https://www.facebook.com/share/p/1btQosPHp3/
ได้ฟังปราศรัยพรรคประชาชนเมื่อวาน แล้วเกิดความรู้สึก "อยากขอบคุณนักการเมือง" ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในชีวิต ถึงตรงนี้ไม่มีใครรู้ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นยังไง แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานของพรรคประชาชนที่แสดงให้เห็นคือ "เราต้องเชื่อในอนาคต และอยู่กับอนาคต"
คนที่ปราศรัยแล้วรู้สึกว่าทุกถ้อยคำออกมา "จากใจ" ที่สุดคนหนึ่งคือ ไอซ์-รักชนก ย้อนกลับไปในอดีต ไอซ์มีภาพชีวิต ประสบการณ์ ความทรงจำที่ทับถมกันมากมาย รวมถึงอุดมการณ์ในอดีต พฤติกรรมในอดีต ถ้อยคำในอดีตที่ก็ยังถูกนำมาใช้เพื่อโจมตีเธอในปัจจุบัน บางสิ่งที่เธอทำในอดีตผมไม่เห็นด้วย แต่ด้วยพลัง ความจริงใจ ความมุ่งมั่นของเธอในปัจจุบัน มันได้พิสูจน์ให้ผมเชื่อว่า เธอมีเจตนาดีต่อประชาชน และมีความมุ่งหวังที่ดีต่อประเทศนี้จริงๆ และผมคิดว่าคุณพี่แม่ค้าขายข้าวโพดที่พะเยาซึ่งจับมือไอซ์ น้ำตาคลอเบ้า แล้วพูดด้วยแววตามุ่งมั่นว่า "ทำให้เต็มที่เลยนะลูกนะ" ก็รู้สึกแบบเดียวกัน คือสัมผัสได้ว่าหัวใจของเธอคนนี้อยากเข้าไปแก้ปัญหาให้ประชาชนจริงๆ
ผมได้ยินเสียงของเธอตั้งแต่ช่วงโควิด ตอน Clubhouse กำลังฮิต เธอเข้าไปมีส่วนร่วมในสารพัดห้อง ตอนนั้นยังคิดในใจว่า "คนนี้เค้าเห่อการตื่นตัวทางการเมืองจังนะ" พูดจาฉะฉาน แรง ฟาด ตรง บอกตามตรงคือไม่ค่อยชอบใจท่าทีของเธอนัก (และพอมาถึงตอนนี้ก็พบว่าตัวเองช่างด่วนตัดสินคนอื่นเหลือเกิน)
แต่แล้วพอมาลงการเมืองก็ได้เห็นพัฒนาการและความตั้งใจจริงในการตรวจสอบเรื่องประกันสังคม ปะ-ฉะ-ดะแบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม เธอยังคงกล้าหาญและเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันเหมือนเดิม แต่ท่าที คำพูดคำจา "เติบโต" ขึ้นอย่างมาก
ผมไม่ได้เขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อชื่นชมไอซ์-รักชนก และไม่ได้เขียนเพื่อชวนกันไปเลือกพรรคส้ม มาถึงโค้งนี้แล้ว ทุกคนตัดสินใจกันไปหมดแล้วล่ะมั้ง ผมเพียงอยากสะท้อนให้ฟังว่า คนแบบนี้แหละที่ทำให้ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของการเปลี่ยนแปลง และเลิกตัดสินคนจากอดีตหรือกระทั่งปัจจุบัน
เพราะทุกคนมี "อนาคต" ที่รออยู่
ขึ้นชื่อว่ามนุษย์--ล้วนไม่เคยหยุดนิ่ง
เราอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อม รับข้อมูลข่าวสาร ตื่นตัว ต่อยอด หล่อหลอม ก่อร่างเป็นความเข้าใจใหม่ เป็นตัวตนใหม่ เป็นพฤติกรรมใหม่ เป็นอุดมการณ์ใหม่ เป็นเจตจำนงใหม่
ตราบที่เราไม่ "ขัง" ตัวเองไว้กับตัวตนเดิม ข้อมูลชุดเก่า ความคิดเก่า แล้ว "เปิด" ออกไปสู่ส่วนผสมใหม่ๆ มนุษย์คนหนึ่งมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้อีกไกลมาก และตัวตนใหม่อาจสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นได้อีกมากมาย
