สำรวจกรุงเทพฯ พบจุดเสี่ยงกว่า 300 จุด “แผนสแกนโพรงใต้ดิน”ไทย-ญี่ปุ่นพัฒนา หนทางป้องกัน 'หลุมยุบก่อนเกิดเหตุ' ถนนกทม.
7 กุมภาพันธ์ 2569 ความกังวลเรื่อง หลุมยุบกลางเมือง ที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นด้าน โครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานคร กำลังถูกนำมาวิเคราะห์และแก้ไขอย่างจริงจัง เมื่อความร่วมมือด้านวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ EhimeUniversity ประเทศญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “มาตรฐานการสำรวจโพรงใต้ดินฉบับแรกของประเทศไทย” โดยมุ่งเปลี่ยนแนวทางซ่อมแซมจากการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันล่วงหน้าด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
ปัญหาหลุมยุบ ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือสัญญาณเตือนโครงสร้างใต้ดิน ศาสตราจารย์ ดร.วรัช ก้องกิจกุล หัวหน้าทีมวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมโยธา มจธ.เผยว่า ปรากฏการณ์ โพรงใต้ดิน ถือเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติและจากการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยมีต้นเหตุสำคัญจาก ความเสื่อมสภาพของระบบสาธารณูปโภค เช่น ท่อระบายน้ำและท่อประปาที่แตกร้าวหรือรอยต่อชำรุด
พื้นที่กรุงเทพฯ มีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากตั้งอยู่บน ชั้นดินเหนียวอ่อน ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ระดับน้ำใต้ดินตามฤดูกาล เมื่อเกิดน้ำไหลผ่านดินและทรายรองท่อ จึงเกิดการกัดเซาะจนก่อตัวเป็นโพรงใต้ผิวถนน ขณะเดียวกันแรงสั่นสะเทือนจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ยังเร่งให้รอยต่อโครงสร้างเกิดการแตกร้าว ส่งผลให้โพรงใต้ดินขยายตัวและเสี่ยงพัฒนาเป็นหลุมยุบได้
เปิดตัว GMS3 เทคโนโลยีสแกนใต้ดิน วิ่งสำรวจได้ 80 กม./ชม.
หัวใจสำคัญของมาตรฐานใหม่นี้คือการนำเทคโนโลยี GMS3 (GPR Mobile Mapping System 3D) จากญี่ปุ่นมาใช้ ซึ่งเป็น ระบบเรดาร์ตรวจจับโพรงใต้ดินผสาน กับ ระบบแผนที่เคลื่อนที่และกล้อง 360 องศา
ศาสตราจารย์ Jun Shinohara ผู้เชี่ยวชาญจาก Ehime University ระบุว่า ระบบดังกล่าวช่วยให้การสำรวจถนนทำได้รวดเร็วโดยไม่ต้องปิดเส้นทางจราจร สามารถเก็บข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมความแม่นยำระดับเซนติเมตร แม้ในพื้นที่ที่สัญญาณดาวเทียมไม่สมบูรณ์ เช่น ใต้ทางด่วนหรือย่านอาคารสูง
เทคโนโลยีนี้ยังสามารถเก็บข้อมูลผิวถนนและโครงสร้างใต้ดินพร้อมกัน ทำให้หน่วยงานสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและวางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไทยพัฒนาเกณฑ์ประเมินความเสี่ยงเฉพาะทาง รองรับถนนคอนกรีต แม้ญี่ปุ่นจะมีมาตรฐานประเมินความเสี่ยงจากโพรงใต้ดินอยู่แล้ว แต่ทีมวิจัยไทยพบว่าไม่สามารถนำมาใช้โดยตรง เนื่องจาก #ความแตกต่างของโครงสร้างถนน โดยไทยใช้ผิวทางคอนกรีต ในขณะที่ญี่ปุ่นใช้แอสฟัลต์เป็นหลัก
ทีมวิจัยจึงพัฒนาเกณฑ์ประเมินใหม่ โดยใช้ตัวแปรสำคัญ 2 ประการ ได้แก่
- เส้นผ่านศูนย์กลางโพรง (D)
- ความลึกจากผิวถนนถึงยอดโพรง (Hc)
จากการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองวิศวกรรมขั้นสูง พบว่าโพรงที่อยู่ใกล้ผิวถนน แม้มีขนาดเท่ากัน จะมีความเสี่ยงยุบตัวสูงกว่าโพรงที่อยู่ลึก เนื่องจากโครงสร้างชั้นทางรับน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สำรวจกรุงเทพฯ พบจุดเสี่ยงกว่า 300 จุด ข้อมูลจาก Professor Mitsumasa Yamashina ระบุว่า การนำรถสำรวจ GMS3 วิ่งตรวจสอบถนนในกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบ ระยะทางรวมกว่า 338 กิโลเมตร พบตำแหน่งต้องสงสัยว่าเป็นโพรงใต้ดินถึง
