ชายชาวอเมริกันเดินทางมาครึ่งค่อนโลกเพื่อตามหาปืนโบราณล้ำค่า
เขาพร้อมทุ่มเงินเต็มที่เพื่อครอบครองปืนกระบอกนี้ให้จงได้ แต่ขณะเดียวกัน พระสงฆ์รูปหนึ่งก็ต้องการปืนกระบอกนี้
อะไรจะบังเอิญขนาดนั้นและพระรูปนั้นต้องการปืนเอาไปทำอะไร...
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศที่สุขสงบอย่างราชอาณาจักรภูฏาน
เมื่อกษัตริย์สละราชฯ และมอบอำนาจให้ประชาชนในการจัดการเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศ...
The Monk and the Gun เป็นภาพยนตร์ดราม่าปี 2023 กำกับ เขียนบท
และร่วมอำนวยการสร้างโดย Pawo Choyning Dorji ผู้กำกับชื่อดังของภูฏาน
ที่เคยมีผลงานได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วก่อนหน้านี้กับหนังเรื่อง Lunana: Yak in the Classroom ในปี 2019
โดยเข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
กับเรื่องนี้แม้ว่าจะไม่ได้ไปถึง 5 เรื่องสุดท้าย แต่ The Monk and the Gun ก็สามารถเข้าสู่รอบ 15 เรื่องสุดท้าย
ในงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 96 ได้อย่างสมภาคภูมิ
ซึ่งหนังเรื่องนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างหลายประเทศเลยทีเดียว
ได้แก่ภูฏาน ไต้หวัน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง รวมถึงไทยเราก็มีส่วนร่วมด้วยครับ
นั่นก็คือ N8 สตูดิโอไทยที่นำโดย คริส-กฤษฏิ์ เอี่ยมสกุลรัตน์ บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์อิสระ
อีกทั้งยังมีเบนซ์ ชยัมพร เตรัตนชัย ทั้ง 2 ได้ร่วมงานในฐานะ Executive producer
ซึ่งถือเป็นงานที่ยกระดับให้กับวงการหนังของไทยไปสู่ระดับสากลได้
แม้ว่านี่จะไม่ใช่หนังไทยก็ตามที (ทั้ง 2 ท่านมีส่วนร่วมทุนด้วยในหนังผีใช้ได้ค่ะ A Useful Ghost ด้วยครับ)
เมื่อเรานึกถึงประเทศภูฏาน คุณจะคิดถึงอะไรเป็นอันดับแรกๆครับ.. ก็คงเป็นดินแดนที่สวยงามด้วยเทือกเขาหิมาลัย
.. วัดงดงามบนหน้าผาสูงชัน.. สถาบันกษัตริย์ที่ผูกพันกับชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง
ที่โดดเด่นก็คือการเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับความสุขมวลรวม (Gross National Happiness)
และให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
มากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ที่เรารู้จักกันในนาม GDP (Gross Domestic Product)
ในหนังเรื่องนี้เราก็จะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวภูฎานที่เรียบง่ายเช่นเดิม ไม่ต่างจากที่เราเห็นในสื่อต่างๆที่เคยรับรู้มา
แต่เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เข้ามาสู่ชีวิตของพวกเขาโดยไม่ทันตั้งตัวล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น
สิ่งนั้นคือเรื่องของการเมือง.. มันคือประชาธิปไตย คำที่ดูไกลตัวชีวิตประจำวันของพวกเขาเหลือเกิน
หวังเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างทันสมัยเหมือนอารยะ การเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ปัญหาคือชาวบ้านไม่มีใครเข้าใจถึงสิ่งนี้เลย ดังนั้นจึงต้องมีเจ้าหน้าที่มาให้ความรู้กับประชาชน
ว่าความสำคัญของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมันจำเป็นเช่นไร
ทุกอย่างก็เหมือนจะดี แต่บางสิ่งกลับแสดงให้เห็นว่า ความสงบสุขที่ไม่ควรจะไปแตะต้องของคนในประเทศนี้
กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปไม่มีวันหวนคืน...
