#ประวัติศาสตร์ : การกลายพันธุ์ของ "ศิลปะข้างถนน" สู่ "สมบัติชาติ"

วันนี้หลังจากที่ได้ไปรับชม Kokuho ) มาเลยอยากจะขอ วิเคราะห์เจาะลึก : จาก "ศิลปะนอกคอก" สู่ "สมบัติที่แตะต้องไม่ได้" แต่จะขอลอกเปลือกความสวยงามของการแสดงออกไปก่อน แล้วจะพบว่ามันคือ ประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วย “การกดขี่ การเมือง และการจัดระเบียบสังคม”
(ขออภัยล่วงหน้าหากผิดพลาดประการใด สามารถแสดงความคิดเห็นเข้ามาได้ค่ะ)

Part 1 การกำเนิดจาก“ขบถ” (The Reble Origin) ในเชิงประวัติศาสตร์ คาบูกิ ไม่ได้เริ่มจากความหรูหราเลยค่ะ แต่มันคือ Punk ของยุคเอโดะตอนต้น
(1603)  จากหญิงสู่ชาย เริ่มต้นโดย หญิงสาวที่ชื่อ “โอคุนิ” ปฏิวัติวงการด้วยการแต่งกายเลียนแบบผู้ชาย (Cross-dressing) เต้นรำกลางแม่น้ำคาโมะ
เธอเต้นรำด้วยท่วงท่า ที่ฉูดฉาด เย้ายวน และ ท้าทายอำนาจรัฐ ด้วยการแสดงศิลปะของคนรากหญ้า ที่เต็มไปด้วยความเย้ายวนนี้ รัฐบาลโชกุนมองว่ามันเป็“อันตราย” เพราะทำให้ชนชั้น อัศวิน(ซามูไร) ปะปนกับชาวบ้าน และเกิดการทะเลาะวิวาทแย่งชิงนักแสดง
[Okuni of Izumo Kabuki origin painting] เครดิตรูปภาพ วิกิพีเดีย
ในปี 1629 รัฐบาลสั่งแบน “ผู้หญิง” ห้ามขึ้นเวทีโดยเด็ดขาด นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คาบูกิ กลายเป็น“ละครชายล้วน” ไปตลอดการ มันคือการใช้อำนาจรัฐ “เปลี่ยนพันธุกรรม” ของศิลปะ เพื่อควบคุมศีลธรรมของสังคม…..เมื่อเหลือแต่ผู้ชาย การแสดงจึงต้อง“ประดิษฐ์” ความงามขึ้นมาใหม่ จนเกิดระบบที่เข้มงวด
เมื่อผู้หญิงจริงๆเล่นไม่ได้ ผู้ชายจึงต้องฝึกฝน เพื่อ“เป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ ยิ่งกว่าผู้หญิง” (Idealized Womanhood) จุดนี้แหละค่ะที่ประวัติศาสตร์ สร้างความกดดันทางจิตใจให้เหล่านักแสดง เพราะพวกเขาเหล่านั้นต้องสละตัวตนชาย เพื่อเป็น “แม่แบบ” ของเพศหญิง ตามอุดมคติของเพศชายยุคนั้น
คาบูกิ เริ่มสร้างระบบ “ตระกูล” ที่แข็งแกร่ง มีการผูกขาดบทบาทเฉพาะทาง ใครที่เกิดในตระกูลต่ำ จะไม่มีวันได้รับบทนำ และนี่คือการวางรากฐานของชนชั้นทางวัฒนธรรม ที่ยังตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน…. จุดที่น่าวิเคราะห์ที่สุดคือช่วง ยุคเมจิ (Meiji) ที่ญี่ปุ่นต้องการทำตัวให้ทัดเทียมตะวันตก
เพราะเดิมทีนักแสดงคาบูกิ มีฐานะทางสังคมต่ำ ถูกเรียกว่า “ Kawara-kojiki” หรือ “ขอทานริมหาด”แต่เพื่อไม่ให้ฝรั่งดูถูก ญี่ปุ่นจึงยกระดับ คาบูกิให้กายเป็นศิลปะชั้นสูง มีการจัดแสดงต่อหน้าพระพักตร์จักรพรรดิในปี 1887 ซึ่งเป็นการประกาศว่า “นี่คือสมบัติชาติ”  ( Kokuho )

[Kabuki theater Edo period woodblock print Ukiyoe] เครดิตรูปภาพ DEA/G. DAGLI ORTI
การได้ตำแหน่ง “สมบัติชาติ” มานั้น แลกมาด้วยการ “ หยุดนิ่ง ” ประวัติศาสตร์ยุคนี้บีบให้คาบูกิ ต้องรักษาท่าทางแบบเดิมเป๊ะๆ เพื่อการอนุรักษ์ จนบางครั้งเสน่ห์ของการดิ้นรนและวิพากษ์สังคมแบบเดิมหายไป และกลายเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิแทน
#บทสรุป คาบูกิคือ ประวัติศาสตร์ของการถูกตีกรอบ จากศิลปะที่เคยมีอิสระ และหยาบโลน ถูกอำนาจรัฐและค่านิยมชนชั้นสูงขัดเกลาจนเนียนกริบ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือแสดงความศิวิไลซ์ของประเทศ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่