ไม่พูดถึงเรื่องที่จอดรถของห้าง เพราะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล แต่นั่นอาจกลายเป็นแนวคิดหรือสารตั้งต้นของการสงวนที่จอดรถในสถานที่ราชการด้วยหรือไม่ อย่างไร
ที่ทำให้คนอยากมีอภิสิทธิ์หรือหาทางยกตัวเองเป็นกลุ่มชนชั้น Elite เพื่อความสะดวกสบายหรือทางเลือกที่ดีกว่า
สถานที่ราชการบางแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยของรัฐ หรือในกำกับของรัฐ บางแห่ง ประสบปัญหา การไม่มีที่จอดรถเพียงพอ
ปัญหาประการหนึ่งที่เจอ คือ การใช้ตำแหน่งผู้บริหารประจำส่วนงานในองค์กร มากันที่จอดรถหรือติดป้ายสงวนที่จอดรถ
บางส่วนงาน มีระดับผอ. หรือ คณบดี ที่กันที่จอดรถไว้ ไม่พอ แต่พ่วงมาด้วย
รองผอ. หรือ รองคณบดี มาเป็นพลพรรค เช่น ห้าตำแหน่งก็ห้าคัน โดยที่ บางคน อาจเข้ามาทำงานน้อย ที่จอดรถว่างนะแต่ไม่มีสิทธิ์จอด และทำให้เสียที่จอดรถตรงนั้นไป แบบที่เคยเจออีกประเภท คือ ตัวเอง ขับรถไม่ได้ ไม่มีใบขับขี่ หรืออาจมีไว้แต่ไม่ได้ขับจริง ๆ หรือ ไม่มีรถ แต่ก็กันที่จอดรถไว้ ตามตำแหน่ง เพื่อให้บุคคลใกล้ชิด หรือคนรู้จักของตัวเอง มาจอดได้ เพื่ออะไรก็ไม่ทราบได้ แล้วพอดันมีกลุ่ม Elite หรือเรียกให้สุภาพมากขึ้นว่า กลุ่มผู้บริหาร แบบนี้ทุกตึก ทุกคณะ ทุกฝ่าย ซึ่งต่างก็"กันที่จอดรถ"เพื่อหน่วยงานของตัวเอง คนทั่วไปที่มาติดต่องานกลับประสบปัญหา หรือ คนในองค์กรที่เป็นระดับทั่วไป ที่ไม่มีตำแหน่ง ต้องตะเกียกตะกายมาถึงที่ทำงานก่อนไก่โห่ เพราะกลัวไม่มีที่จอดรถ แต่กลุ่มคนที่มีที่จอดรถ อาจมาแบบเรื่อย ๆ มา เรียง ๆ ไม่ต้องรีบ เพราะที่จอดรถไม่หายไปไหน อาจไม่เคยเข้าใจสภาพสังคมจริง ๆ เลย ว่าคนทั่วไป จะต้องรู้สึกยังไง เรามันต่างชั้นกัน
หลาย ๆ ครั้ง บุคคลภายนอก หรือผู้ที่มาติดต่องาน ไม่สามารถหาที่จอดรถได้เลย ต้องวนกันเป็นเกือบชั่วโมงก็มี หรือต้องไปหาที่แอบจอด สุดท้ายโดนล็อคล้อ ถูกไล่โดยรปภ. และเปรียบเทียบปรับ (ไม่นับคนที่จอดขวางทางคนอื่นแบบไม่เห็นแก่ส่วนรวม)
มีอีกกรณี เช่น คนบางคน มีรถหลายคัน แต่ไม่มีที่จอดรถเพียงพอที่บ้านตัวเอง หรือ อาจซื้อแล้วไม่อยากบอกคนที่บ้าน หรือเหตุผลใด ๆ ก็ตาม จึงอาศัย พื้นที่ส่วนรวม ในการเอารถตัวเองมาจอด บางกรณี มีจดหมายเวียนขอความร่วมมือ ให้เอารถทั้งหมด ขนกลับไปจอดที่อื่น เพราะคน ๆ เดียว แต่มีรถจอดถึง 5-6 คัน และมากสุดที่เจอ จากจดหมายที่มีการร้องเรียน คือ 14 คัน โดยเช็ดจาก เลขทะเบียน บางคนหลบหลีกประเด็นนี้ โดยการเอา ชื่อ คนในครอบครัว หลาย ๆ คน ที่ทำงานที่เดียวกัน แต่ไม่มีใบขับขี่ และขับรถไม่เป็น มาสวมสิทธิ์
