สารคดีประวัติศาสตร์ Flakpanzer Gepard เขี้ยวเล็บเหล็กยุคสงครามเย็น

สารคดีประวัติศาสตร์ Flakpanzer Gepard เขี้ยวเล็บเหล็กยุคสงครามเย็น

ต้นกำเนิดและบริบททางประวัติศาสตร์
เกพาร์ดถือกำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1960 ภายใต้สภาวะสงครามเย็น ซึ่งนาโตกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากกองทัพอากาศโซเวียต โดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์โจมตี Mi-24 Hind ที่บินระดับต่ำและโจมตียานเกราะได้อย่างรุนแรง ในขณะนั้นเยอรมนีตะวันตกมีเพียงระบบ M42 Duster ซึ่งล้าสมัยและขาดระบบเรดาร์ ทำให้บุนเดสแวร์ตัดสินใจพัฒนาอาวุธชนิดใหม่ภายใต้หลักนิยม "การป้องกันภัยทางอากาศแบบเคลื่อนที่" (Mobile Air Defense) เพื่อสร้างร่มคุ้มกันให้กับกองพันรถถังหลักในทุกสภาพอากาศ

การพัฒนาและมูลค่ามหาศาล
โครงการนี้เป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างสองกลุ่มวิศวกรรมยักษ์ใหญ่ คือโครงการ Matador (นำโดย Rheinmetall) และโครงการ 5PFZ-A (กลุ่มพันธมิตรเยอรมัน-สวิส) จนท้ายที่สุดมีการตัดสินใจเลือกใช้ปืนขนาด 35 มิลลิเมตรแทนขนาด 30 มิลลิเมตรเพื่อให้มีอำนาจทำลายล้างเพียงพอต่ออากาศยานหุ้มเกราะ ในปี 1973 เยอรมนีได้ลงนามผลิตเกพาร์ดจำนวน 432 คัน โดยตัวรถมีราคาสูงถึง 5 ล้านมาร์กเยอรมันต่อคัน ซึ่งแพงกว่ารถถัง Leopard 1 ถึง 3 เท่าตัว สะท้อนถึงการลงทุนในเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในยุคนั้น

โครงสร้างและระบบวิศวกรรม
ตัวรถถูกสร้างขึ้นบนโครงของรถถัง Leopard 1 เพื่อให้สามารถเคลื่อนที่ติดตามกองพันรถถังหลักได้ทัน โดยมีความเร็วสูงสุด 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จุดเด่นที่สำคัญคือการติดตั้งระบบพลังงานเสริม (APU) แยกส่วน ทำให้สามารถเปิดระบบเรดาร์และซุ่มโจมตีได้นานถึง 48 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเดินเครื่องยนต์หลัก ช่วยลดทั้งเสียงและความร้อน นอกจากนี้ยังมีระบบจัดการพลังงานที่ซับซ้อนเพื่อควบคุมการหมุนของป้อมปืนหนัก 15 ตันให้มีความแม่นยำสูงสุดแม้ในขณะเคลื่อนที่

ระบบอาวุธและประสิทธิภาพการยิง
เกพาร์ดติดตั้งปืนกลอัตโนมัติ Oerlikon KDA ขนาด 35 มิลลิเมตรแบบคู่ มีอัตราการยิงรวม 1,100 นัดต่อนาที และความเร็วต้นของกระสุนสูงถึง 1,440 เมตรต่อวินาที ระบบอาวุธมีความโดดเด่นที่เซนเซอร์ปลายลำกล้อง (Muzzle Velocity Sensor) ที่คอยวัดความเร็วของกระสุนทุกลูกเพื่อปรับแก้จุดเล็งแบบเรียลไทม์ และมีระบบป้อนกระสุนสองทางที่สลับไปมาระหว่างกระสุนต่อสู้อากาศยานและกระสุนเจาะเกราะได้อย่างรวดเร็ว

ระบบตรวจจับและคอมพิวเตอร์ควบคุม
"ดวงตา" ของเกพาร์ดคือระบบเรดาร์คู่ที่ทำงานสอดประสานกัน ประกอบด้วยเรดาร์ตรวจการณ์ระยะ 15 กิโลเมตร และเรดาร์ติดตามเป้าหมายที่มีความละเอียดสูงมากจนสามารถล็อคเป้าหมายขนาดเล็กอย่างโดรนหรือนกได้ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลผลผ่านคอมพิวเตอร์เพื่อคำนวณจุดดักหน้า โดยชดเชยค่าปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น แรงลมและความเอียงของตัวรถ ทำให้ระบบมีความแม่นยำระดับศัลยกรรม

การคืนชีพและบทบาทในยูเครน
หลังจากการปลดประจำการไปนาน เกพาร์ดกลับมาเป็น "ผู้เปลี่ยนเกม" ในสงครามยูเครนปี 2022 ในฐานะผู้พิชิตโดรน Shahed-136 และมิสไซล์ร่อน ด้วยข้อได้เปรียบทางด้าน "เศรษฐศาสตร์สงคราม" (War Economics) เนื่องจากใช้กระสุนเพียงไม่กี่นัดที่มีราคาหลักร้อยดอลลาร์ในการทำลายเป้าหมาย เมื่อเทียบกับระบบมิสไซล์ราคานับล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ระบบการยิงแบบใช้กระสุนจลนศาสตร์ (Kinetic) ยังไม่สามารถถูกรบกวนด้วยระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Jamming) ได้ ทำให้มันยังคงเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพแม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่