทำเป็นประจำ นั่นเพราะผมเก็บภาพในวันแรกมามากเพียงพอ เช้าที่สองนี้ขอเก็บทุกอย่างไว้ในหัวใจแทนละกัน
          ผมออกเดินทางมายังสถานีรถไฟช่วงเช้า เพื่อโดยสารพาหนะขนาดใหญ่นี้กลับเข้าสู่นครหลวงเวียงจันทน์อีกครา ตอนนี้ดูเหมือนผมจะพิมพ์ต่อไม่ได้แล้ว เดี๋ยวมาว่ากันอีกทีกับวันสุดท้ายใน สปป.ลาว นะครับ


โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่