บางกรณี ผู้ปกครอง ทำงานในนั้น และมีลูกเรียนอยู่ในที่เดียวกัน ลูกอยากขับรถ เอาสิทธิ์คนในครอบครัวมาขอพื้นที่จอดรถ เข้ามาจอดในบริเวณที่มีสติ๊กเกอร์ แต่พอลงจากรถมา กลับเป็น บุตรหลานใส่ชุดนักศึกษา ไม่รู้กี่คัน ต่อ กี่คัน กรณีแบบนี้สามารถทำได้หรือไม่ อาจต้องหารือ ถึงความเหมาะสม อย่าใช้คำว่า "ถูกระเบียบ"
ที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศ หลาย ๆ ที่ ที่เจอมา จะแบ่งที่จอดรถเป็นสามโซน คือ
โซนบุคลากร โดยไม่มีการล็อคตำแหน่งใด ๆ ให้ใคร ทุกคนคือ บุคลากร "เท่าเทียมกัน"
โซนนักศึกษา คนที่มีใบขับขี่ และมีบัตรนักศึกษา สามารถจอดได้
โซนบุคคลทั่วไป รวมทั้งผู้ที่มาติดต่อ ใครก็สามารถจอดได้
โดยที่
บางม. ไม่มีการเก็บค่าที่จอดรถ
บางม.เก็บค่าที่จอดรถสำหรับผู้มาติดต่อเป็นรายชั่วโมง (ถ้าเกินมาเป็นส่วนนาที ให้คำนวณตามจริงเป็นทุก ๆ 15 นาที หรือครึ่งชั่วโมงก็ว่ากันไป) โดยมีจุดรับบัตร และจ่ายเงินตรงทางออกหรือสแกนจ่าย โดยให้เวลาเอารถออกภายในสิบห้านาที หลังจากชำระเงิน เพื่อกันคนเจ้าเล่ห์
แต่บางม. กลัวจะมีการจอดแช่ทิ้งไว้ จึงเก็บเงินนักศึกษาเป็นรายเทอม ในราคาที่สูงพอประมาณ (กันบางคนใช้ข้ออ้างว่า ไม่มีเงินจ่ายค่าที่จอดรถ แต่กลับมีเงินแต่งรถ เติมน้ำมัน ใช้มือถือราคาแพง เติมเกมส์ไม่อั้น กินเหล้าสูบบุหรี่ ไม่ยั้ง หรือซื้อของแบรนด์เนมได้ ตรรกะพังๆ) ซึ่งราคาค่าจอดมอเตอร์ไซต์อาจถูกกว่ารถยนต์
ในความเห็นส่วนตัว อาจให้สิทธิ์การจอดรถของบุคลากร ฟรี แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่า บุคคลคนนั้น มีใบขับขี่จริงที่ยังไม่หมดอายุ และ เมื่อคนคนนั้น เอารถขับเข้ามาจอดแล้ว ชื่อจะขึ้นในระบบสแกนที่จอดรถทันทีว่า คนคนนี้ขับรถเข้ามากี่โมง และไม่มีใครสามารถสวมสิทธิ์เอาชื่อคนนี้ขับรถเข้ามาจอดเพิ่มได้อีก ในช่วงเวลาเดียวกัน ถ้ามีใครสวมสิทธิ์จากทะเบียนที่ผูกกับชื่อ ให้ไปจอดแบบที่บุคคลทั่วไปแบบเสียเงินรายชั่วโมง ใครอยากจอดก็จอดได้แต่ต้องชำระเงิน และไม่ต้องกันที่จอดรถให้ใคร ไม่ว่าตำแหน่งอะไร
ส่วนนักศึกษาก็เก็บเงินเพิ่มสำหรับคนอยากเอารถมา
รวมทั้งคนทั่วไปที่มาติดต่อด้วย แต่มีอีกกรณี สำหรับ พนักงานขนส่งสินค้า หรือวิทยากร หรือหน่วยเซอร์วิสต่างๆ สามารถจอดฟรีได้ สิบห้านาที หรือถ้าเกินจากนั้นให้เอาใบจอดรถไปประทับตรา หรือแจ้งโดยหน่วยงานที่มาติดต่อ เพื่อขอละเว้นค่าที่จอดรถ เป็นครั้งๆไป
