
: ย้อนดู Back to the Future Part II (1989) โห! คิดได้ไงเนี่ยตอนนั้น?! เทคโนโลยีล้ำยุคจนอึ้ง!
สวัสดีครับชาวพันทิปทุกคน! วันนี้ผมจะพามาย้อนรอยหนังในตำนานอีกเรื่องที่ผมโคตรชอบตั้งแต่เด็กยันโต นั่นก็คือ "Back to the Future Part II" ฉายปี 1989 นั่นเองครับ! จำได้เลยว่าตอนเด็กๆ ดูแล้วตาค้าง คิดว่าโลกอนาคตต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ แล้วพอมาดูอีกทีตอนโตขึ้น ก็ยังรู้สึกทึ่งในความสามารถของคนทำหนังจริงๆ ครับ
ภาคนี้มันเริ่มต่อจากภาคแรกเป๊ะๆ เลยนะครับ ใครที่ยังไม่ได้ดูภาคแรก ไปดูก่อนเลยนะครับ ไม่งั้นอาจจะงงๆ หน่อย คือภาคแรกจบที่มาร์ตี้กับด็อก บราวน์ กลับมาถึงปี 1985 แล้ว แต่ยังไม่ทันได้พักเลย ด็อกก็มาบอกว่ามีเรื่องด่วน ต้องพาไปอนาคต! ใช่ครับ อนาคต! ปี 2015 โน่นเลย! ไปเพื่ออะไรน่ะเหรอ? ไปช่วยลูกๆ ของมาร์ตี้ที่กำลังจะทำเรื่องซวยๆ ไว้ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบย้อนกลับมาทำลายครอบครัวมาร์ตี้ในปัจจุบันไงครับ
พอไปถึงปี 2015 เท่านั้นแหละครับ โอ้โห! จินตนาการของคนทำหนังยุคนั้นมันสุดยอดจริงๆ ครับ! นึกภาพตามนะครับ รถบินได้! ใช่แล้วครับ รถ DeLorean ที่เป็นไทม์แมชชีน มันอัพเกรดกลายเป็นรถบินได้แล้ว! แถมยังวิ่งบนอากาศได้ด้วย! อันนี้ผมชอบมาก มันดูเท่สุดๆ ไปเลย แล้วยังมีพวกสเก็ตบอร์ดลอยฟ้าที่เรียกว่า "Hoverboard" อีกอันนี้ก็โคตรเจ๋ง! เด็กๆ ในยุคนั้นคงกรี๊ดสลบอยากได้กันเป็นแถว ผมเองก็เหมือนกัน (หัวเราะ)
แต่ที่ผมชอบสุดๆ คือไอเดียเกี่ยวกับเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันครับ อย่างพวกเสื้อผ้าที่ปรับขนาดได้เอง พอโดนตัวก็ปรับพอดี หรือรองเท้าที่ผูกเชือกเองได้อัตโนมัติ! อันนี้คือแบบ "เฮ้ย! คิดได้ไงวะ!" ตอนนั้นมันดูเป็นไปไม่ได้เลย แต่พอมาถึงยุคนี้ เทคโนโลยีหลายอย่างมันก็เริ่มใกล้เคียงแล้วนะครับ อย่างพวกเสื้อผ้าอัจฉริยะ หรือรองเท้าที่กำลังจะทำแบบผูกเชือกเองได้เนี่ย มันทำให้เราเห็นเลยว่าความฝันของคนทำหนังมันกลายเป็นจริงได้
แต่เรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะครับ! พอไปถึงอนาคต ด็อกกับมาร์ตี้ก็ไปยุ่งกับของบางอย่างที่ในอนาคตมันสำคัญมาก แล้วพอพวกเขากลับมาปี 1985 อีกครั้ง โลกมันก็เปลี่ยนไปซะแล้ว! กลายเป็นยุค "Hill Valley" ที่เต็มไปด้วยความมืดมน วายร้ายเต็มเมือง! บิฟ เท็นเน่น (Biff Tannen) ตัวร้ายประจำเรื่อง กลายเป็นคนมีอิทธิพลใหญ่โต! อันนี้คือจุดหักมุมที่ทำให้หนังมันเข้มข้นขึ้นไปอีกครับ
พอเจอสถานการณ์แบบนี้ มาร์ตี้กับด็อกก็ต้องหาทางแก้ไขให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม ซึ่งก็ต้องกลับไปย้อนเวลาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ไปอนาคตแล้วนะ แต่ต้องกลับไป "อดีต" ครับ! ใช่ครับ! ย้อนกลับไปปี 1955 อีกครั้ง! แต่คราวนี้ไม่ใช่ไปเจอพ่อแม่ตอนวัยรุ่นอีกแล้วนะ แต่ต้องไปยุ่งกับ "ตัวเองในอดีต" แล้วก็ "บิฟในอดีต" เพื่อหยุดยั้งไม่ให้บิฟได้หนังสือ "Sports Almanac" ที่เป็นเหมือนคู่มือทำนายผลกีฬาไป ซึ่งหนังสือเล่มนี้แหละที่ทำให้บิฟรวยผิดปกติในอนาคต!