จากญาติพี่น้องที่เคยไปมาหาสู่รักใคร่กลมเกลียว พอมีเรื่องการเมืองก็เริ่มแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย
คนนึงชอบคนนี้ อีกคนชอบคนนั้น พูดจาถากถางโต้เถียงกันด้วยเหตุมาจากการเลือกตั้ง มองหน้ากันไม่ติดอีกต่อไป
ผมไม่ได้ว่าว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นสิ่งไม่ดี
แต่ผมเชื่ออย่างนึงที่ว่าทุกสิ่งล้วนแล้วแต่มีบริบทที่เฉพาะตัวของมันเอง การปกครองก็เช่นกัน
สิ่งหนึ่งเหมาะสมเมื่ออยู่ในที่นั้นๆ แต่บางสิ่งก็ต้องอาศัยการปรับตัวและค่อยๆเรียนรู้ไปเรื่อยๆ
ยังไงเสียก็ดีกว่าการหักด้ามพร้าด้วยเข่า ประมาณว่าจะทำในทันที เปลี่ยนแปลงเลย
โดยไม่สนใจฟังเสียงของใคร หรือดูสังคมว่าเขาพร้อมกันหรือยัง
ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าที่ผ่านมาภูฏานปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาลมาเป็นเวลานาน
ประชาชนก็คุ้นชินและรู้สึกปลอดภัยกับสิ่งนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา
ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้บอกเล่าช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของประเทศจนเกิดเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้
เอ้า..แล้วพิมพ์มาตั้งนาน ปืนล่ะ ไม่เห็นจะพูดถึงเลย
เอาจริงๆ ปืนคือสัญญะหนึ่งในหนังที่เป็นตัวนำพาเหตุการณ์ต่างๆให้เป็นตัวเดินเรื่อง
ภายใต้ฉากใหญ่ของบรรยากาศแห่งการเปลี่ยนผ่านการปกครองของภูฏาน ..
ปืนเหมือนเป็นสิ่งที่แปลก แตกต่างอย่างยิ่งกับชีวิตของประชาชนที่รักสงบและมีแต่สันติสุข
ส่วนปืนคืออาวุธที่คร่าชีวิตผู้คน ต้องไปดูเอาเองล่ะครับว่า ทำไมพระถึงต้องการปืน จะเอาไปทำไมกัน..?
ผมชอบบทสรุปสุดท้ายของผลการเลือกตั้งมาก
มันสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนภูฎานกับสิ่งที่พวกเขายึดเหนี่ยวจิตใจไว้ตลอดมา..
เป็นอีกผลงานของ Pawo Choyning Dorji ที่ยอดเยี่ยมและผมมั่นใจว่าผู้กำกับคนนี้
ต้องมีงานดีดีให้ติดตามในอนาคตอันใกล้ต่อไปอีกอย่างแน่นอน
สุดท้ายอย่าลืมไปใช้สิทธิใช้เสียงของตัวเองวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภานี้นะครับ
เพราะหนังมันฝังใจ
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===
== The Monk and the Gun (2023) พระกับปืน ..และการเลือกตั้ง ==
ชายชาวอเมริกันเดินทางมาครึ่งค่อนโลกเพื่อตามหาปืนโบราณล้ำค่า
เขาพร้อมทุ่มเงินเต็มที่เพื่อครอบครองปืนกระบอกนี้ให้จงได้ แต่ขณะเดียวกัน พระสงฆ์รูปหนึ่งก็ต้องการปืนกระบอกนี้
อะไรจะบังเอิญขนาดนั้นและพระรูปนั้นต้องการปืนเอาไปทำอะไร...
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของประเทศที่สุขสงบอย่างราชอาณาจักรภูฏาน
เมื่อกษัตริย์สละราชฯ และมอบอำนาจให้ประชาชนในการจัดการเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศ...
The Monk and the Gun เป็นภาพยนตร์ดราม่าปี 2023 กำกับ เขียนบท
และร่วมอำนวยการสร้างโดย Pawo Choyning Dorji ผู้กำกับชื่อดังของภูฏาน
ที่เคยมีผลงานได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วก่อนหน้านี้กับหนังเรื่อง Lunana: Yak in the Classroom ในปี 2019
โดยเข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
กับเรื่องนี้แม้ว่าจะไม่ได้ไปถึง 5 เรื่องสุดท้าย แต่ The Monk and the Gun ก็สามารถเข้าสู่รอบ 15 เรื่องสุดท้าย
ในงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 96 ได้อย่างสมภาคภูมิ
ซึ่งหนังเรื่องนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างหลายประเทศเลยทีเดียว
ได้แก่ภูฏาน ไต้หวัน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง รวมถึงไทยเราก็มีส่วนร่วมด้วยครับ
นั่นก็คือ N8 สตูดิโอไทยที่นำโดย คริส-กฤษฏิ์ เอี่ยมสกุลรัตน์ บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์อิสระ
อีกทั้งยังมีเบนซ์ ชยัมพร เตรัตนชัย ทั้ง 2 ได้ร่วมงานในฐานะ Executive producer
ซึ่งถือเป็นงานที่ยกระดับให้กับวงการหนังของไทยไปสู่ระดับสากลได้