ยอมรับกันเถิดว่า มนุษย์ทุกคน-กระทั่งตัวเราเอง-ก็เริ่มต้นจากตัวตนที่ยังดิบห่าม ไม่รู้จักโลกถี่ถ้วน ไม่รอบคอบ ไม่ลงตัว และไร้เดียงสาด้วยกันทั้งนั้น ในช่วงเวลานั้นเราอาจเข้าใจโลกผิดไป อาจแสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง อาจรับฟังคนอื่นน้อย เชื่อมั่นและยึดมั่นในตัวเองสูง ในช่วงเวลานั้นเราไม่ได้ "น่ารัก" เท่าไหร่หรอก
และเอาเข้าจริง มนุษย์ทุกคนก็ล้วนโง่ก่อนฉลาดด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งมองย้อนอดีตไปมากเท่าไหร่ ผมยิ่งตระหนักว่าตัวตนในปัจจุบันต้องมีความโง่ที่รอให้ตัวตนในอนาคตหันมาหัวเราะและยิ้มให้แน่ๆ
แต่เรามักตัดสินคนอื่นจาก "อดีต" และขังเขาไว้กับเรื่องราวในอดีต โดยไม่ให้โอกาส ไม่มองปัจจุบัน และไม่เห็นศักยภาพที่จะพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต
ผมแอบคิดว่า เวลาเราตัดสินใครจากอดีต ตัวเราเองก็ขังตัวเองไว้กับอดีตด้วยเหมือนกัน เราไม่ให้โอกาสตัวเองเปลี่ยนความคิด รับฟังข้อมูลใหม่ๆ เปิดใจเรียนรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่จะพาเราไปสู่ "ตัวตนอนาคต" ที่เปิดกว้างขึ้น คิดรอบด้านขึ้น มองเห็นความเป็นไปได้ใหม่มากขึ้นได้
รวมถึง "ตัวตนอนาคตของประเทศ" ด้วย
ถ้าเราเปิดกว้าง เปิดรับข้อมูลที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ตัวเองชอบและยึดถือมาตลอด เราอาจมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ซึ่งแตกต่างจากที่เป็นมาและเป็นอยู่
มันคือการ "เชื่อในอนาคต"
มิใช่ "ขังตัวเองไว้กับอดีต"
การเชื่อในอนาคตคือเชื่อในพัฒนาการว่าระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่กระท่อนกระแท่น จะมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ มันไม่ได้ดีงามทันตาเห็นหรอก แต่ "พัฒนาการ" ของคนและของประเทศเกิดขึ้นได้จริง
คนแบบไอซ์คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า คนเรามี "ตัวตนอนาคต" ที่เก่งขึ้น ลงตัวขึ้น ทรงพลังขึ้นอยู่จริงๆ ถ้าเราให้โอกาสเขา และถ้าเขาให้โอกาสตัวเอง
ผ่านเลือกตั้งไปสามรอบ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงจากอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน น้ำเสียง ท่าที เนื้อหา ก็มีความเปลี่ยนแปลงและเติบโต โดยยังมีแก่นแกนที่เป็นตัวตนดั้งเดิมอยู่ แต่ก็มีพัฒนาการที่เสริมจุดแข็ง อุดจุดโหว่ ให้เห็น รวมถึงได้เห็นการก้าวขึ้นมาในบทบาทนำของคนอย่างโรม ไอติม ไอซ์ เท้ง และอีกหลายคน--นี่คือผลลัพธ์ที่ "อนาคต" มอบให้ ย้อนกลับไปแปดปีก่อน หลายคนอาจเพิ่งตั้งไข่ หลายคนอาจไม่สุกงอม หลายคนอาจเพิ่งตื่นตัวทางการเมือง หลายคนกำลังร้อนและแรง แต่เวลาและประสบการณ์จะค่อยๆ บ่มเพาะ "ตัวตนที่ใช่" ขึ้นเอง
ระหว่างเปิดฟังปราศรัยของพรรคประชาชน สิ่งที่รู้สึกมีความหวังก็คือสังคมไทยนี่แหละ เพราะสังคมไทยเองก็มี "ตัวตนอนาคต" อยู่เช่นกัน บางเรื่องที่ไม่เข้าใจกันวันนี้ วันหน้าก็อาจเข้าใจมากขึ้น บางเรื่องที่ไม่เปิดรับฟังกันวันนี้ วันหน้าก็อาจปรับเปลี่ยนจนเจอจุดลงตัว บางเรื่องที่ยังกลัวกังวล วันหน้าก็อาจเข้าใจถูกต้องมากขึ้น--ถ้าเรามองว่าทุกสิ่งมี "พัฒนาการ" นั่นคือเราเชื่อในอนาคตว่าสิ่งที่เป็นอยู่จะไม่เป็นแบบนี้ไปตลอด