การที่ต้องกลับไปแก้ไขอดีตอีกครั้ง มันทำให้โครงเรื่องมันซับซ้อนขึ้นไปอีกครับ มันมีความเป็น "Paradox" หรือภาวะที่สิ่งที่ทำในอดีตส่งผลกระทบต่อปัจจุบันและอนาคตได้อย่างไม่น่าเชื่อ คนดูต้องคอยลุ้นตามตลอดว่าพวกเขาจะทำอะไรผิดพลาดอีกไหม แล้วจะแก้ไขสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงไปอีกได้ยังไง
สิ่งที่ผมประทับใจมากอีกอย่างคือการแสดงของนักแสดงครับ ไมเคิล เจ. ฟอกซ์ ในบทมาร์ตี้ แม็คฟลาย คือเขาแสดงได้ธรรมชาติมากๆ ครับ มีความกวนๆ เท่ๆ แล้วก็แอบเปิ่นๆ นิดหน่อย ส่วนคริสโตเฟอร์ ลอยด์ ในบท ด็อก บราวน์ นี่ก็สุดยอด! ลุงแกเล่นเป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องได้เข้าถึงบทบาทมากๆ ครับ แววตา ท่าทาง การพูดจา คือเป็นด็อก บราวน์ ในแบบที่เราจดจำได้เลย
แล้วก็ต้องไม่พูดถึงการสร้างสรรค์ฉากต่างๆ ครับ การเปลี่ยนจากยุค 1985 มาเป็น 2015 แล้วก็กลับมาเป็น 1985 ในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง มันทำให้เราเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนมากๆ การออกแบบฉากในอนาคตมันล้ำสมัยมากๆ ครับ สีสันสดใส ตัวอาคารแปลกตา การเดินทางที่สะดวกสบาย ส่วนฉาก 1985 ที่เปลี่ยนไปมันดูหม่นหมอง กดดัน แล้วก็อันตรายมากๆ มันแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการกระทำของตัวละครได้เป็นอย่างดี
อีกอย่างที่ทำให้หนังเรื่องนี้มันอมตะ คือมุกตลกที่ใส่เข้ามาครับ แม้ว่าเนื้อเรื่องมันจะค่อนข้างจริงจังกับการย้อนเวลา แต่มันก็ยังมีโมเมนต์ฮาๆ ให้เราได้หัวเราะอยู่เสมอ เช่น ฉากที่มาร์ตี้เจอตัวเองในอนาคต หรือฉากที่ต้องพยายามหลบเลี่ยงไม่ให้เจอกับตัวเองในอดีต มันดูวุ่นวายดีครับ
แต่ยอมรับเลยว่า "Back to the Future Part II" เนี่ย มันเป็นภาคที่ดูแล้วอาจจะรู้สึก "งง" ที่สุดในสามภาคครับ เพราะมันมีการเดินทางข้ามเวลาหลายครั้ง ซ้อนทับกันไปมา มีการแก้ไขอดีตที่ส่งผลต่ออนาคต แล้วก็ต้องกลับไปแก้ไขอีกที แต่ถ้าเราตั้งใจดูดีๆ มันก็เป็นหนังที่สนุกมากๆ ครับ มีความซับซ้อน ชวนให้คิดตาม แล้วก็เต็มไปด้วยจินตนาการที่ล้ำยุค
สำหรับผมนะ ภาคนี้มันคือการยกระดับแฟรนไชส์ "Back to the Future" ให้ไปอีกขั้นเลยครับ มันไม่ได้แค่เล่าเรื่องการผจญภัยไปกับไทม์แมชชีน แต่มันสำรวจถึงผลของการกระทำของเราเอง ว่ามันส่งผลกระทบต่ออะไรได้บ้าง แล้วก็แสดงให้เห็นว่าอนาคตไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำในปัจจุบัน
ถ้าใครยังไม่เคยดู หรือเคยดูแล้วอยากย้อนกลับไปดูอีกครั้ง ผมแนะนำเลยครับ "Back to the Future Part II" ยังไงก็ยังเป็นหนังที่สนุก น่าตื่นเต้น แล้วก็ชวนให้คิดตามได้เสมอครับ เป็นหนังในดวงใจของผมตลอดกาลจริงๆ ครับ! ใครมีฉากโปรด หรือมีความเห็นเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ มาแชร์กันได้เลยนะครับ!
