
: มาดู "The Big Short" กันครับ แล้วจะรู้ว่าวิกฤตการเงินมันใกล้ตัวเราแค่ไหน!
สวัสดีครับพี่น้องชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมมีหนังดีที่อยากจะมาแนะนำให้ดูกันครับ ชื่อเรื่อง "The Big Short" ฉายปี 2015 นี่แหละครับ เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องของวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่เราๆ ท่านๆ อาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามกันมาบ้าง แต่ไม่รู้ลึกรู้จริงว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ทำไมมันถึงใหญ่โตขนาดนั้น หนังเรื่องนี้แหละครับ ที่จะมาอธิบายเรื่องราวที่ซับซ้อนให้เราเข้าใจแบบง่ายๆ (แต่ก็แอบปวดหัวนิดๆ นะครับ)
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังแอ็คชั่นที่บู๊ล้างผลาญ หรือหนังรักโรแมนติกที่ดูแล้วยิ้มแก้มปรินะครับ แต่มันเป็นหนังแนว Drama, Comedy, History ที่อิงจากเรื่องจริง เล่าถึงกลุ่มคนที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ที่ดันมองเห็นช่องโหว่ของระบบการเงินที่กำลังจะพังพินาศ และตัดสินใจที่จะ "เดิมพัน" กับหายนะครั้งนี้ โดยการ "ชอร์ตเซล" ครับ ฟังดูเหมือนยากใช่ไหมครับ? ไม่ต้องห่วงครับ ผู้กำกับ Adam McKay เขาเก่งมากในการย่อยเรื่องยากๆ ให้เราเข้าใจได้
ตัวหนังจะเล่าผ่านมุมมองของตัวละครหลักหลายๆ คน ที่มีความเกี่ยวข้องกันในทางใดทางหนึ่ง คนแรกเลยคือ Michael Burry (รับบทโดย Christian Bale) นักลงทุนสัญชาติแปลกๆ ที่มีอาการทางสังคมนิดหน่อย แต่โคตรฉลาด เขาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของอเมริกา ว่ามันกำลังสร้างหนี้เสียกันแบบมหาศาล จนพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ เขาเลยเริ่มหาทาง "เดิมพัน" กับมัน คือถ้าเศรษฐกิจพัง เขาก็จะได้เงินมหาศาล
อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือ Mark Baum (รับบทโดย Steve Carell) ผู้จัดการกองทุน Hedge Fund ที่เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบพวกตุกติกในวงการการเงิน เขาเป็นคนที่มีทีมงานเก่งๆ อย่าง Ben Rickert (รับบทโดย Brad Pitt) ที่เข้ามาช่วย แต่จุดเริ่มต้นของพวกเขาก็คือการได้ยินข่าวลือจาก Michael Burry นี่แหละครับ แล้วก็เริ่มเข้าไปสืบสาวราวเรื่อง จนเจอความจริงที่น่าตกใจ
นอกจากนี้ก็ยังมี Jared Vennett (รับบทโดย Ryan Gosling) นายธนาคารหนุ่มไฟแรง ที่เห็นโอกาสทำเงินจากวิกฤตนี้เหมือนกันครับ และ Jamie Shipley (รับบทโดย Finn Wittrock) กับ Charlie Geller (รับบทโดย John Magaro) สองหนุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่บังเอิญไปเจอข้อมูลของ Michael Burry เข้า เลยตัดสินใจร่วมวงเดิมพันด้วย
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้พิเศษมากๆ คือวิธีการเล่าเรื่องครับ นอกจากจะเล่าผ่านตัวละครหลักแล้ว บางครั้งผู้กำกับก็จะมี "การอธิบาย" แทรกเข้ามาในรูปแบบที่คาดไม่ถึง เช่น การให้ดาราอย่าง Margot Robbie, Selena Gomez, หรือ Anthony Bourdain มาปรากฏตัวสั้นๆ เพื่ออธิบายศัพท์การเงินที่ซับซ้อนให้เราฟังแบบบ้านๆ ครับ คือจะพูดถึง "Mortgage-backed Securities" หรือ "CDOs" อะไรพวกนี้ ที่ฟังแล้วงงๆ เขาก็จะออกมาอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นมาก เหมือนเรานั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่องให้ฟังเลยครับ
