ณ คฤหาสน์ไม้สักทองของ เจ้าสัวเกริก มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยจากการค้าอัญมณี เขาขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงและเข้มงวดกับ "เวลา" เป็นที่สุด ในค่ำคืนที่พายุฝนกระหน่ำ เจ้าสัวถูกพบเป็นศพอยู่ในห้องนิรภัยที่ล็อกจากด้านใน ร่างของเขานอนสงบอยู่บนเก้าอี้นวมไม้แกะสลัก มือขวากำ นาฬิกาทรายทองคำ ล้ำค่าไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโป่ง
ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีบาดแผล แต่ที่ปากมีคราบผงสีขาวบางอย่างติดอยู่
ร้อยตำรวจเอกธันวา เจ้าเก่า เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ เขาพบผู้เกี่ยวข้องสามคนที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด:
ชลิต (ลูกบุญธรรม): "ผมอยู่ห้องสมุดครับ พ่อเรียกผมมาพบตอนสองทุ่มเพื่อคุยเรื่องมรดก แต่พอผมไปเคาะประตู ท่านก็บอกว่าขอเวลาส่วนตัวอีกนิด ผมเลยกลับไปรอที่ห้อง"
นวล (แม่บ้านเก่าแก่): "ดิฉันยกน้ำชาเข้าไปถวายตอนหนึ่งทุ่มครึ่งค่ะ ท่านยังดูแข็งแรงดี ยังกำชับเรื่องการทำความสะอาดนาฬิกาทรายเรือนนั้นอยู่เลย"
ดร. พงษ์ (เพื่อนสนิทและหมอประจำตัว): "ผมเพิ่งมาถึงตอนสามทุ่มตามนัดตรวจร่างกายปกติ แต่พบว่าห้องล็อก และได้ยินเสียงนาฬิกาทรายตกพื้น... พังทลายไปพร้อมกับชีวิตเขา"
ธันวาเดินสำรวจห้องนิรภัย เขาไม่ได้มองหาอาวุธ แต่มองหา "ความผิดปกติของเวลา"
เขาสังเกตเห็นว่า นาฬิกาทรายในมือเจ้าสัวนั้น "ทรายยังไหลไม่หมด" ทั้งที่มันควรจะไหลจบใน 1 ชั่วโมงตามกลไกของมัน และที่สำคัญ ฝุ่น บนโต๊ะทำงานมีรอยแหว่งเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่หายไป
"ฆาตกรคือคนที่พยายามจะ 'ซื้อเวลา' ให้ตัวเอง" ธันวาเอ่ยขึ้น "คุณชลิต คุณบอกว่าพ่อเรียกคุณตอนสองทุ่ม แต่ทำไมนาฬิกาข้อมือของคุณถึงเดินเร็วกว่าเวลาจริงถึง 15 นาที?"
ชลิตชะงัก "มัน... มันอาจจะเสีย"
"ไม่ใช่ครับ คุณตั้งใจปรับมัน" ธันวาชี้ไปที่นาฬิกาทราย "เจ้าสัวเกริกรู้ตัวว่าถูกวางยาในน้ำชา เขาไม่มีแรงตะโกน จึงพยายามเปลี่ยนทรายในนาฬิกาเป็น 'ผงพิษ' ที่เหลืออยู่ในขวดยาที่คุณแอบนำมาวางไว้ เพื่อฟ้องว่าสิ่งที่ฆ่าเขาคือสิ่งที่อยู่ในมือ และเขายังใช้แรงเฮือกสุดท้ายสลับนาฬิกาทรายของจริงกับของปลอมที่คุณเตรียมมาเปลี่ยน"
"คุณรีบเร่งฆ่าเขาเพื่อเอาสมบัติก่อนที่เขาจะเซ็นยกมรดกให้การกุศล คุณคิดว่าถ้าปรับเวลาให้เร็วขึ้น คุณจะมีพยานที่อยู่ (Alibi) ว่าตอนเกิดเหตุคุณยังไม่ได้เข้าห้อง แต่คุณลืมไปว่า สำหรับคนอย่างเจ้าสัวเกริก เวลาแม้เพียงวินาทีเดียวก็มีค่าเท่ากับความจริง"
ชลิตหน้าซีดเผือด เมื่อตำรวจพบขวดยาพิษที่เขาซ่อนไว้ในนาฬิกาทรายจำลองที่เตรียมมาสลับ
ข้อคิดจากเรื่องนี้
"ความจริงก็เหมือนนาฬิกาทราย ต่อให้คุณพยายามจะพลิกมันกลับ หรือโกงเวลาอย่างไร สุดท้ายเม็ดทรายแห่งความจริงก็จะร่วงหล่นลงมาจนหมดสิ้นอยู่ดี"
มนุษย์เรามักจะพยายาม "โกงเวลา" หรือ "สร้างภาพลักษณ์" เพื่อปกปิดความผิด แต่ยิ่งเราพยายามบิดเบือนความเป็นจริงมากเท่าไหร่ ร่องรอยแห่งการบิดเบือนนั้นเองที่จะกลับมามัดตัวเราในที่สุด ความซื่อสัตย์ต่อเวลาและความจริงคือเกราะคุ้มภัยที่ดีที่สุดครับ
เรื่อง เสียงสะท้อนจากนาฬิกาทราย