ย้อนดู Back to the Future Part II (1989) โห! คิดได้ไงเนี่ยตอนนั้น?! เทคโนโลยีล้ำยุคจนอึ้ง!
: ย้อนดู Back to the Future Part II (1989) โห! คิดได้ไงเนี่ยตอนนั้น?! เทคโนโลยีล้ำยุคจนอึ้ง!
สวัสดีครับชาวพันทิปทุกคน! วันนี้ผมจะพามาย้อนรอยหนังในตำนานอีกเรื่องที่ผมโคตรชอบตั้งแต่เด็กยันโต นั่นก็คือ "Back to the Future Part II" ฉายปี 1989 นั่นเองครับ! จำได้เลยว่าตอนเด็กๆ ดูแล้วตาค้าง คิดว่าโลกอนาคตต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ แล้วพอมาดูอีกทีตอนโตขึ้น ก็ยังรู้สึกทึ่งในความสามารถของคนทำหนังจริงๆ ครับ
ภาคนี้มันเริ่มต่อจากภาคแรกเป๊ะๆ เลยนะครับ ใครที่ยังไม่ได้ดูภาคแรก ไปดูก่อนเลยนะครับ ไม่งั้นอาจจะงงๆ หน่อย คือภาคแรกจบที่มาร์ตี้กับด็อก บราวน์ กลับมาถึงปี 1985 แล้ว แต่ยังไม่ทันได้พักเลย ด็อกก็มาบอกว่ามีเรื่องด่วน ต้องพาไปอนาคต! ใช่ครับ อนาคต! ปี 2015 โน่นเลย! ไปเพื่ออะไรน่ะเหรอ? ไปช่วยลูกๆ ของมาร์ตี้ที่กำลังจะทำเรื่องซวยๆ ไว้ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบย้อนกลับมาทำลายครอบครัวมาร์ตี้ในปัจจุบันไงครับ
พอไปถึงปี 2015 เท่านั้นแหละครับ โอ้โห! จินตนาการของคนทำหนังยุคนั้นมันสุดยอดจริงๆ ครับ! นึกภาพตามนะครับ รถบินได้! ใช่แล้วครับ รถ DeLorean ที่เป็นไทม์แมชชีน มันอัพเกรดกลายเป็นรถบินได้แล้ว! แถมยังวิ่งบนอากาศได้ด้วย! อันนี้ผมชอบมาก มันดูเท่สุดๆ ไปเลย แล้วยังมีพวกสเก็ตบอร์ดลอยฟ้าที่เรียกว่า "Hoverboard" อีกอันนี้ก็โคตรเจ๋ง! เด็กๆ ในยุคนั้นคงกรี๊ดสลบอยากได้กันเป็นแถว ผมเองก็เหมือนกัน (หัวเราะ)
แต่ที่ผมชอบสุดๆ คือไอเดียเกี่ยวกับเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันครับ อย่างพวกเสื้อผ้าที่ปรับขนาดได้เอง พอโดนตัวก็ปรับพอดี หรือรองเท้าที่ผูกเชือกเองได้อัตโนมัติ! อันนี้คือแบบ "เฮ้ย! คิดได้ไงวะ!" ตอนนั้นมันดูเป็นไปไม่ได้เลย แต่พอมาถึงยุคนี้ เทคโนโลยีหลายอย่างมันก็เริ่มใกล้เคียงแล้วนะครับ อย่างพวกเสื้อผ้าอัจฉริยะ หรือรองเท้าที่กำลังจะทำแบบผูกเชือกเองได้เนี่ย มันทำให้เราเห็นเลยว่าความฝันของคนทำหนังมันกลายเป็นจริงได้
แต่เรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะครับ! พอไปถึงอนาคต ด็อกกับมาร์ตี้ก็ไปยุ่งกับของบางอย่างที่ในอนาคตมันสำคัญมาก แล้วพอพวกเขากลับมาปี 1985 อีกครั้ง โลกมันก็เปลี่ยนไปซะแล้ว! กลายเป็นยุค "Hill Valley" ที่เต็มไปด้วยความมืดมน วายร้ายเต็มเมือง! บิฟ เท็นเน่น (Biff Tannen) ตัวร้ายประจำเรื่อง กลายเป็นคนมีอิทธิพลใหญ่โต! อันนี้คือจุดหักมุมที่ทำให้หนังมันเข้มข้นขึ้นไปอีกครับ
พอเจอสถานการณ์แบบนี้ มาร์ตี้กับด็อกก็ต้องหาทางแก้ไขให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม ซึ่งก็ต้องกลับไปย้อนเวลาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ไปอนาคตแล้วนะ แต่ต้องกลับไป "อดีต" ครับ! ใช่ครับ! ย้อนกลับไปปี 1955 อีกครั้ง! แต่คราวนี้ไม่ใช่ไปเจอพ่อแม่ตอนวัยรุ่นอีกแล้วนะ แต่ต้องไปยุ่งกับ "ตัวเองในอดีต" แล้วก็ "บิฟในอดีต" เพื่อหยุดยั้งไม่ให้บิฟได้หนังสือ "Sports Almanac" ที่เป็นเหมือนคู่มือทำนายผลกีฬาไป ซึ่งหนังสือเล่มนี้แหละที่ทำให้บิฟรวยผิดปกติในอนาคต!
