
: สองพระสันตะปาปา: กว่าจะเป็น "พ่อ" ที่เข้าใจ "ลูก" - รีวิว The Two Popes ที่ทำให้ผมน้ำตาซึม
สวัสดีครับชาวพันทิปทุกท่าน วันนี้ผมมีหนังดีๆ มาแนะนำอีกเรื่องครับ ชื่อเรื่องว่า "The Two Popes" (2019) ที่ลงใน Netflix นี่แหละครับ คือตอนแรกที่เห็นชื่อ ผมก็แอบคิดว่า "เอ๊ะ หนังเกี่ยวกับพระสันตะปาปาเนี่ยนะ จะน่าดูเหรอ? จะเครียดหรือเปล่า?" แต่พอได้ดูจริงๆ แล้ว ต้องบอกเลยว่าความคิดนั้นผิดถนัดเลยครับ เรื่องนี้มันลึกซึ้ง กินใจ และให้ข้อคิดอะไรหลายอย่างมากๆ ครับ
หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของสองบุคคลสำคัญในศาสนจักรคาทอลิก นั่นก็คือ สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 (รับบทโดย Anthony Hopkins) และพระคาร์ดินัลฮอร์เก มาริโอ แบร์โกลิโอ (รับบทโดย Jonathan Pryce) ที่ต่อมาได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสครับ จุดเด่นของหนังคือการพาเราไปสำรวจความคิด ความเชื่อ และความเป็นมนุษย์ของสองท่านนี้ ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในหลายๆ ด้าน
สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ หรือที่ในเรื่องเรียกว่า "เบเนดิกต์" เป็นตัวแทนของความเก่าแก่ ความอนุรักษ์นิยม ความยึดมั่นในขนบธรรมเนียม และความหวาดระแวงต่อการเปลี่ยนแปลง ท่านเป็นเหมือนป้อมปราการที่พยายามปกป้องสิ่งที่ศาสนจักรสร้างมานานหลายศตวรรษ แต่ภายใต้ความเข้มงวดนั้น ผมสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้า ความโดดเดี่ยว และความกังวลใจของท่านที่กำลังจะวางมือจากตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคริสตจักร
ในทางกลับกัน พระคาร์ดินัลแบร์โกลิโอ หรือ "แบร์โกลิโอ" (ที่ต่อมาคือ "ฟรังซิส") เป็นตัวแทนของความทันสมัย ความเห็นอกเห็นใจ ความใกล้ชิดกับประชาชน และความต้องการที่จะปฏิรูปศาสนจักรให้เข้ากับยุคสมัย ท่านมีความเรียบง่าย ถ่อมตน และเต็มไปด้วยความเมตตาที่แผ่ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ การแสดงของ Jonathan Pryce นี่สุดยอดจริงๆ ครับ ผมเชื่อเลยว่านี่คือ "ฟรังซิส" ที่เราคุ้นเคย
หนังดำเนินเรื่องไปกับการสนทนากันของสองท่านนี้เป็นหลักครับ ซึ่งการสนทนานี้แหละคือหัวใจของหนังเลยครับ มันไม่ใช่แค่การพูดคุยธรรมดาๆ แต่เป็นการปะทะกันทางความคิด การแลกเปลี่ยนมุมมอง และการพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน แม้ว่าจะมีจุดยืนที่ต่างกันสุดขั้วก็ตาม ฉากที่ทั้งสองท่านพูดคุยกันในห้องส่วนตัว หรือแม้กระทั่งการพูดคุยกันระหว่างการเดินเล่นในสวนของวาติกัน เป็นฉากที่ทรงพลังมากๆ ครับ
ผมชอบวิธีการที่ผู้กำกับ (Fernando Meirelles) นำเสนอเรื่องราวครับ ไม่ได้เน้นฉากอลังการ หรือพิธีกรรมที่ซับซ้อน แต่กลับโฟกัสไปที่บทสนทนาที่คมคาย การแสดงที่เข้าถึงอารมณ์ และการใช้ภาพที่สวยงามแต่เรียบง่ายเพื่อสะท้อนถึงความรู้สึกภายในของตัวละคร บรรยากาศในเรื่องมีความสงบ แต่ก็แฝงไปด้วยความตึงเครียดทางอารมณ์
สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากคือ การแสดงของ Anthony Hopkins ครับ ในบทสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ท่านถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ที่ซับซ้อนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมครับ เราเห็นถึงความหนักอึ้งของตำแหน่ง ความโดดเดี่ยวที่มาพร้อมกับอำนาจ และความปรารถนาลึกๆ ที่จะได้รับการให้อภัยและการยอมรับ การแสดงออกทางสีหน้า แววตา ท่าทาง ทุกอย่างมันสมจริงจนน่าขนลุก
