เจอบทความน่าสนใจ เลยเอามาฝากค่ะ
.........
** เมลาโทนิน (Melatonin) สารต้านมะเร็ง **
เมลาโทนิน มักถูกรู้จักในฐานะ "ฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ"
แต่ในระดับเซลล์และชีวโมเลกุล
มันคือหนึ่งในสารต้านมะเร็ง (Oncostatic agent) ตามธรรมชาติ
ที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความเป็นพิษต่ำมากครับ
กลไกการออกฤทธิ์ต้านมะเร็งของเมลาโทนินมีความซับซ้อนและทำงานผ่านหลายช่องทาง (Multi-targeted actions) คือ
1. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและปกป้อง DNA (Antioxidant & Genomic Stability)
เมลาโทนินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามิน C หรือ E เพราะสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและไขมัน
ทำให้แทรกซึมเข้าสู่ทุกส่วนของเซลล์รวมถึงนิวเคลียสและไมโทคอนเดรีย
มันช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ (Free Radicals) โดยตรง และกระตุ้นเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย (เช่น Glutathione peroxidase)
ช่วยลดความเสียหายของ DNA (DNA Damage) ที่เกิดจากความเครียดออกซิเดชัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง
2. ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Anti-angiogenesis)
ก้อนมะเร็งจะโตไม่ได้หากขาดเลือด มันจึงสร้างสารชื่อ VEGF เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างหลอดเลือดใหม่ไปเลี้ยงมัน
เมลาโทนินมีฤทธิ์ลดระดับ VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) ทำให้ก้อนมะเร็งขาดเลือดไปเลี้ยง (Starvation)
และลดโอกาสการแพร่กระจาย (Metastasis) ไปยังอวัยวะอื่น
3. กระตุ้นการตายของเซลล์มะเร็ง (Induction of Apoptosis)
เซลล์มะเร็งคือเซลล์ที่ "ลืมวิธีตาย" (Evading apoptosis)
เมลาโทนินช่วย "เปิดสวิตช์" โปรแกรมการตายของเซลล์อีกครั้ง
โดยการเพิ่มระดับโปรตีน p53 (Tumor suppressor protein) และลดระดับโปรตีน Bcl-2 (ที่ช่วยให้มะเร็งรอดตาย)
ทำให้เซลล์มะเร็งเข้าสู่กระบวนการทำลายตัวเอง
4. ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน (Immuno-modulation)
เมลาโทนินกระตุ้นการทำงานของเซลล์เพชฌฆาต (NK Cells) และ T-lymphocytes
ให้มีความสามารถในการค้นหาและทำลายเซลล์มะเร็งได้เก่งขึ้น
นอกจากนี้ยังกระตุ้นการหลั่ง Cytokines อย่าง IL-2 ที่ช่วยต่อสู้กับมะเร็ง [4]
5. ยับยั้งการรับส่งสัญญาณฮอร์โมน (Hormonal Modulation)
กลไกนี้สำคัญมากในมะเร็งที่สัมพันธ์กับฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม
เมลาโทนินทำหน้าที่คล้ายยาต้านฮอร์โมน (Selective Estrogen Receptor Modulator)
โดยเข้าไปขัดขวางการจับของฮอร์โมนเอสโตรเจนกับตัวรับบนเซลล์มะเร็ง (Estrogen Receptor-alpha)
ทำให้เซลล์มะเร็งเต้านมลดการแบ่งตัว
มีการทดลองนำเลือดของผู้หญิงที่ "ได้รับแสงตอนกลางคืน" (เมลาโทนินต่ำ) ไปหยดใส่เซลล์มะเร็ง พบว่ามะเร็งโตเร็วมาก
แต่เมื่อใช้เลือดของผู้หญิงที่ "นอนในความมืดสนิท" (เมลาโทนินสูง) พบว่าสามารถหยุดยั้งการโตของมะเร็งได้
6. ปรับระบบเผาผลาญของมะเร็ง (Warburg Effect Inhibition)
เซลล์มะเร็งชอบใช้น้ำตาล (Glucose) ในการสร้างพลังงานแม้จะมีออกซิเจนก็ตาม (Warburg Effect)
แต่ในเวลากลางคืน เมลาโทนินจะไปยับยั้งการดูดซึมกรดไขมัน (Linoleic acid) และน้ำตาลเข้าสู่เซลล์มะเร็ง
ทำให้เซลล์มะเร็งขาดพลังงานในการแบ่งตัว
<<< สรุป นะครับ >>>
การที่มนุษย์ยุคปัจจุบันได้รับแสงสีฟ้าในเวลากลางคืน (Light at Night)
ทำให้ระดับเมลาโทนินลดลงอย่างมาก
เปรียบเสมือนเรากำลัง **"ปลดเกราะป้องกันมะเร็งตามธรรมชาติ"**
ออกไปทุกคืนครับ
** เมลาโทนิน (Melatonin) สารต้านมะเร็ง **
ทำให้แทรกซึมเข้าสู่ทุกส่วนของเซลล์รวมถึงนิวเคลียสและไมโทคอนเดรีย
ช่วยลดความเสียหายของ DNA (DNA Damage) ที่เกิดจากความเครียดออกซิเดชัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง
และลดโอกาสการแพร่กระจาย (Metastasis) ไปยังอวัยวะอื่น
ทำให้เซลล์มะเร็งเข้าสู่กระบวนการทำลายตัวเอง
ให้มีความสามารถในการค้นหาและทำลายเซลล์มะเร็งได้เก่งขึ้น
นอกจากนี้ยังกระตุ้นการหลั่ง Cytokines อย่าง IL-2 ที่ช่วยต่อสู้กับมะเร็ง [4]
โดยเข้าไปขัดขวางการจับของฮอร์โมนเอสโตรเจนกับตัวรับบนเซลล์มะเร็ง (Estrogen Receptor-alpha)
ทำให้เซลล์มะเร็งเต้านมลดการแบ่งตัว
แต่เมื่อใช้เลือดของผู้หญิงที่ "นอนในความมืดสนิท" (เมลาโทนินสูง) พบว่าสามารถหยุดยั้งการโตของมะเร็งได้
แต่ในเวลากลางคืน เมลาโทนินจะไปยับยั้งการดูดซึมกรดไขมัน (Linoleic acid) และน้ำตาลเข้าสู่เซลล์มะเร็ง
ทำให้เซลล์มะเร็งขาดพลังงานในการแบ่งตัว