การที่ต้องกลับไปแก้ไขอดีตอีกครั้ง มันทำให้โครงเรื่องมันซับซ้อนขึ้นไปอีกครับ มันมีความเป็น "Paradox" หรือภาวะที่สิ่งที่ทำในอดีตส่งผลกระทบต่อปัจจุบันและอนาคตได้อย่างไม่น่าเชื่อ คนดูต้องคอยลุ้นตามตลอดว่าพวกเขาจะทำอะไรผิดพลาดอีกไหม แล้วจะแก้ไขสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงไปอีกได้ยังไง
สิ่งที่ผมประทับใจมากอีกอย่างคือการแสดงของนักแสดงครับ ไมเคิล เจ. ฟอกซ์ ในบทมาร์ตี้ แม็คฟลาย คือเขาแสดงได้ธรรมชาติมากๆ ครับ มีความกวนๆ เท่ๆ แล้วก็แอบเปิ่นๆ นิดหน่อย ส่วนคริสโตเฟอร์ ลอยด์ ในบท ด็อก บราวน์ นี่ก็สุดยอด! ลุงแกเล่นเป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องได้เข้าถึงบทบาทมากๆ ครับ แววตา ท่าทาง การพูดจา คือเป็นด็อก บราวน์ ในแบบที่เราจดจำได้เลย
แล้วก็ต้องไม่พูดถึงการสร้างสรรค์ฉากต่างๆ ครับ การเปลี่ยนจากยุค 1985 มาเป็น 2015 แล้วก็กลับมาเป็น 1985 ในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง มันทำให้เราเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนมากๆ การออกแบบฉากในอนาคตมันล้ำสมัยมากๆ ครับ สีสันสดใส ตัวอาคารแปลกตา การเดินทางที่สะดวกสบาย ส่วนฉาก 1985 ที่เปลี่ยนไปมันดูหม่นหมอง กดดัน แล้วก็อันตรายมากๆ มันแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการกระทำของตัวละครได้เป็นอย่างดี
อีกอย่างที่ทำให้หนังเรื่องนี้มันอมตะ คือมุกตลกที่ใส่เข้ามาครับ แม้ว่าเนื้อเรื่องมันจะค่อนข้างจริงจังกับการย้อนเวลา แต่มันก็ยังมีโมเมนต์ฮาๆ ให้เราได้หัวเราะอยู่เสมอ เช่น ฉากที่มาร์ตี้เจอตัวเองในอนาคต หรือฉากที่ต้องพยายามหลบเลี่ยงไม่ให้เจอกับตัวเองในอดีต มันดูวุ่นวายดีครับ
แต่ยอมรับเลยว่า "Back to the Future Part II" เนี่ย มันเป็นภาคที่ดูแล้วอาจจะรู้สึก "งง" ที่สุดในสามภาคครับ เพราะมันมีการเดินทางข้ามเวลาหลายครั้ง ซ้อนทับกันไปมา มีการแก้ไขอดีตที่ส่งผลต่ออนาคต แล้วก็ต้องกลับไปแก้ไขอีกที แต่ถ้าเราตั้งใจดูดีๆ มันก็เป็นหนังที่สนุกมากๆ ครับ มีความซับซ้อน ชวนให้คิดตาม แล้วก็เต็มไปด้วยจินตนาการที่ล้ำยุค
สำหรับผมนะ ภาคนี้มันคือการยกระดับแฟรนไชส์ "Back to the Future" ให้ไปอีกขั้นเลยครับ มันไม่ได้แค่เล่าเรื่องการผจญภัยไปกับไทม์แมชชีน แต่มันสำรวจถึงผลของการกระทำของเราเอง ว่ามันส่งผลกระทบต่ออะไรได้บ้าง แล้วก็แสดงให้เห็นว่าอนาคตไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำในปัจจุบัน
ถ้าใครยังไม่เคยดู หรือเคยดูแล้วอยากย้อนกลับไปดูอีกครั้ง ผมแนะนำเลยครับ "Back to the Future Part II" ยังไงก็ยังเป็นหนังที่สนุก น่าตื่นเต้น แล้วก็ชวนให้คิดตามได้เสมอครับ เป็นหนังในดวงใจของผมตลอดกาลจริงๆ ครับ! ใครมีฉากโปรด หรือมีความเห็นเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ มาแชร์กันได้เลยนะครับ!