สิ่งที่มีอนาคตย่อมมีพัฒนาการ
สิ่งที่ไม่มีพัฒนาการย่อมมีแต่อดีต
มิใช่หรือว่า ในพื้นที่การเมืองทุกคนทุกฝ่ายล้วนพยายามปรับตัวเพื่ออยู่รอด และมีพัฒนาการด้วยกันทั้งสิ้น--ไม่มีใครตรึงตัวเองไว้กับ "อดีต" ได้ตลอดไปหรอก
กระนั้นก็ต้องระวัง หากมีสุ้มเสียงของการโน้มน้าวให้เราเชื่อว่า "พัฒนาการ" คืออันตราย หรือถ้าตัวเราเองมีความรู้สึกกลัวกังวล "พัฒนาการ" เพียงเพราะเราไม่คุ้นชินหรือไม่แน่ใจว่ามันจะนำไปสู่อะไร เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเมื่อไหร่ แปลว่าเราเริ่มหันหลังให้อนาคต แล้วหันกลับมากอดอดีตเอาไว้แน่นหนา
ฟังปราศรัยของไอซ์แล้วหวนนึกถึงสิ่งที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า เคยชื่นชมผู้ที่ทำรัฐประหารว่าเป็นนายกในฝัน เคยยอมรับว่าตัวเองเป็น ignorant แล้วดูเธอวันนี้สิ กลายเป็นนักการเมืองที่ทรงพลัง เป็นที่พึ่งและความหวังของประชาชน--นี่ไง พลังของอนาคต พลังของพัฒนาการ
ผมไม่ทราบหรอกครับว่า อนาคตเบื้องหน้าของคุณไอซ์และพรรคส้มจะเป็นยังไง ถ้าวันหนึ่งพวกเขาได้มีอำนาจ เขาจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนสำเร็จไหม จะกลายร่างไปเป็นคนที่เขาเคยเกลียดไหม--ไม่มีใครรู้ และเพราะเป็นเช่นนั้นก็ป่วยการจะพยากรณ์ไปก่อนในแง่ร้ายด้วยเหมือนกัน
ผมรู้แค่ว่า ประชาชนไทยเองก็มีพัฒนาการ ผ่านการลองผิดลองถูก ผ่านการเลือกพรรคการเมืองมาหลายพรรค ผ่านการรัฐประหาร การเชียร์และประท้วงรัฐประหาร ฯลฯ พวกเราก็มีพัฒนาการทางความคิดอยู่ตลอดเวลา
ทุกคนล้วนมีพัฒนาการ, ตราบที่ไม่ขังตัวเองไว้ในที่แคบ--อดีต
เราเติบโต เปลี่ยนแปลง คิดเป็น
และเมื่อประชาชนเป็นแบบนั้น เราย่อมมีความหวังกับประเทศนี้ได้ เพราะประชาชนทุกคนจะค่อยๆ กลายเป็น "ผู้ตื่นตัวทางการเมือง" ไม่มีใครเสกให้เราหลับไหล เชื่องๆ เซื่องซึมได้อีก
ถ้าพรรคนี้ทำให้เราผิดหวัง เราก็เปลี่ยนไปสู่ทางเลือกที่ดีกว่า
เราไม่ได้มอบความหวังให้ใครหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง เรามีความหวังเพราะเราคิดเองเป็น เราเปิดรับข้อมูล วิเคราะห์ กลั่นกรอง แล้วตัดสินใจด้วยเหตุและผล เราเชื่อในอนาคต ไม่ใช่ของใคร แต่เชื่อในอนาคตของตัวเอง ว่าเรามีสิทธิ์ มีเสียง มีอำนาจในการเลือกชีวิตตัวเองได้
และเมื่อเป็นเช่นนั้น
เท่ากับเรา "เชื่อในอนาคต"
เชื่อใน "การเปลี่ยนแปลง"
เชื่อใน "พัฒนาการ"
ภาพไอซ์บนเวทีปราศรัยเป็นเหมือนแบบจำลองของประชาชนอีกนับแสนนับล้านคนที่เติบโตขึ้นจากความอลหม่านทางการเมืองในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา การเมืองแบบนี้เองที่ทำให้ประชาชนตื่นตัว แม้มีคนบางกลุ่มจะพยายามทำให้คนหมดหวังกับการเมือง แต่เมื่อประชาชนตื่นแล้วย่อมเป็น active citizen ไปตลอด
ไม่ว่าจะชอบพรรคไหน เลือกพรรคไหน มีอุดมการณ์อย่างไร การได้สนทนากัน แลกเปลี่ยน ถกเถียงกัน ยิ่งทำให้ประชาชนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