ส่วน Jonathan Pryce ในบทของแบร์โกลิโอ ก็ไม่น้อยหน้าครับ เขาถ่ายทอดความอบอุ่น ความอ่อนโยน และความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงให้ศาสนจักรกลับไปสู่รากเหง้าแห่งการรับใช้ผู้คนได้อย่างน่าเชื่อถือมากๆ ครับ โดยเฉพาะฉากที่เขาเล่าถึงอดีตของตัวเอง การที่เขาต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากลำบากในชีวิต เป็นฉากที่ทำให้ผมรู้สึกอินไปกับตัวละครของเขาจริงๆ
หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามจะตัดสินว่าใครถูกใครผิด หรือใครเป็น "พระสันตะปาปาที่ดีกว่า" ครับ แต่เป็นการสำรวจ "ความเป็นมนุษย์" ของผู้นำสูงสุดในศาสนจักร ว่าพวกเขาก็มีความสงสัย ความกลัว ความผิดพลาด และความปรารถนาที่จะเป็นที่รักเหมือนกับคนทั่วไป การที่ทั้งสองท่านต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตศรัทธาของตนเอง และต้องหาทางประนีประนอมเพื่ออนาคตของศาสนจักร เป็นสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความหมาย
นอกจากประเด็นหลักเกี่ยวกับผู้นำศาสนจักรแล้ว หนังยังสอดแทรกประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่าง "พ่อ" กับ "ลูก" ทั้งในแง่ของครอบครัว และในแง่ของผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีต่อผู้ที่ตนเองดูแล การที่แบร์โกลิโอพยายามทำความเข้าใจเบเนดิกต์ และในทางกลับกัน ก็ทำให้เราเห็นถึงการเติบโตทางอารมณ์ของทั้งสองท่าน
ผมชอบฉากที่ทั้งสองท่านพูดคุยกันเรื่องฟุตบอลครับ! มันเป็นภาพที่ดูขัดแย้ง แต่ก็ทำให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ของทั้งสองท่าน ที่สามารถผ่อนคลายและมีความสุขกับสิ่งเรียบง่ายได้ มันเป็นเหมือนการลดทอนกำแพงระหว่างตำแหน่งที่สูงส่ง กับความเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ
แล้วก็มีฉากที่ผมน้ำตาซึมจริงๆ ครับ คือฉากที่แบร์โกลิโอตัดสินใจจะสละตำแหน่ง และฉากที่ทั้งสองท่านมีช่วงเวลาที่เข้าใจกันจริงๆ การที่เบเนดิกต์ยอมรับในตัวแบร์โกลิโอ และแบร์โกลิโอเองก็ยอมรับในความเหนื่อยล้าของเบเนดิกต์ มันเป็นภาพที่สวยงามของการยอมรับ และการส่งต่อหน้าที่ด้วยความรัก
สำหรับผม "The Two Popes" ไม่ใช่แค่หนังชีวประวัติ หรือหนังศาสนาครับ แต่มันเป็นหนังที่เกี่ยวกับ "การเปลี่ยนแปลง" "การให้อภัย" "การยอมรับ" และ "ความหวัง" มันทำให้เราเห็นว่า แม้แต่บุคคลที่อยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจ ก็ยังต้องต่อสู้กับข้อสงสัยภายในใจ และต้องหาทางที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า
ถ้าใครกำลังมองหาหนังที่ดูแล้วได้คิด ได้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่ลึกซึ้ง ผมแนะนำเรื่องนี้เลยครับ มันอาจจะไม่ได้มีฉากแอ็คชั่น หรือดราม่าที่หวือหวา แต่รับรองว่า "The Two Popes" จะทำให้คุณประทับใจ และอาจจะทำให้คุณมอง "ผู้นำ" ในมุมมองที่ต่างไปจากเดิมครับ
โดยรวมแล้ว ผมให้คะแนนเรื่องนี้ 9/10 ครับ เป็นหนังที่คุ้มค่าแก่การรับชมจริงๆ ครับ ใครดูแล้วเป็นยังไง มาคุยกันได้นะครับ!