313 จุด หรือเฉลี่ยประมาณ 1 จุดต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับสถิติในประเทศญี่ปุ่น
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาโพรงใต้ดินไม่ใช่กรณีเฉพาะจุด แต่เป็นความเสี่ยงที่ต้องได้รับการบริหารจัดการเชิงระบบ โดยมาตรฐานใหม่จะช่วยให้หน่วยงานอย่างกรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท สามารถใช้เกณฑ์เดียวกันในการจัดลำดับพื้นที่ซ่อมแซมเร่งด่วน
เตรียมทำ “แผนที่เสี่ยงหลุมยุบ” ครอบคลุมทั่วประเทศ
ทีมวิจัยเตรียมต่อยอดข้อมูลจากการสำรวจ เพื่อพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงโพรงใต้ดินระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณซ่อมบำรุง และลดโอกาสเกิดเหตุถนนทรุดตัวโดยไม่คาดคิด
ศ.ดร.วรัช เปรียบเทียบว่า การสำรวจโพรงใต้ดินเปรียบเสมือนการทำประกันสุขภาพให้โครงสร้างถนน เป็นการลงทุนล่วงหน้าที่ช่วยลดต้นทุนการซ่อมแซมและลดความสูญเสียด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน
แนวโน้มอนาคต เทคโนโลยีตรวจโครงสร้างอัจฉริยะ โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากมาตรฐานการสำรวจนี้ถูกนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ระบบบริหารโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่ใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ รวมถึงการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเกิดหลุมยุบล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเมืองปลอดภัยในอนาคต
ที่มา
ตะลึง ตึ่ง โป๊ะ ใช้เทคโนโลยี่สำรวจกรุงเทพ สแกนโพรงใต้ดินบนถนนหนทาง พบจุดเสี่ยงเกิดหลุมยุบกว่า 300 จุด
7 กุมภาพันธ์ 2569 ความกังวลเรื่อง หลุมยุบกลางเมือง ที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นด้าน โครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานคร กำลังถูกนำมาวิเคราะห์และแก้ไขอย่างจริงจัง เมื่อความร่วมมือด้านวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ EhimeUniversity ประเทศญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “มาตรฐานการสำรวจโพรงใต้ดินฉบับแรกของประเทศไทย” โดยมุ่งเปลี่ยนแนวทางซ่อมแซมจากการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันล่วงหน้าด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
ปัญหาหลุมยุบ ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือสัญญาณเตือนโครงสร้างใต้ดิน ศาสตราจารย์ ดร.วรัช ก้องกิจกุล หัวหน้าทีมวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมโยธา มจธ.เผยว่า ปรากฏการณ์ โพรงใต้ดิน ถือเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติและจากการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยมีต้นเหตุสำคัญจาก ความเสื่อมสภาพของระบบสาธารณูปโภค เช่น ท่อระบายน้ำและท่อประปาที่แตกร้าวหรือรอยต่อชำรุด
พื้นที่กรุงเทพฯ มีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากตั้งอยู่บน ชั้นดินเหนียวอ่อน ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ระดับน้ำใต้ดินตามฤดูกาล เมื่อเกิดน้ำไหลผ่านดินและทรายรองท่อ จึงเกิดการกัดเซาะจนก่อตัวเป็นโพรงใต้ผิวถนน ขณะเดียวกันแรงสั่นสะเทือนจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ยังเร่งให้รอยต่อโครงสร้างเกิดการแตกร้าว ส่งผลให้โพรงใต้ดินขยายตัวและเสี่ยงพัฒนาเป็นหลุมยุบได้
เปิดตัว GMS3 เทคโนโลยีสแกนใต้ดิน วิ่งสำรวจได้ 80 กม./ชม.