และเมื่อ "เชื่อในอนาคต" เสียแล้ว ผมก็เชื่อว่าประเทศนี้จะพัฒนาไปสู่จุดที่ดีขึ้นได้ เพราะเราทุกคนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่าประเทศเองก็มีศักยภาพในแบบเดียวกัน
แม้ระหว่างทางของการเปลี่ยนแปลงจะมีอุปสรรค สะดุดลง พังทลายลง แต่ "อนาคต" ที่เป็นสัจธรรมของโลกนี้รอเราอยู่เสมอ
การกักขังคนและสังคมไว้กับ "อดีต" เป็นสิ่งฝืนธรรมชาติ
และเวลาบอกว่าเราเชื่อใน "อนาคต" มันไม่ได้หมายความว่าเราจะฝากอนาคตไว้กับใคร มันหมายความว่า เราเชื่อว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมสร้าง "อนาคต" ไปด้วยกัน หากผิดหวังกับนักการเมือง พรรคการเมือง เรา-ประชาชน-ก็จะมุ่งมั่นสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิมด้วยความคิดความเชื่อของตัวเองต่อไป
หลายถ้อยคำในปราศรัยเมื่อวานของพรรคส้มบอกกับผู้ฟังว่า "ปาฏิหาริย์ของประเทศนี้คือประชาชน" ซึ่งผมเห็นด้วย ถ้าประเทศนี้จะเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนได้ด้วยประชาชนนี่แหละ
เวลาเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องศรัทธาในพรรคนั้นไปชั่วกาลนาน การเมืองย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และพฤติกรรมของผู้คน เรารู้แค่ว่า ณ เวลาที่ตัดสินใจเลือก พรรคไหนที่สามารถทำให้เรามีความหวังกับประเทศนี้ได้มากที่สุด และเลือกตามที่คิด
ผมอยากขอบคุณนักการเมืองอย่างคุณไอซ์ ที่ทำให้เห็นว่า "พัฒนาการ" ของคนเรานั้นมีอยู่จริง คนแบบนี้ทำให้เราเห็นว่าอดีตของเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเส้นทางที่จะพาเรามาสู่ปัจจุบัน และอาจเป็นสปริงบอร์ดให้เราเด้งไปสู่อนาคตได้ด้วยซ้ำ
คุณไอซ์ทำให้เห็นว่าประชาชนธรรมดาๆ สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าตั้งใจจริงและใส่พลังลงไปหมดตัว นี่คือภาพนักการเมืองที่จะดึงดูดให้คนที่ตั้งใจสร้างความเปลี่ยนแปลงกล้าที่จะกระโดดลงไปทำงานการเมืองมากขึ้น--เพราะเธอเติบโตอย่างรวดเร็ว และสร้างอิมแพคให้สังคมได้มากมาย
จาก ignorant ที่ไม่สนใจการเมือง สู่นักการเมืองที่สาบานว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศนี้--นี่มิใช่พัฒนาการที่น่าขนลุกหรอกหรือ
และนี่ไม่ใช่ "พลัง" ของการที่ใครสักคนไม่ขังตัวเองไว้กับ "อดีต" หรอกหรือ
เหมือนเธอส่งพลังไปสู่ทุกคนว่า "คุณก็ทำได้"
"คุณก็เปลี่ยนประเทศนี้ได้"
เมื่อเราปล่อยตัวเองออกจาก "อดีต" ของตัวเอง ยังมีความเป็นไปได้อื่นรออยู่อีกมาก และถ้าประเทศสามารถปลดตัวเองออกจาก "อดีต" ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความผุพังของระบบ การเอาเปรียบของการอุปถัมภ์ ฯลฯ เรายังมี "อนาคต" ที่แตกต่างไปได้อีกมาก
เพียงแค่ปล่อยมือจากการกอดอดีตเอาไว้เพียงเพราะคุ้นชินกับมัน แล้วอ้าแขนออกเปิดรับอนาคตของตัวเองและประเทศ
พรุ่งนี้ผมจะออกไปทำหน้าที่ประชาชนที่ต้องการเห็นสังคมไทยที่ดีขึ้น เห็นประเทศไทยที่ดีขึ้น
จะออกไปลงคะแนนด้วยความ "เชื่อในอนาคต"
เชื่อในอนาคต