อีกอย่างที่ชอบคือ "ความตลก" ที่สอดแทรกเข้ามาครับ ถึงแม้เรื่องจะจริงจังและเครียดแค่ไหน แต่ก็มีมุกตลก จิกกัด เสียดสีวงการการเงินได้อย่างแสบสัน ทำให้คนดูอย่างเราไม่รู้สึกเบื่อ หรือเครียดจนเกินไปครับ มันเหมือนเป็นการประชดประชันความบ้าคลั่งของระบบ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่อง แต่มีคนกลุ่มน้อยที่รู้และกำลังจะกอบโกยจากความหายนะของคนอื่น
การแสดงของนักแสดงนี่ไม่ต้องพูดถึงครับ แต่ละคนเล่นได้ถึงบทบาทมากๆ Christian Bale ในบท Michael Burry นี่คือสุดยอดครับ การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง การพูดจา มันทำให้เรารู้สึกได้ถึงความอัจฉริยะที่แปลกแยกของตัวละครนี้ Steve Carell ก็เก่งมากในการถ่ายทอดความหงุดหงิด ความไม่พอใจต่อระบบ Ryan Gosling ก็มีเสน่ห์ในบทบาทนักการเงินเจ้าเล่ห์ ส่วน Brad Pitt ก็มาในมาดนิ่งๆ แต่แฝงด้วยความฉลาด
หนังเรื่องนี้ทำให้ผมเห็นภาพเลยว่า วิกฤตการเงินมันไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่มันเกิดจากการสะสมของปัญหาหลายๆ อย่าง ทั้งความโลภ การทุจริต การปล่อยกู้ที่ไม่มีการตรวจสอบ และการที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจหรือไม่เข้าใจระบบการเงินของตัวเอง จนทำให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ ครับ
สิ่งที่ได้จากหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริงคือ "ความรู้" ครับ ถึงแม้จะเป็นเรื่องการเงินที่ดูเหมือนไกลตัว แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว จะรู้สึกว่ามันใกล้ตัวเรามากๆ ครับ เพราะมันส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเราทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงินในกระเป๋า หรือแม้กระทั่งค่าครองชีพ
อีกประเด็นที่น่าคิดคือ "ความยุติธรรม" ครับ เมื่อวิกฤตเกิดขึ้น ใครคือผู้รับผิดชอบ? ใครคือผู้ที่ควรได้รับผลกระทบ? และใครคือผู้ที่กอบโกยผลประโยชน์? หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจ และทำให้เรามองเห็นเบื้องหลังของความมั่งคั่งของบางคน ว่ามันอาจจะแลกมาด้วยความเดือดร้อนของคนอีกมากมาย
ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง "Inside Job" (สารคดีเกี่ยวกับวิกฤตการเงินปี 2008) มาก่อน ก็จะยิ่งอินกับ "The Big Short" มากขึ้นไปอีกครับ เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนเป็นการเล่าเรื่องราวเบื้องหลังในเชิงนิยาย ที่ทำให้เราเข้าถึงอารมณ์และความคิดของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ดี
โดยสรุปแล้ว "The Big Short" เป็นหนังที่สนุก น่าติดตาม ให้ความรู้ และชวนให้คิดครับ ถึงแม้บางช่วงอาจจะงงๆ กับศัพท์เทคนิคการเงินบ้าง แต่โดยรวมแล้วเป็นหนังที่คุ้มค่าแก่การดูมากๆ ครับ ใครที่สนใจเรื่องการเงิน ประวัติศาสตร์ หรือแค่อยากดูหนังดีๆ ที่มีสาระ ผมแนะนำเรื่องนี้เลยครับ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน
สุดท้ายนี้ อยากจะฝากไว้ว่า การมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเงินของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ครับ อย่าปล่อยให้เรื่องเงินเป็นเรื่องที่ใครที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วเราก็พร้อมจะตกเป็นเหยื่อของระบบเสมอครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับผม!
