
เครดิตภาพ:ผู้จัดการออนไลน์
สิ่งที่ผมเห็น ผมว่าพรรคประชาชน เขามีสไตล์ที่ "แหวกแนว" กว่าพรรคอื่นชัดเจนเลย คือเขาไม่ได้มาหาเสียงแบบนักการเมืองทั่วไป แต่มาในทรง "นักเคลื่อนไหว" (Activist) เต็มตัวครับ
ลองสังเกตดูเวลาเขาพูด เขาไม่ได้มานั่งบอกแค่ว่าจะแก้ซอยนี้ หรือลดค่าไฟกี่บาทแบบเฉพาะจุด แต่เขาชอบลากทุกอย่างไปที่ "โครงสร้าง" เสมอ ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็จะบอกว่ามันเป็นเพราะอำนาจไม่สมดุลบ้าง กฎหมายไม่แฟร์บ้างล่ะ หรือเศรษฐกิจเอื้อกลุ่มทุนบ้างล่ะ คือเขาเปลี่ยนการเมืองจากการ "บริหารประเทศ" ให้กลายเป็น "การปฏิวัติโครงสร้าง" ไปเลย ซึ่งนี่คือท่ามาตรฐานของพวกขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเขาทำกัน
ที่สำคัญคือเขาใช้ "ภาษาเชิงศีลธรรม" มาเป็นตัวขับเคลื่อนครับ เขาไม่ได้สู้กันด้วยตัวเลขอย่างเดียว แต่สู้ด้วยความรู้สึกว่า "นี่คือความถูกต้อง" กับ "นี่คือความอยุติธรรม" มันเป็นการแบ่งข้างระหว่างประชาชนกับกลุ่มอำนาจเดิมแบบชัดๆ ซึ่งวิธีพูดแบบนี้มันได้ใจคน เพราะมันทำให้คนรู้สึกว่าการไปเลือกตั้งไม่ใช่แค่การไปเลือกผู้จัดการบริษัทมาดูแลประเทศ แต่มันคือการ "ยืนอยู่ข้างความถูกต้อง" มันเลยเกิดความผูกพันทางอารมณ์ที่สูงมาก
อีกอย่างที่เก่งคือ เขาทำให้คนรู้สึกว่าพรรคเขาไม่ใช่แค่พรรคการเมือง แต่เป็น "ขบวนการ"ครับ ใครที่เชียร์จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แค่ไปกาใบบัตรแล้วจบ แต่ฉันคือส่วนหนึ่งของภารกิจเปลี่ยนประเทศนะ มันกลายเป็นเรื่องของตัวตน กลายเป็นความภูมิใจร่วมกัน ซึ่งในทางจิตวิทยาการเมืองเนี่ย วิธีนี้มันสร้างฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นสุดๆ
พอหันไปมองพรรคอื่น เราจะเห็นความต่างทันทีเลยครับ
เพื่อไทย เขาจะพูดทรง "ผู้บริหาร" เน้นปากท้อง เงินในกระเป๋า โอกาสทางเศรษฐกิจ คือเน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เก่ง
ภูมิใจไทย จะมาสาย "นักเลงเจ้าที่" เน้นทำจริงในพื้นที่ แก้ปัญหาท้องถิ่น ไม่ค่อยสนอุดมการณ์ซับซ้อน
รวมไทยสร้างชาติ จะเน้นความมั่นคง ระเบียบวินัย เรื่องพลังงานที่ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ รักษาผลงานของเขาเอาไว้
ประชาธิปัตย์จะ มาทรง "สถาบัน" เน้นหลักการและศีลธรรมแบบอนุรักษนิยม
ต้องยอมรับตรงๆครับว่าสไตล์นี้ของพรรคประชาชน "เลี่ยงความขัดแย้งยากมาก"
การมองการเมืองเป็นเกมที่แพ้ชนะเบ็ดเสร็จ (Zero-sum Game)นี้ วาทกรรมนักเคลื่อนไหวมักจะไม่มีคำว่า "ถอยคนละก้าว" เพราะอุดมการณ์มันยอมกันไม่ได้ ความต่างของมุมมองเลยกลายเป็นการปะทะกันแทนที่จะเป็นการดีเบต
ถ้าจะให้พูดแบบตรงไปตรงมาเหมือนนั่งปรับทุกข์กันนะ ผมว่าไอ้การใช้ภาษาประเภท
“เราคือความถูกต้อง” แล้วตราหน้าคนอื่นว่า
“คือความอยุติธรรม” เนี่ย มันคือการวางระเบิดการสนทนาดีๆ นี่เอง
ลองนึกดูนะครับ พอเราขีดเส้นแบ่งโลกเป็นขาวกับดำแบบนี้ คนที่เขาพยายามวางตัวเป็นกลาง หรือคนที่แค่อยากจะมองปัญหาแบบคนวงนอกเพื่อหาทางออกรอบด้าน เขาจะไปต่อไม่ถูกเลย เพราะจากเดิมที่ควรจะมาช่วยกันคิดว่า “เฮ้ย ปัญหานี้จะแก้ย่างไรดี?” มันกลับกลายเป็นต้องมาเลือกว่า “จะอยู่ฝั่งคนดีหรือฝั่งคนเลว?”