หัวใจสำคัญของมาตรฐานใหม่นี้คือการนำเทคโนโลยี GMS3 (GPR Mobile Mapping System 3D) จากญี่ปุ่นมาใช้ ซึ่งเป็น ระบบเรดาร์ตรวจจับโพรงใต้ดินผสาน กับ ระบบแผนที่เคลื่อนที่และกล้อง 360 องศา
ศาสตราจารย์ Jun Shinohara ผู้เชี่ยวชาญจาก Ehime University ระบุว่า ระบบดังกล่าวช่วยให้การสำรวจถนนทำได้รวดเร็วโดยไม่ต้องปิดเส้นทางจราจร สามารถเก็บข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมความแม่นยำระดับเซนติเมตร แม้ในพื้นที่ที่สัญญาณดาวเทียมไม่สมบูรณ์ เช่น ใต้ทางด่วนหรือย่านอาคารสูง
เทคโนโลยีนี้ยังสามารถเก็บข้อมูลผิวถนนและโครงสร้างใต้ดินพร้อมกัน ทำให้หน่วยงานสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและวางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไทยพัฒนาเกณฑ์ประเมินความเสี่ยงเฉพาะทาง รองรับถนนคอนกรีต แม้ญี่ปุ่นจะมีมาตรฐานประเมินความเสี่ยงจากโพรงใต้ดินอยู่แล้ว แต่ทีมวิจัยไทยพบว่าไม่สามารถนำมาใช้โดยตรง เนื่องจาก #ความแตกต่างของโครงสร้างถนน โดยไทยใช้ผิวทางคอนกรีต ในขณะที่ญี่ปุ่นใช้แอสฟัลต์เป็นหลัก
ทีมวิจัยจึงพัฒนาเกณฑ์ประเมินใหม่ โดยใช้ตัวแปรสำคัญ 2 ประการ ได้แก่
- เส้นผ่านศูนย์กลางโพรง (D)
- ความลึกจากผิวถนนถึงยอดโพรง (Hc)
จากการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองวิศวกรรมขั้นสูง พบว่าโพรงที่อยู่ใกล้ผิวถนน แม้มีขนาดเท่ากัน จะมีความเสี่ยงยุบตัวสูงกว่าโพรงที่อยู่ลึก เนื่องจากโครงสร้างชั้นทางรับน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สำรวจกรุงเทพฯ พบจุดเสี่ยงกว่า 300 จุด ข้อมูลจาก Professor Mitsumasa Yamashina ระบุว่า การนำรถสำรวจ GMS3 วิ่งตรวจสอบถนนในกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบ ระยะทางรวมกว่า 338 กิโลเมตร พบตำแหน่งต้องสงสัยว่าเป็นโพรงใต้ดินถึง 313 จุด หรือเฉลี่ยประมาณ 1 จุดต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับสถิติในประเทศญี่ปุ่น
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาโพรงใต้ดินไม่ใช่กรณีเฉพาะจุด แต่เป็นความเสี่ยงที่ต้องได้รับการบริหารจัดการเชิงระบบ โดยมาตรฐานใหม่จะช่วยให้หน่วยงานอย่างกรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท สามารถใช้เกณฑ์เดียวกันในการจัดลำดับพื้นที่ซ่อมแซมเร่งด่วน
เตรียมทำ “แผนที่เสี่ยงหลุมยุบ” ครอบคลุมทั่วประเทศ
ทีมวิจัยเตรียมต่อยอดข้อมูลจากการสำรวจ เพื่อพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงโพรงใต้ดินระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณซ่อมบำรุง และลดโอกาสเกิดเหตุถนนทรุดตัวโดยไม่คาดคิด
ศ.ดร.วรัช เปรียบเทียบว่า การสำรวจโพรงใต้ดินเปรียบเสมือนการทำประกันสุขภาพให้โครงสร้างถนน เป็นการลงทุนล่วงหน้าที่ช่วยลดต้นทุนการซ่อมแซมและลดความสูญเสียด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน
แนวโน้มอนาคต เทคโนโลยีตรวจโครงสร้างอัจฉริยะ โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากมาตรฐานการสำรวจนี้ถูกนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ระบบบริหารโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่ใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ รวมถึงการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเกิดหลุมยุบล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเมืองปลอดภัยในอนาคต
ที่มา