มาดู "The Big Short" กันครับ แล้วจะรู้ว่าวิกฤตการเงินมันใกล้ตัวเราแค่ไหน!
: มาดู "The Big Short" กันครับ แล้วจะรู้ว่าวิกฤตการเงินมันใกล้ตัวเราแค่ไหน!
สวัสดีครับพี่น้องชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมมีหนังดีที่อยากจะมาแนะนำให้ดูกันครับ ชื่อเรื่อง "The Big Short" ฉายปี 2015 นี่แหละครับ เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องของวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่เราๆ ท่านๆ อาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามกันมาบ้าง แต่ไม่รู้ลึกรู้จริงว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ทำไมมันถึงใหญ่โตขนาดนั้น หนังเรื่องนี้แหละครับ ที่จะมาอธิบายเรื่องราวที่ซับซ้อนให้เราเข้าใจแบบง่ายๆ (แต่ก็แอบปวดหัวนิดๆ นะครับ)
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังแอ็คชั่นที่บู๊ล้างผลาญ หรือหนังรักโรแมนติกที่ดูแล้วยิ้มแก้มปรินะครับ แต่มันเป็นหนังแนว Drama, Comedy, History ที่อิงจากเรื่องจริง เล่าถึงกลุ่มคนที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ที่ดันมองเห็นช่องโหว่ของระบบการเงินที่กำลังจะพังพินาศ และตัดสินใจที่จะ "เดิมพัน" กับหายนะครั้งนี้ โดยการ "ชอร์ตเซล" ครับ ฟังดูเหมือนยากใช่ไหมครับ? ไม่ต้องห่วงครับ ผู้กำกับ Adam McKay เขาเก่งมากในการย่อยเรื่องยากๆ ให้เราเข้าใจได้
ตัวหนังจะเล่าผ่านมุมมองของตัวละครหลักหลายๆ คน ที่มีความเกี่ยวข้องกันในทางใดทางหนึ่ง คนแรกเลยคือ Michael Burry (รับบทโดย Christian Bale) นักลงทุนสัญชาติแปลกๆ ที่มีอาการทางสังคมนิดหน่อย แต่โคตรฉลาด เขาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของอเมริกา ว่ามันกำลังสร้างหนี้เสียกันแบบมหาศาล จนพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ เขาเลยเริ่มหาทาง "เดิมพัน" กับมัน คือถ้าเศรษฐกิจพัง เขาก็จะได้เงินมหาศาล
อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือ Mark Baum (รับบทโดย Steve Carell) ผู้จัดการกองทุน Hedge Fund ที่เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบพวกตุกติกในวงการการเงิน เขาเป็นคนที่มีทีมงานเก่งๆ อย่าง Ben Rickert (รับบทโดย Brad Pitt) ที่เข้ามาช่วย แต่จุดเริ่มต้นของพวกเขาก็คือการได้ยินข่าวลือจาก Michael Burry นี่แหละครับ แล้วก็เริ่มเข้าไปสืบสาวราวเรื่อง จนเจอความจริงที่น่าตกใจ
นอกจากนี้ก็ยังมี Jared Vennett (รับบทโดย Ryan Gosling) นายธนาคารหนุ่มไฟแรง ที่เห็นโอกาสทำเงินจากวิกฤตนี้เหมือนกันครับ และ Jamie Shipley (รับบทโดย Finn Wittrock) กับ Charlie Geller (รับบทโดย John Magaro) สองหนุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่บังเอิญไปเจอข้อมูลของ Michael Burry เข้า เลยตัดสินใจร่วมวงเดิมพันด้วย
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้พิเศษมากๆ คือวิธีการเล่าเรื่องครับ นอกจากจะเล่าผ่านตัวละครหลักแล้ว บางครั้งผู้กำกับก็จะมี "การอธิบาย" แทรกเข้ามาในรูปแบบที่คาดไม่ถึง เช่น การให้ดาราอย่าง Margot Robbie, Selena Gomez, หรือ Anthony Bourdain มาปรากฏตัวสั้นๆ เพื่ออธิบายศัพท์การเงินที่ซับซ้อนให้เราฟังแบบบ้านๆ ครับ คือจะพูดถึง "Mortgage-backed Securities" หรือ "CDOs" อะไรพวกนี้ ที่ฟังแล้วงงๆ เขาก็จะออกมาอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นมาก เหมือนเรานั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่องให้ฟังเลยครับ