แล้วที่ร้ายที่สุดคือ คนที่เขาเห็นต่างพอมารู้ตัวอีกที อ้าว! ตรูถูกด่าว่าเป็น
“คนเลว” เป็น
“พวกไดโนเสาร์” ไปซะแล้ว พอถูกตราหน้าแบบนี้ ใครมันจะอยากหันหน้ามาคุยด้วยล่ะครับ? มันเหมือนปิดประตูใส่หน้ากันตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเจรจา สุดท้ายความพยายามจะหาจุดร่วมเพื่อขยับประเทศไปข้างหน้ามันเลยพังพินาศ เพราะทุกคนต่างคนต่างถือธงความถูกต้องของตัวเองไว้แน่นจนไม่เหลือพื้นที่ให้คำว่า “ประนีประนอม”
วาทกรรมแบบนี้มันปลุกใจคนฝั่งเราได้นั่นแหละ แต่ในระยะยาวมันคือการสร้างกำแพงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเราคุยกับคนในบ้านเดียวกันไม่รู้เรื่องอีกต่อไปครับ
สรุปง่ายๆ คือ พรรคประชาชนเขาโดดเด่นที่สุดในแง่การปลุกพลังครับ เขาเปลี่ยนสนามเลือกตั้งให้เป็นสนามรบทางอุดมการณ์ ใช้ภาษาที่เร้าอารมณ์ บีบให้คนรู้สึกว่า "ต้องเปลี่ยนเดี๋ยวนี้" และ "ทนแบบเดิมไม่ได้แล้ว" ซึ่งทั้งหมดนี้มันคือ DNA ของนักเคลื่อนไหวที่ถูกเอามาปรับใช้กับการเมืองสมัยใหม่ได้อย่างแสบสันจริงๆ ครับ
วิเคราะห์การหาเสียงสไตล์ "นักเคลื่อนไหว": ท่ามาตรฐานที่พรรคประชาชนใช้เขย่าการเมืองไทย
เครดิตภาพ:ผู้จัดการออนไลน์
สิ่งที่ผมเห็น ผมว่าพรรคประชาชน เขามีสไตล์ที่ "แหวกแนว" กว่าพรรคอื่นชัดเจนเลย คือเขาไม่ได้มาหาเสียงแบบนักการเมืองทั่วไป แต่มาในทรง "นักเคลื่อนไหว" (Activist) เต็มตัวครับ
ลองสังเกตดูเวลาเขาพูด เขาไม่ได้มานั่งบอกแค่ว่าจะแก้ซอยนี้ หรือลดค่าไฟกี่บาทแบบเฉพาะจุด แต่เขาชอบลากทุกอย่างไปที่ "โครงสร้าง" เสมอ ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็จะบอกว่ามันเป็นเพราะอำนาจไม่สมดุลบ้าง กฎหมายไม่แฟร์บ้างล่ะ หรือเศรษฐกิจเอื้อกลุ่มทุนบ้างล่ะ คือเขาเปลี่ยนการเมืองจากการ "บริหารประเทศ" ให้กลายเป็น "การปฏิวัติโครงสร้าง" ไปเลย ซึ่งนี่คือท่ามาตรฐานของพวกขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเขาทำกัน
ที่สำคัญคือเขาใช้ "ภาษาเชิงศีลธรรม" มาเป็นตัวขับเคลื่อนครับ เขาไม่ได้สู้กันด้วยตัวเลขอย่างเดียว แต่สู้ด้วยความรู้สึกว่า "นี่คือความถูกต้อง" กับ "นี่คือความอยุติธรรม" มันเป็นการแบ่งข้างระหว่างประชาชนกับกลุ่มอำนาจเดิมแบบชัดๆ ซึ่งวิธีพูดแบบนี้มันได้ใจคน เพราะมันทำให้คนรู้สึกว่าการไปเลือกตั้งไม่ใช่แค่การไปเลือกผู้จัดการบริษัทมาดูแลประเทศ แต่มันคือการ "ยืนอยู่ข้างความถูกต้อง" มันเลยเกิดความผูกพันทางอารมณ์ที่สูงมาก
อีกอย่างที่เก่งคือ เขาทำให้คนรู้สึกว่าพรรคเขาไม่ใช่แค่พรรคการเมือง แต่เป็น "ขบวนการ"ครับ ใครที่เชียร์จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แค่ไปกาใบบัตรแล้วจบ แต่ฉันคือส่วนหนึ่งของภารกิจเปลี่ยนประเทศนะ มันกลายเป็นเรื่องของตัวตน กลายเป็นความภูมิใจร่วมกัน ซึ่งในทางจิตวิทยาการเมืองเนี่ย วิธีนี้มันสร้างฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นสุดๆ
