Reuters เผยแพร่บทความ เผยความโหดร้ายของอาชญากรรมไซเบอร์ชายแดนกัมพูชา

สำนักข่าว REUTERS เผยแพร่บทความ เผยสภาพคอมพาวด์สแกมเมอร์ในกัมพูชาที่ถูกทิ้งร้าง เปิดโปงอุตสาหกรรมโกงเงินข้ามชาติระดับอุตสาหกรรม ทั้งความเป็นระบบ ความโหดร้าย และชีวิตเหยื่อทั่วโลก

สำนักข่าว REUTERS เผยแพร่บทความ หลังร่วมกับกองทัพไทย ลงพื้นที่คาสิโน ในโอเสม็ด ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า
 

ภายในคอมพาวด์แห่งหนึ่งในกัมพูชา ซึ่งห้องทำงานถูกจัดฉากให้เหมือนสำนักงานตำรวจของสิงคโปร์และออสเตรเลีย เอกสารจำนวนมากถูกทิ้งกระจัดกระจายบนโต๊ะและพื้น สะท้อนภาพของ “โรงงานหลอกลวง” ที่ถูกทิ้งร้างอย่างเร่งรีบ
 

ท่ามกลางกองเอกสารนั้น มีข้อมูลส่วนบุคคลของชายชาวญี่ปุ่นวัย 73 ปีที่เกษียณอายุแล้ว ระบุหมายเลขโทรศัพท์และยอดเงินในบัญชีธนาคาร รวมถึงข้อมูลของหญิงชาวอเมริกันที่เปิดเผยว่าตนเองเคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว ใกล้กันพบสคริปต์สำหรับหลอกลวงเชิงความรัก (love scam) การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และห้องที่จัดฉากให้เหมือนสำนักงานธนาคารของเวียดนาม
 

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผู้สื่อข่าว Reuters พบเมื่อวันจันทร์ ภายในคอมพาวด์ที่ถูกทิ้งร้างและเสียหายจากการทิ้งระเบิด ใกล้ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดชิ้นหนึ่งที่เปิดให้เห็นเบื้องหลังอุตสาหกรรมฉ้อโกงขนาดใหญ่ ที่ดูดเงินจากเหยื่อทั่วโลกไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์
 

การเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Royal Hill เกิดขึ้นได้จากการอำนวยความสะดวกของกองทัพไทย หลังพื้นที่ถูกโจมตีทางอากาศในช่วงความขัดแย้งชายแดนระยะสั้นเมื่อเดือนธันวาคม และปัจจุบันกองทัพไทยเข้าควบคุมพื้นที่โดยรอบ
 

Reuters เป็นสื่อรายแรกที่ยืนยันความถูกต้องของเอกสารบางส่วน ซึ่งสะท้อนถึงวิธีการหลอกลวงที่มีความซับซ้อน โดยหนึ่งในเอกสารได้รับการตรวจสอบผ่านการติดต่อกับชายชาวญี่ปุ่นในเอกสารดังกล่าว เขาเล่าว่าเคยได้รับโทรศัพท์จากผู้ที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เตือนว่ากระแสไฟจะถูกตัดหากไม่ให้ข้อมูลบัญชีธนาคาร
 

แม้เขาจะไม่โอนเงินให้ แต่ยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหลายอย่างระหว่างการสนทนา ซึ่งตรงกับข้อมูลที่พบในเอกสาร “ถ้าไฟฟ้าถูกตัดจะเป็นปัญหามาก เพราะผมอาศัยอยู่บนภูเขา” เขากล่าว พร้อมยอมรับว่าข้อมูลหลุดออกไปโดยไม่ทันคิด
 

Reuters ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้ควบคุม Royal Hill โดยตรง เนื่องจากข้อมูลกรรมสิทธิ์ที่ดินในกัมพูชาเข้าถึงได้ยาก เอกสารภาษาจีนที่พบระบุว่า ผู้บริหารที่ไม่เปิดเผยตัวได้ปล่อยเช่าพื้นที่ให้กลุ่มหลอกลวงหลายกลุ่ม ขณะที่บุคคลชื่อ Zhang ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้เช่ารายหนึ่ง ไม่ตอบกลับคำขอแสดงความคิดเห็น
 

รัฐบาลกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า คอมพาวด์ดังกล่าวเป็นโรงแรมที่ถูกไทยเข้ายึดโดยใช้กำลัง ด้าน Touch Sokhak โฆษกกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่ารัฐบาล “มีเจตจำนง” ในการปราบปรามศูนย์สแกม และย้ำคำมั่นว่าจะขจัดอาชญากรรมไซเบอร์ให้หมดไปภายในเดือนเมษายน
 

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมหลอกลวงไซเบอร์ระดับโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คอมพาวด์จำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่บริหารโดยแก๊งอาชญากรชาวจีน และใช้แรงงานที่เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ภายใต้สภาพโหดร้าย กระจายอยู่ในกัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ และพื้นที่ไร้กฎหมายตามแนวชายแดนเมียนมา–ไทย
 

หลายประเทศถูกกดดันจากรัฐบาลต่างชาติ รวมถึงสหรัฐ ซึ่งประเมินว่าชาวอเมริกันสูญเงินกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ให้กับศูนย์สแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2024
 

การโจมตีทางอากาศของไทยในเดือนธันวาคม ซึ่งกองทัพระบุว่าคอมพาวด์เหล่านี้ถูกใช้เป็นฐานปล่อยโดรน รวมถึงการกวาดล้างของรัฐบาลกัมพูชา ทำให้มีผู้คนกว่า 100,000 คนอพยพออกจากคอมพาวด์ทั่วประเทศ หลายคนไปต่อคิวหน้าสถานทูตในกรุงพนมเปญเพื่อขอความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ ซึ่ง Amnesty International ระบุว่าเป็น “วิกฤตด้านมนุษยธรรม”
 

ความจริงอันโหดร้าย
 

Royal Hill ตั้งอยู่ในเมืองชายแดน O’Smach ซึ่งรายงาน Trafficking in Persons Report ปี 2024 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่าเป็นพื้นที่ศูนย์กลางการละเมิดสิทธิมนุษยชน
 

เอกสารจากส่วนที่เชื่อว่าใช้โดยฝ่ายบริหาร แสดงให้เห็นการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด เช่น การฝึกซ้อมรับมือจลาจล การสั่งห้ามคนภายนอกเข้าใกล้ การห้ามใช้บริการส่งอาหาร และข้อกำหนดด้านพฤติกรรม “อย่างมีอารยธรรม”
 

ยังพบงบการเงินที่ระบุว่า ผู้บริหารเรียกเก็บค่าเช่าจากกลุ่มหลอกลวงหลายพันดอลลาร์ต่อเดือน โดยบางกลุ่มค้างชำระ นอกจากนี้ยังพบข้อมูลกระเป๋าเงินคริปโต ซึ่ง Nick Smart จาก Crystal Intelligence ระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับบริการความเสี่ยงสูงหลายแห่ง
 

บันทึกหนึ่งลงวันที่ตุลาคม 2025 ระบุว่า วันนั้นคนโทรศัพท์หลอกลวงต้องเผชิญแต่ “คำด่าและการตอบโต้รู้ทันสแกม”
 

อดีตแรงงานในคอมพาวด์ใกล้เคียง ซึ่งเป็นชาวมาดากัสการ์และระบุว่าตนเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ให้ข้อมูลกับ Reuters ว่าสภาพที่พบสอดคล้องกับประสบการณ์ของเขา โดยเขาได้รับอนุญาตให้ออกมาได้หลังไทยเริ่มโจมตี และได้รับหนังสือเดินทางคืน
 

Delphine Schantz ตัวแทนภูมิภาคของ United Nations Office on Drugs and Crime ระบุว่า แม้มีการกวาดล้าง แต่เครือข่ายเหล่านี้มักย้ายที่ตั้งและแตกตัวเป็นหน่วยย่อย “ศูนย์สแกมกำลังผุดขึ้นทั่วโลก ตามโมเดลเดียวกับที่เราเห็นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”


แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่