อีกอย่างที่ชอบคือ "ความตลก" ที่สอดแทรกเข้ามาครับ ถึงแม้เรื่องจะจริงจังและเครียดแค่ไหน แต่ก็มีมุกตลก จิกกัด เสียดสีวงการการเงินได้อย่างแสบสัน ทำให้คนดูอย่างเราไม่รู้สึกเบื่อ หรือเครียดจนเกินไปครับ มันเหมือนเป็นการประชดประชันความบ้าคลั่งของระบบ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่อง แต่มีคนกลุ่มน้อยที่รู้และกำลังจะกอบโกยจากความหายนะของคนอื่น
การแสดงของนักแสดงนี่ไม่ต้องพูดถึงครับ แต่ละคนเล่นได้ถึงบทบาทมากๆ Christian Bale ในบท Michael Burry นี่คือสุดยอดครับ การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง การพูดจา มันทำให้เรารู้สึกได้ถึงความอัจฉริยะที่แปลกแยกของตัวละครนี้ Steve Carell ก็เก่งมากในการถ่ายทอดความหงุดหงิด ความไม่พอใจต่อระบบ Ryan Gosling ก็มีเสน่ห์ในบทบาทนักการเงินเจ้าเล่ห์ ส่วน Brad Pitt ก็มาในมาดนิ่งๆ แต่แฝงด้วยความฉลาด
หนังเรื่องนี้ทำให้ผมเห็นภาพเลยว่า วิกฤตการเงินมันไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่มันเกิดจากการสะสมของปัญหาหลายๆ อย่าง ทั้งความโลภ การทุจริต การปล่อยกู้ที่ไม่มีการตรวจสอบ และการที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจหรือไม่เข้าใจระบบการเงินของตัวเอง จนทำให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ ครับ
สิ่งที่ได้จากหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริงคือ "ความรู้" ครับ ถึงแม้จะเป็นเรื่องการเงินที่ดูเหมือนไกลตัว แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว จะรู้สึกว่ามันใกล้ตัวเรามากๆ ครับ เพราะมันส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเราทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเงินในกระเป๋า หรือแม้กระทั่งค่าครองชีพ
อีกประเด็นที่น่าคิดคือ "ความยุติธรรม" ครับ เมื่อวิกฤตเกิดขึ้น ใครคือผู้รับผิดชอบ? ใครคือผู้ที่ควรได้รับผลกระทบ? และใครคือผู้ที่กอบโกยผลประโยชน์? หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจ และทำให้เรามองเห็นเบื้องหลังของความมั่งคั่งของบางคน ว่ามันอาจจะแลกมาด้วยความเดือดร้อนของคนอีกมากมาย
ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง "Inside Job" (สารคดีเกี่ยวกับวิกฤตการเงินปี 2008) มาก่อน ก็จะยิ่งอินกับ "The Big Short" มากขึ้นไปอีกครับ เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนเป็นการเล่าเรื่องราวเบื้องหลังในเชิงนิยาย ที่ทำให้เราเข้าถึงอารมณ์และความคิดของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ดี
โดยสรุปแล้ว "The Big Short" เป็นหนังที่สนุก น่าติดตาม ให้ความรู้ และชวนให้คิดครับ ถึงแม้บางช่วงอาจจะงงๆ กับศัพท์เทคนิคการเงินบ้าง แต่โดยรวมแล้วเป็นหนังที่คุ้มค่าแก่การดูมากๆ ครับ ใครที่สนใจเรื่องการเงิน ประวัติศาสตร์ หรือแค่อยากดูหนังดีๆ ที่มีสาระ ผมแนะนำเรื่องนี้เลยครับ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน
สุดท้ายนี้ อยากจะฝากไว้ว่า การมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเงินของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ครับ อย่าปล่อยให้เรื่องเงินเป็นเรื่องที่ใครที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วเราก็พร้อมจะตกเป็นเหยื่อของระบบเสมอครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับผม!