ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างประเมินการปรับเวลาเปิดซื้อขายหุ้น หลังโบรกเกอร์ชี้ต้นทุนพุ่ง วอลุ่มยังไม่คุ้ม เดินหน้าทบทวนกฎเกณฑ์ทั้งระบบรับมือการแข่งขันตลาดหุ้นภูมิภาค เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ผลักดัน TISA พร้อมจับตาฟันด์โฟลว์ต่างชาติและปัจจัยการเมืองหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ.
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางปรับเวลาเปิดทำการซื้อขายหุ้น โดยเฉพาะช่วงภาคบ่าย จากเดิมที่เคยเปิดเวลา 14.30 น. มาเป็น 14.00 น. ซึ่งเริ่มใช้มานานเกือบ 2 ปี
อาจมีความเป็นไปได้ที่จะปรับกลับไปใช้เวลาเดิม หลังได้รับข้อร้องเรียนจากบริษัทหลักทรัพย์ว่าการขยายเวลาซื้อขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาระต้นทุนด้านปฏิบัติการ (operation cost) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ แม้วอลุ่มการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 30,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ราว 47,000 ล้านบาทในปัจจุบัน แต่ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งชั่วโมงดังกล่าว ยังอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้น โดยจากการรับฟังความเห็นเบื้องต้นจากบริษัทหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่ยังมองว่าไม่คุ้มค่าและอาจต้องรอให้สภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในระดับสูงเหมือนในอดีตก่อน การขยายเวลาซื้อขายจึงจะมีความน่าสนใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับเวลาเทรดจะไม่ดูเพียงปัจจัยเดียว แต่จะประเมินภาพรวมทั้งหมด เนื่องจากยังมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องบางส่วนที่ต้องการขยายเวลาซื้อขาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์อ้างอิงในต่างประเทศ ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้รูปแบบเวลาเดิมกับรูปแบบใหม่อย่างรอบคอบ โดยความเห็นส่วนตัว หากอิงจากคอมเมนต์ของโบรกเกอร์จำนวนมาก การกลับไปใช้เวลาเดิมอาจเหมาะสมกว่า
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเสนอต่อรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง หนึ่งในประเด็นสำคัญคือโครงการ TISA (Thailand Individual Saving Account) ซึ่งเป็นบัญชีออมเพื่อการลงทุนระยะยาวแบบถาวร เพื่อแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับกองทุน LTF ที่เมื่อครบกำหนดมักเกิดแรงขายกดดันตลาด โดย TISA จะช่วยทั้งตลาดทุนและประชาชนในการวางแผนการออมอย่างมั่นคง พร้อมทั้งผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้สำนักงาน ก.ล.ต. ในการบังคับใช้กฎหมายและลงโทษพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้รวดเร็วขึ้น เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในตลาดทุน
นายอัสสเดชกล่าวว่า ทิศทางการเลือกตั้งของไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติประเมินว่าผลการเลือกตั้งไม่น่ากระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากข้อดีของประเทศไทยคือการมีรัฐบาลในรูปแบบพรรคร่วมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการสอบถามนักลงทุนต่างชาติพบว่า มีมุมมองค่อนข้างเป็นกลางต่อโครงสร้างรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมในรูปแบบใด ธุรกิจยังสามารถเดินหน้าต่อได้ และไม่เคยมีนโยบายที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่าคือ การมีนโยบายหรือความร่วมมือทางการเมืองที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้ โดยความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนมองว่าประเทศไทยยังไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ
ในช่วงปีที่ผ่านมาการแข่งขันระหว่างตลาดหุ้นในภูมิภาคมีความเข้มข้นมากขึ้น จากความแตกต่างด้านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการพยุงตลาดทุนของแต่ละประเทศ อีกทั้งยังมีบางตลาดที่เชิญชวนบริษัทไทยไปจดทะเบียนมากขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องเร่งทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อทบทวนขั้นตอนและความยากง่ายในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพ (quality) และปริมาณ (quantity) ของบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างความน่าสนใจทั้งในแง่เงินทุน ค่า P/E และมูลค่าหุ้น
นายอัสสเดชยอมรับว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการออกกฎเกณฑ์ใหม่หลายประการ และมีเสียงสะท้อนจากนักลงทุนต่างชาติว่ากฎอาจมีจำนวนมากและเปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงอยู่ระหว่างการทบทวนเพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์แบบทำครั้งเดียวและไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน พร้อมเดินหน้าดึงดูดผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดทุนไทย
นายอัสสเดชกล่าวว่าเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกระแสเงินทุนต่างชาติ (fund flow) จากการพูดคุยกับโบรกเกอร์ที่ดูแลนักลงทุนต่างประเทศ พบว่านักลงทุนที่กลับเข้ามาในช่วงนี้ ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนระยะยาว สะท้อนความเชื่อมั่นว่าตลาดทุนไทยยังมีความน่าสนใจและมีเสน่ห์เพียงพอในการดึงดูดเงินทุนระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องของฟันด์โฟลว์ยังต้องติดตามหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองภายในประเทศ
หากพิจารณาฟันด์โฟลว์ในระยะสั้น ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เม็ดเงินไหลเข้าราวหนึ่งหมื่นล้านบาทเริ่มชะลอตัว และในช่วง 2-3 วันทำการล่าสุด มีทั้งเงินเข้าและออกมากขึ้น ลักษณะคล้ายเป็นการซื้อขายเพื่อเก็งกำไร (trading) มากกว่าการลงทุนระยะยาว โดยหลังการเลือกตั้ง หากสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนและไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์มากนัก ฟันด์โฟลว์อาจกลับมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นอย่างความกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเงินบาทในปัจจุบันอาจแข็งค่าเกินพื้นฐานเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติต้องพิจารณา
ในส่วนโครงการ BOI to IPO มีเป้าหมายดึงดูดธุรกิจใหม่ๆ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้ามาในตลาดทุนไทย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและสภาพคล่องของตลาด โดยหากมองย้อนหลัง 30 ปี จะพบว่าโครงสร้างของดัชนีหุ้นไทยใน SET50 แทบไม่เปลี่ยนแปลง แตกต่างจากตลาดสหรัฐที่มีการหมุนเวียนบริษัทใหม่เกือบ 90% โครงการนี้จึงมุ่งดึงธุรกิจจากต่างประเทศในสาขาที่มีศักยภาพใหม่ๆให้เข้ามาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุน และเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงธุรกิจเหล่านี้
ส่วนประเด็นดัชนี MSCI น้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI Index โดยเฉพาะ MSCI Emerging Markets ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เข้าพบและศึกษาปัจจัยที่ทำให้น้ำหนักลดลง พบว่าหนึ่งในประเด็นสำคัญคือข้อจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจและต้องการถือหุ้นมากกว่าเพดานที่กำหนด รวมถึงไม่ต้องการถือผ่าน NVDR แต่ต้องการสิทธิในการออกเสียง ทั้งนี้ ยังต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนหรือสร้างทางเลือกใหม่ได้อย่างไร
นอกจากนี้ MSCI ยังพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) และสภาพคล่องของหุ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงผลักดันโครงการ Jump+ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนกลับมาลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจของตนเอง เนื่องจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีโอกาสเติบโตชัดเจนในอนาคต...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.prachachat.net/finance/news-1961797
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เล็งปรับเวลาเทรด พร้อมชง TISA รัฐบาลใหม่ ดึงฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อ.
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางปรับเวลาเปิดทำการซื้อขายหุ้น โดยเฉพาะช่วงภาคบ่าย จากเดิมที่เคยเปิดเวลา 14.30 น. มาเป็น 14.00 น. ซึ่งเริ่มใช้มานานเกือบ 2 ปี อาจมีความเป็นไปได้ที่จะปรับกลับไปใช้เวลาเดิม หลังได้รับข้อร้องเรียนจากบริษัทหลักทรัพย์ว่าการขยายเวลาซื้อขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาระต้นทุนด้านปฏิบัติการ (operation cost) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ แม้วอลุ่มการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 30,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ราว 47,000 ล้านบาทในปัจจุบัน แต่ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งชั่วโมงดังกล่าว ยังอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้น โดยจากการรับฟังความเห็นเบื้องต้นจากบริษัทหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่ยังมองว่าไม่คุ้มค่าและอาจต้องรอให้สภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยกลับมาอยู่ในระดับสูงเหมือนในอดีตก่อน การขยายเวลาซื้อขายจึงจะมีความน่าสนใจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับเวลาเทรดจะไม่ดูเพียงปัจจัยเดียว แต่จะประเมินภาพรวมทั้งหมด เนื่องจากยังมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องบางส่วนที่ต้องการขยายเวลาซื้อขาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์อ้างอิงในต่างประเทศ ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้รูปแบบเวลาเดิมกับรูปแบบใหม่อย่างรอบคอบ โดยความเห็นส่วนตัว หากอิงจากคอมเมนต์ของโบรกเกอร์จำนวนมาก การกลับไปใช้เวลาเดิมอาจเหมาะสมกว่า
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเสนอต่อรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง หนึ่งในประเด็นสำคัญคือโครงการ TISA (Thailand Individual Saving Account) ซึ่งเป็นบัญชีออมเพื่อการลงทุนระยะยาวแบบถาวร เพื่อแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับกองทุน LTF ที่เมื่อครบกำหนดมักเกิดแรงขายกดดันตลาด โดย TISA จะช่วยทั้งตลาดทุนและประชาชนในการวางแผนการออมอย่างมั่นคง พร้อมทั้งผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้สำนักงาน ก.ล.ต. ในการบังคับใช้กฎหมายและลงโทษพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้รวดเร็วขึ้น เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในตลาดทุน
นายอัสสเดชกล่าวว่า ทิศทางการเลือกตั้งของไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติประเมินว่าผลการเลือกตั้งไม่น่ากระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากข้อดีของประเทศไทยคือการมีรัฐบาลในรูปแบบพรรคร่วมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการสอบถามนักลงทุนต่างชาติพบว่า มีมุมมองค่อนข้างเป็นกลางต่อโครงสร้างรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมในรูปแบบใด ธุรกิจยังสามารถเดินหน้าต่อได้ และไม่เคยมีนโยบายที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่าคือ การมีนโยบายหรือความร่วมมือทางการเมืองที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้ โดยความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนมองว่าประเทศไทยยังไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ
ในช่วงปีที่ผ่านมาการแข่งขันระหว่างตลาดหุ้นในภูมิภาคมีความเข้มข้นมากขึ้น จากความแตกต่างด้านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการพยุงตลาดทุนของแต่ละประเทศ อีกทั้งยังมีบางตลาดที่เชิญชวนบริษัทไทยไปจดทะเบียนมากขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องเร่งทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อทบทวนขั้นตอนและความยากง่ายในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพ (quality) และปริมาณ (quantity) ของบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างความน่าสนใจทั้งในแง่เงินทุน ค่า P/E และมูลค่าหุ้น
นายอัสสเดชยอมรับว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการออกกฎเกณฑ์ใหม่หลายประการ และมีเสียงสะท้อนจากนักลงทุนต่างชาติว่ากฎอาจมีจำนวนมากและเปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงอยู่ระหว่างการทบทวนเพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์แบบทำครั้งเดียวและไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน พร้อมเดินหน้าดึงดูดผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดทุนไทย
นายอัสสเดชกล่าวว่าเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกระแสเงินทุนต่างชาติ (fund flow) จากการพูดคุยกับโบรกเกอร์ที่ดูแลนักลงทุนต่างประเทศ พบว่านักลงทุนที่กลับเข้ามาในช่วงนี้ ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนระยะยาว สะท้อนความเชื่อมั่นว่าตลาดทุนไทยยังมีความน่าสนใจและมีเสน่ห์เพียงพอในการดึงดูดเงินทุนระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องของฟันด์โฟลว์ยังต้องติดตามหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองภายในประเทศ
หากพิจารณาฟันด์โฟลว์ในระยะสั้น ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เม็ดเงินไหลเข้าราวหนึ่งหมื่นล้านบาทเริ่มชะลอตัว และในช่วง 2-3 วันทำการล่าสุด มีทั้งเงินเข้าและออกมากขึ้น ลักษณะคล้ายเป็นการซื้อขายเพื่อเก็งกำไร (trading) มากกว่าการลงทุนระยะยาว โดยหลังการเลือกตั้ง หากสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนและไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์มากนัก ฟันด์โฟลว์อาจกลับมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นอย่างความกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเงินบาทในปัจจุบันอาจแข็งค่าเกินพื้นฐานเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติต้องพิจารณา
ในส่วนโครงการ BOI to IPO มีเป้าหมายดึงดูดธุรกิจใหม่ๆ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้ามาในตลาดทุนไทย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและสภาพคล่องของตลาด โดยหากมองย้อนหลัง 30 ปี จะพบว่าโครงสร้างของดัชนีหุ้นไทยใน SET50 แทบไม่เปลี่ยนแปลง แตกต่างจากตลาดสหรัฐที่มีการหมุนเวียนบริษัทใหม่เกือบ 90% โครงการนี้จึงมุ่งดึงธุรกิจจากต่างประเทศในสาขาที่มีศักยภาพใหม่ๆให้เข้ามาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุน และเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงธุรกิจเหล่านี้
ส่วนประเด็นดัชนี MSCI น้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI Index โดยเฉพาะ MSCI Emerging Markets ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เข้าพบและศึกษาปัจจัยที่ทำให้น้ำหนักลดลง พบว่าหนึ่งในประเด็นสำคัญคือข้อจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจและต้องการถือหุ้นมากกว่าเพดานที่กำหนด รวมถึงไม่ต้องการถือผ่าน NVDR แต่ต้องการสิทธิในการออกเสียง ทั้งนี้ ยังต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนหรือสร้างทางเลือกใหม่ได้อย่างไร
นอกจากนี้ MSCI ยังพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) และสภาพคล่องของหุ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงผลักดันโครงการ Jump+ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนกลับมาลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจของตนเอง เนื่องจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีโอกาสเติบโตชัดเจนในอนาคต...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1961797