สองพระสันตะปาปา: กว่าจะเป็น "พ่อ" ที่เข้าใจ "ลูก" - รีวิว The Two Popes ที่ทำให้ผมน้ำตาซึม
: สองพระสันตะปาปา: กว่าจะเป็น "พ่อ" ที่เข้าใจ "ลูก" - รีวิว The Two Popes ที่ทำให้ผมน้ำตาซึม
สวัสดีครับชาวพันทิปทุกท่าน วันนี้ผมมีหนังดีๆ มาแนะนำอีกเรื่องครับ ชื่อเรื่องว่า "The Two Popes" (2019) ที่ลงใน Netflix นี่แหละครับ คือตอนแรกที่เห็นชื่อ ผมก็แอบคิดว่า "เอ๊ะ หนังเกี่ยวกับพระสันตะปาปาเนี่ยนะ จะน่าดูเหรอ? จะเครียดหรือเปล่า?" แต่พอได้ดูจริงๆ แล้ว ต้องบอกเลยว่าความคิดนั้นผิดถนัดเลยครับ เรื่องนี้มันลึกซึ้ง กินใจ และให้ข้อคิดอะไรหลายอย่างมากๆ ครับ
หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของสองบุคคลสำคัญในศาสนจักรคาทอลิก นั่นก็คือ สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 (รับบทโดย Anthony Hopkins) และพระคาร์ดินัลฮอร์เก มาริโอ แบร์โกลิโอ (รับบทโดย Jonathan Pryce) ที่ต่อมาได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสครับ จุดเด่นของหนังคือการพาเราไปสำรวจความคิด ความเชื่อ และความเป็นมนุษย์ของสองท่านนี้ ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในหลายๆ ด้าน
สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ หรือที่ในเรื่องเรียกว่า "เบเนดิกต์" เป็นตัวแทนของความเก่าแก่ ความอนุรักษ์นิยม ความยึดมั่นในขนบธรรมเนียม และความหวาดระแวงต่อการเปลี่ยนแปลง ท่านเป็นเหมือนป้อมปราการที่พยายามปกป้องสิ่งที่ศาสนจักรสร้างมานานหลายศตวรรษ แต่ภายใต้ความเข้มงวดนั้น ผมสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้า ความโดดเดี่ยว และความกังวลใจของท่านที่กำลังจะวางมือจากตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคริสตจักร
ในทางกลับกัน พระคาร์ดินัลแบร์โกลิโอ หรือ "แบร์โกลิโอ" (ที่ต่อมาคือ "ฟรังซิส") เป็นตัวแทนของความทันสมัย ความเห็นอกเห็นใจ ความใกล้ชิดกับประชาชน และความต้องการที่จะปฏิรูปศาสนจักรให้เข้ากับยุคสมัย ท่านมีความเรียบง่าย ถ่อมตน และเต็มไปด้วยความเมตตาที่แผ่ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ การแสดงของ Jonathan Pryce นี่สุดยอดจริงๆ ครับ ผมเชื่อเลยว่านี่คือ "ฟรังซิส" ที่เราคุ้นเคย
หนังดำเนินเรื่องไปกับการสนทนากันของสองท่านนี้เป็นหลักครับ ซึ่งการสนทนานี้แหละคือหัวใจของหนังเลยครับ มันไม่ใช่แค่การพูดคุยธรรมดาๆ แต่เป็นการปะทะกันทางความคิด การแลกเปลี่ยนมุมมอง และการพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน แม้ว่าจะมีจุดยืนที่ต่างกันสุดขั้วก็ตาม ฉากที่ทั้งสองท่านพูดคุยกันในห้องส่วนตัว หรือแม้กระทั่งการพูดคุยกันระหว่างการเดินเล่นในสวนของวาติกัน เป็นฉากที่ทรงพลังมากๆ ครับ
ผมชอบวิธีการที่ผู้กำกับ (Fernando Meirelles) นำเสนอเรื่องราวครับ ไม่ได้เน้นฉากอลังการ หรือพิธีกรรมที่ซับซ้อน แต่กลับโฟกัสไปที่บทสนทนาที่คมคาย การแสดงที่เข้าถึงอารมณ์ และการใช้ภาพที่สวยงามแต่เรียบง่ายเพื่อสะท้อนถึงความรู้สึกภายในของตัวละคร บรรยากาศในเรื่องมีความสงบ แต่ก็แฝงไปด้วยความตึงเครียดทางอารมณ์
สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากคือ การแสดงของ Anthony Hopkins ครับ ในบทสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ท่านถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ที่ซับซ้อนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมครับ เราเห็นถึงความหนักอึ้งของตำแหน่ง ความโดดเดี่ยวที่มาพร้อมกับอำนาจ และความปรารถนาลึกๆ ที่จะได้รับการให้อภัยและการยอมรับ การแสดงออกทางสีหน้า แววตา ท่าทาง ทุกอย่างมันสมจริงจนน่าขนลุก
ส่วน Jonathan Pryce ในบทของแบร์โกลิโอ ก็ไม่น้อยหน้าครับ เขาถ่ายทอดความอบอุ่น ความอ่อนโยน และความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงให้ศาสนจักรกลับไปสู่รากเหง้าแห่งการรับใช้ผู้คนได้อย่างน่าเชื่อถือมากๆ ครับ โดยเฉพาะฉากที่เขาเล่าถึงอดีตของตัวเอง การที่เขาต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากลำบากในชีวิต เป็นฉากที่ทำให้ผมรู้สึกอินไปกับตัวละครของเขาจริงๆ
หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามจะตัดสินว่าใครถูกใครผิด หรือใครเป็น "พระสันตะปาปาที่ดีกว่า" ครับ แต่เป็นการสำรวจ "ความเป็นมนุษย์" ของผู้นำสูงสุดในศาสนจักร ว่าพวกเขาก็มีความสงสัย ความกลัว ความผิดพลาด และความปรารถนาที่จะเป็นที่รักเหมือนกับคนทั่วไป การที่ทั้งสองท่านต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตศรัทธาของตนเอง และต้องหาทางประนีประนอมเพื่ออนาคตของศาสนจักร เป็นสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความหมาย
นอกจากประเด็นหลักเกี่ยวกับผู้นำศาสนจักรแล้ว หนังยังสอดแทรกประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่าง "พ่อ" กับ "ลูก" ทั้งในแง่ของครอบครัว และในแง่ของผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีต่อผู้ที่ตนเองดูแล การที่แบร์โกลิโอพยายามทำความเข้าใจเบเนดิกต์ และในทางกลับกัน ก็ทำให้เราเห็นถึงการเติบโตทางอารมณ์ของทั้งสองท่าน
ผมชอบฉากที่ทั้งสองท่านพูดคุยกันเรื่องฟุตบอลครับ! มันเป็นภาพที่ดูขัดแย้ง แต่ก็ทำให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ของทั้งสองท่าน ที่สามารถผ่อนคลายและมีความสุขกับสิ่งเรียบง่ายได้ มันเป็นเหมือนการลดทอนกำแพงระหว่างตำแหน่งที่สูงส่ง กับความเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ
แล้วก็มีฉากที่ผมน้ำตาซึมจริงๆ ครับ คือฉากที่แบร์โกลิโอตัดสินใจจะสละตำแหน่ง และฉากที่ทั้งสองท่านมีช่วงเวลาที่เข้าใจกันจริงๆ การที่เบเนดิกต์ยอมรับในตัวแบร์โกลิโอ และแบร์โกลิโอเองก็ยอมรับในความเหนื่อยล้าของเบเนดิกต์ มันเป็นภาพที่สวยงามของการยอมรับ และการส่งต่อหน้าที่ด้วยความรัก
สำหรับผม "The Two Popes" ไม่ใช่แค่หนังชีวประวัติ หรือหนังศาสนาครับ แต่มันเป็นหนังที่เกี่ยวกับ "การเปลี่ยนแปลง" "การให้อภัย" "การยอมรับ" และ "ความหวัง" มันทำให้เราเห็นว่า แม้แต่บุคคลที่อยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจ ก็ยังต้องต่อสู้กับข้อสงสัยภายในใจ และต้องหาทางที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า
ถ้าใครกำลังมองหาหนังที่ดูแล้วได้คิด ได้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่ลึกซึ้ง ผมแนะนำเรื่องนี้เลยครับ มันอาจจะไม่ได้มีฉากแอ็คชั่น หรือดราม่าที่หวือหวา แต่รับรองว่า "The Two Popes" จะทำให้คุณประทับใจ และอาจจะทำให้คุณมอง "ผู้นำ" ในมุมมองที่ต่างไปจากเดิมครับ
โดยรวมแล้ว ผมให้คะแนนเรื่องนี้ 9/10 ครับ เป็นหนังที่คุ้มค่าแก่การรับชมจริงๆ ครับ ใครดูแล้วเป็นยังไง มาคุยกันได้นะครับ!