เปลี่ยนกันได้ไหม เคยเจอไหม กันที่จอดรถไว้เป็นแผง แต่เจ้าของรถที่จองที่อาจไม่ได้ใช้สิทธิ์ให้คุ้มค่า
ที่ทำให้คนอยากมีอภิสิทธิ์หรือหาทางยกตัวเองเป็นกลุ่มชนชั้น Elite เพื่อความสะดวกสบายหรือทางเลือกที่ดีกว่า
สถานที่ราชการบางแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยของรัฐ หรือในกำกับของรัฐ บางแห่ง ประสบปัญหา การไม่มีที่จอดรถเพียงพอ
ปัญหาประการหนึ่งที่เจอ คือ การใช้ตำแหน่งผู้บริหารประจำส่วนงานในองค์กร มากันที่จอดรถหรือติดป้ายสงวนที่จอดรถ
บางส่วนงาน มีระดับผอ. หรือ คณบดี ที่กันที่จอดรถไว้ ไม่พอ แต่พ่วงมาด้วย
รองผอ. หรือ รองคณบดี มาเป็นพลพรรค เช่น ห้าตำแหน่งก็ห้าคัน โดยที่ บางคน อาจเข้ามาทำงานน้อย ที่จอดรถว่างนะแต่ไม่มีสิทธิ์จอด และทำให้เสียที่จอดรถตรงนั้นไป แบบที่เคยเจออีกประเภท คือ ตัวเอง ขับรถไม่ได้ ไม่มีใบขับขี่ หรืออาจมีไว้แต่ไม่ได้ขับจริง ๆ หรือ ไม่มีรถ แต่ก็กันที่จอดรถไว้ ตามตำแหน่ง เพื่อให้บุคคลใกล้ชิด หรือคนรู้จักของตัวเอง มาจอดได้ เพื่ออะไรก็ไม่ทราบได้ แล้วพอดันมีกลุ่ม Elite หรือเรียกให้สุภาพมากขึ้นว่า กลุ่มผู้บริหาร แบบนี้ทุกตึก ทุกคณะ ทุกฝ่าย ซึ่งต่างก็"กันที่จอดรถ"เพื่อหน่วยงานของตัวเอง คนทั่วไปที่มาติดต่องานกลับประสบปัญหา หรือ คนในองค์กรที่เป็นระดับทั่วไป ที่ไม่มีตำแหน่ง ต้องตะเกียกตะกายมาถึงที่ทำงานก่อนไก่โห่ เพราะกลัวไม่มีที่จอดรถ แต่กลุ่มคนที่มีที่จอดรถ อาจมาแบบเรื่อย ๆ มา เรียง ๆ ไม่ต้องรีบ เพราะที่จอดรถไม่หายไปไหน อาจไม่เคยเข้าใจสภาพสังคมจริง ๆ เลย ว่าคนทั่วไป จะต้องรู้สึกยังไง เรามันต่างชั้นกัน
หลาย ๆ ครั้ง บุคคลภายนอก หรือผู้ที่มาติดต่องาน ไม่สามารถหาที่จอดรถได้เลย ต้องวนกันเป็นเกือบชั่วโมงก็มี หรือต้องไปหาที่แอบจอด สุดท้ายโดนล็อคล้อ ถูกไล่โดยรปภ. และเปรียบเทียบปรับ (ไม่นับคนที่จอดขวางทางคนอื่นแบบไม่เห็นแก่ส่วนรวม)
มีอีกกรณี เช่น คนบางคน มีรถหลายคัน แต่ไม่มีที่จอดรถเพียงพอที่บ้านตัวเอง หรือ อาจซื้อแล้วไม่อยากบอกคนที่บ้าน หรือเหตุผลใด ๆ ก็ตาม จึงอาศัย พื้นที่ส่วนรวม ในการเอารถตัวเองมาจอด บางกรณี มีจดหมายเวียนขอความร่วมมือ ให้เอารถทั้งหมด ขนกลับไปจอดที่อื่น เพราะคน ๆ เดียว แต่มีรถจอดถึง 5-6 คัน และมากสุดที่เจอ จากจดหมายที่มีการร้องเรียน คือ 14 คัน โดยเช็ดจาก เลขทะเบียน บางคนหลบหลีกประเด็นนี้ โดยการเอา ชื่อ คนในครอบครัว หลาย ๆ คน ที่ทำงานที่เดียวกัน แต่ไม่มีใบขับขี่ และขับรถไม่เป็น มาสวมสิทธิ์