แม้ว่านี่จะไม่ใช่หนังไทยก็ตามที (ทั้ง 2 ท่านมีส่วนร่วมทุนด้วยในหนังผีใช้ได้ค่ะ A Useful Ghost ด้วยครับ)
เมื่อเรานึกถึงประเทศภูฏาน คุณจะคิดถึงอะไรเป็นอันดับแรกๆครับ.. ก็คงเป็นดินแดนที่สวยงามด้วยเทือกเขาหิมาลัย
.. วัดงดงามบนหน้าผาสูงชัน.. สถาบันกษัตริย์ที่ผูกพันกับชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง
ที่โดดเด่นก็คือการเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับความสุขมวลรวม (Gross National Happiness)
และให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
มากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ที่เรารู้จักกันในนาม GDP (Gross Domestic Product)
ในหนังเรื่องนี้เราก็จะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวภูฎานที่เรียบง่ายเช่นเดิม ไม่ต่างจากที่เราเห็นในสื่อต่างๆที่เคยรับรู้มา
แต่เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เข้ามาสู่ชีวิตของพวกเขาโดยไม่ทันตั้งตัวล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น
สิ่งนั้นคือเรื่องของการเมือง.. มันคือประชาธิปไตย คำที่ดูไกลตัวชีวิตประจำวันของพวกเขาเหลือเกิน
หวังเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างทันสมัยเหมือนอารยะ การเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ปัญหาคือชาวบ้านไม่มีใครเข้าใจถึงสิ่งนี้เลย ดังนั้นจึงต้องมีเจ้าหน้าที่มาให้ความรู้กับประชาชน
ว่าความสำคัญของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมันจำเป็นเช่นไร
ทุกอย่างก็เหมือนจะดี แต่บางสิ่งกลับแสดงให้เห็นว่า ความสงบสุขที่ไม่ควรจะไปแตะต้องของคนในประเทศนี้
กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปไม่มีวันหวนคืน...
จากญาติพี่น้องที่เคยไปมาหาสู่รักใคร่กลมเกลียว พอมีเรื่องการเมืองก็เริ่มแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย
คนนึงชอบคนนี้ อีกคนชอบคนนั้น พูดจาถากถางโต้เถียงกันด้วยเหตุมาจากการเลือกตั้ง มองหน้ากันไม่ติดอีกต่อไป
ผมไม่ได้ว่าว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นสิ่งไม่ดี
แต่ผมเชื่ออย่างนึงที่ว่าทุกสิ่งล้วนแล้วแต่มีบริบทที่เฉพาะตัวของมันเอง การปกครองก็เช่นกัน
สิ่งหนึ่งเหมาะสมเมื่ออยู่ในที่นั้นๆ แต่บางสิ่งก็ต้องอาศัยการปรับตัวและค่อยๆเรียนรู้ไปเรื่อยๆ
ยังไงเสียก็ดีกว่าการหักด้ามพร้าด้วยเข่า ประมาณว่าจะทำในทันที เปลี่ยนแปลงเลย
โดยไม่สนใจฟังเสียงของใคร หรือดูสังคมว่าเขาพร้อมกันหรือยัง
ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าที่ผ่านมาภูฏานปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นทั้งประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาลมาเป็นเวลานาน
ประชาชนก็คุ้นชินและรู้สึกปลอดภัยกับสิ่งนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา
ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้บอกเล่าช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของประเทศจนเกิดเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้
เอ้า..แล้วพิมพ์มาตั้งนาน ปืนล่ะ ไม่เห็นจะพูดถึงเลย
เอาจริงๆ ปืนคือสัญญะหนึ่งในหนังที่เป็นตัวนำพาเหตุการณ์ต่างๆให้เป็นตัวเดินเรื่อง
ภายใต้ฉากใหญ่ของบรรยากาศแห่งการเปลี่ยนผ่านการปกครองของภูฏาน ..
ปืนเหมือนเป็นสิ่งที่แปลก แตกต่างอย่างยิ่งกับชีวิตของประชาชนที่รักสงบและมีแต่สันติสุข
ส่วนปืนคืออาวุธที่คร่าชีวิตผู้คน ต้องไปดูเอาเองล่ะครับว่า ทำไมพระถึงต้องการปืน จะเอาไปทำไมกัน..?
ผมชอบบทสรุปสุดท้ายของผลการเลือกตั้งมาก
มันสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนภูฎานกับสิ่งที่พวกเขายึดเหนี่ยวจิตใจไว้ตลอดมา..
เป็นอีกผลงานของ Pawo Choyning Dorji ที่ยอดเยี่ยมและผมมั่นใจว่าผู้กำกับคนนี้
ต้องมีงานดีดีให้ติดตามในอนาคตอันใกล้ต่อไปอีกอย่างแน่นอน
สุดท้ายอย่าลืมไปใช้สิทธิใช้เสียงของตัวเองวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภานี้นะครับ
เพราะหนังมันฝังใจ
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===