พอหันไปมองพรรคอื่น เราจะเห็นความต่างทันทีเลยครับ
เพื่อไทย เขาจะพูดทรง "ผู้บริหาร" เน้นปากท้อง เงินในกระเป๋า โอกาสทางเศรษฐกิจ คือเน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เก่ง
ภูมิใจไทย จะมาสาย "นักเลงเจ้าที่" เน้นทำจริงในพื้นที่ แก้ปัญหาท้องถิ่น ไม่ค่อยสนอุดมการณ์ซับซ้อน
รวมไทยสร้างชาติ จะเน้นความมั่นคง ระเบียบวินัย เรื่องพลังงานที่ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ รักษาผลงานของเขาเอาไว้
ประชาธิปัตย์จะ มาทรง "สถาบัน" เน้นหลักการและศีลธรรมแบบอนุรักษนิยม
ต้องยอมรับตรงๆครับว่าสไตล์นี้ของพรรคประชาชน "เลี่ยงความขัดแย้งยากมาก"
การมองการเมืองเป็นเกมที่แพ้ชนะเบ็ดเสร็จ (Zero-sum Game)นี้ วาทกรรมนักเคลื่อนไหวมักจะไม่มีคำว่า "ถอยคนละก้าว" เพราะอุดมการณ์มันยอมกันไม่ได้ ความต่างของมุมมองเลยกลายเป็นการปะทะกันแทนที่จะเป็นการดีเบต
ถ้าจะให้พูดแบบตรงไปตรงมาเหมือนนั่งปรับทุกข์กันนะ ผมว่าไอ้การใช้ภาษาประเภท “เราคือความถูกต้อง” แล้วตราหน้าคนอื่นว่า “คือความอยุติธรรม” เนี่ย มันคือการวางระเบิดการสนทนาดีๆ นี่เอง
ลองนึกดูนะครับ พอเราขีดเส้นแบ่งโลกเป็นขาวกับดำแบบนี้ คนที่เขาพยายามวางตัวเป็นกลาง หรือคนที่แค่อยากจะมองปัญหาแบบคนวงนอกเพื่อหาทางออกรอบด้าน เขาจะไปต่อไม่ถูกเลย เพราะจากเดิมที่ควรจะมาช่วยกันคิดว่า “เฮ้ย ปัญหานี้จะแก้ย่างไรดี?” มันกลับกลายเป็นต้องมาเลือกว่า “จะอยู่ฝั่งคนดีหรือฝั่งคนเลว?”
แล้วที่ร้ายที่สุดคือ คนที่เขาเห็นต่างพอมารู้ตัวอีกที อ้าว! ตรูถูกด่าว่าเป็น “คนเลว” เป็น “พวกไดโนเสาร์” ไปซะแล้ว พอถูกตราหน้าแบบนี้ ใครมันจะอยากหันหน้ามาคุยด้วยล่ะครับ? มันเหมือนปิดประตูใส่หน้ากันตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเจรจา สุดท้ายความพยายามจะหาจุดร่วมเพื่อขยับประเทศไปข้างหน้ามันเลยพังพินาศ เพราะทุกคนต่างคนต่างถือธงความถูกต้องของตัวเองไว้แน่นจนไม่เหลือพื้นที่ให้คำว่า “ประนีประนอม”
วาทกรรมแบบนี้มันปลุกใจคนฝั่งเราได้นั่นแหละ แต่ในระยะยาวมันคือการสร้างกำแพงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเราคุยกับคนในบ้านเดียวกันไม่รู้เรื่องอีกต่อไปครับ
สรุปง่ายๆ คือ พรรคประชาชนเขาโดดเด่นที่สุดในแง่การปลุกพลังครับ เขาเปลี่ยนสนามเลือกตั้งให้เป็นสนามรบทางอุดมการณ์ ใช้ภาษาที่เร้าอารมณ์ บีบให้คนรู้สึกว่า "ต้องเปลี่ยนเดี๋ยวนี้" และ "ทนแบบเดิมไม่ได้แล้ว" ซึ่งทั้งหมดนี้มันคือ DNA ของนักเคลื่อนไหวที่ถูกเอามาปรับใช้กับการเมืองสมัยใหม่ได้อย่างแสบสันจริงๆ ครับ