บางกรณี ผู้ปกครอง ทำงานในนั้น และมีลูกเรียนอยู่ในที่เดียวกัน ลูกอยากขับรถ เอาสิทธิ์คนในครอบครัวมาขอพื้นที่จอดรถ เข้ามาจอดในบริเวณที่มีสติ๊กเกอร์ แต่พอลงจากรถมา กลับเป็น บุตรหลานใส่ชุดนักศึกษา ไม่รู้กี่คัน ต่อ กี่คัน กรณีแบบนี้สามารถทำได้หรือไม่ อาจต้องหารือ ถึงความเหมาะสม อย่าใช้คำว่า "ถูกระเบียบ"
ที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศ หลาย ๆ ที่ ที่เจอมา จะแบ่งที่จอดรถเป็นสามโซน คือ
โซนบุคลากร โดยไม่มีการล็อคตำแหน่งใด ๆ ให้ใคร ทุกคนคือ บุคลากร "เท่าเทียมกัน"
โซนนักศึกษา คนที่มีใบขับขี่ และมีบัตรนักศึกษา สามารถจอดได้
โซนบุคคลทั่วไป รวมทั้งผู้ที่มาติดต่อ ใครก็สามารถจอดได้
โดยที่
บางม. ไม่มีการเก็บค่าที่จอดรถ
บางม.เก็บค่าที่จอดรถสำหรับผู้มาติดต่อเป็นรายชั่วโมง (ถ้าเกินมาเป็นส่วนนาที ให้คำนวณตามจริงเป็นทุก ๆ 15 นาที หรือครึ่งชั่วโมงก็ว่ากันไป) โดยมีจุดรับบัตร และจ่ายเงินตรงทางออกหรือสแกนจ่าย โดยให้เวลาเอารถออกภายในสิบห้านาที หลังจากชำระเงิน เพื่อกันคนเจ้าเล่ห์
แต่บางม. กลัวจะมีการจอดแช่ทิ้งไว้ จึงเก็บเงินนักศึกษาเป็นรายเทอม ในราคาที่สูงพอประมาณ (กันบางคนใช้ข้ออ้างว่า ไม่มีเงินจ่ายค่าที่จอดรถ แต่กลับมีเงินแต่งรถ เติมน้ำมัน ใช้มือถือราคาแพง เติมเกมส์ไม่อั้น กินเหล้าสูบบุหรี่ ไม่ยั้ง หรือซื้อของแบรนด์เนมได้ ตรรกะพังๆ) ซึ่งราคาค่าจอดมอเตอร์ไซต์อาจถูกกว่ารถยนต์
ในความเห็นส่วนตัว อาจให้สิทธิ์การจอดรถของบุคลากร ฟรี แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่า บุคคลคนนั้น มีใบขับขี่จริงที่ยังไม่หมดอายุ และ เมื่อคนคนนั้น เอารถขับเข้ามาจอดแล้ว ชื่อจะขึ้นในระบบสแกนที่จอดรถทันทีว่า คนคนนี้ขับรถเข้ามากี่โมง และไม่มีใครสามารถสวมสิทธิ์เอาชื่อคนนี้ขับรถเข้ามาจอดเพิ่มได้อีก ในช่วงเวลาเดียวกัน ถ้ามีใครสวมสิทธิ์จากทะเบียนที่ผูกกับชื่อ ให้ไปจอดแบบที่บุคคลทั่วไปแบบเสียเงินรายชั่วโมง ใครอยากจอดก็จอดได้แต่ต้องชำระเงิน และไม่ต้องกันที่จอดรถให้ใคร ไม่ว่าตำแหน่งอะไร
ส่วนนักศึกษาก็เก็บเงินเพิ่มสำหรับคนอยากเอารถมา
รวมทั้งคนทั่วไปที่มาติดต่อด้วย แต่มีอีกกรณี สำหรับ พนักงานขนส่งสินค้า หรือวิทยากร หรือหน่วยเซอร์วิสต่างๆ สามารถจอดฟรีได้ สิบห้านาที หรือถ้าเกินจากนั้นให้เอาใบจอดรถไปประทับตรา หรือแจ้งโดยหน่วยงานที่มาติดต่อ เพื่อขอละเว้นค่าที่จอดรถ เป็นครั้งๆไป