เมื่อเราทั้ง 2 คนเป็นมะเร็งทั้งคู่ จึงขอตั้งกระทู้ให้กำลังใจทุกคนสู้ไปด้วยกัน

กระทู้สนทนา
​สวัสดีค่ะ วันนี้อยากจะมาแชร์ประสบการณ์การเป็นมะเร็งถึง 2 ครั้ง เผื่อเป็นข้อคิดให้หลาย ๆ คนค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยากมาคอนเฟิร์มประโยคที่เคยได้ยินมาบ่อย ๆ ของชาวมะเร็งค่ะว่า “การรักษามะเร็งรอบแรกสำคัญที่สุด”  ขอบอกก่อนค่ะ ว่าปัจจุบันนี้ เราอายุ 49 ค่ะ และเสร็จสิ้นการรักษามะเร็งรอบที่ 2 เรียบร้อยแล้ว (เมื่อต้นปี 2568) ตอนนี้ยังติดตามอาการกับคุณหมออยู่เรื่อย ๆ ทุก 3 เดือน ล่าสุดที่ตรวจทั้ง Mammogram, Ultrasound, ดูค่ามะเร็ง, ตรวจยีนส์พันธุกรรม ทุกอย่างปกติดีค่ะ มีเจอก้อนเนื้อนิดหน่อยแต่หมอบอกไม่น่ากังวลอะไร สุขภาพโดยรวมก็ยังปกติดีค่ะ 

เริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่แรกเลยนะคะ ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นคือช่วงปลายปี 2560 ค่ะ เริ่มตอนช่วงกลาง ๆ ปี ช่วงนั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย เหมือนฮอร์โมนเปลี่ยนหรืออะไรซักอย่าง ทำให้มีอาการ “นอนไม่หลับ” ทั้งที่เราก็ไม่น่าจะมีเรื่องเครียดอะไร เป็นแม่บ้านดูแลลูกปกติ กว่าจะนอนหลับก็ปาเข้าไป ตี 2 – 3 แล้วพอตี 5 ก็ต้องตื่นมาทำหน้าที่แม่บ้านของเราเตรียมข้าวให้แฟน ให้ลูก แต่ก็มีงีบช่วงกลางวันบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ เป็นแบบนี้อยู่ประมาณ 2 เดือนได้ค่ะ แล้ววันนึงก็รู้สึกได้ว่ามีอาการปวดสะบักข้างขวาร้าวมาถึงเต้านม แต่ก็ยังไม่ได้เอะใจอะไรเพราะคิดว่าตอนนั้นเข้าวัยเลข 4 คงเป็นอาการจากอายุเรารึป่าว ก็เลยปล่อยอาการปวดสะบักนี้เรื้อรังมาเกือบ 2 เดือน จนมาถึงเวลาตรวจสุขภาพประจำปีค่ะ 

จำได้แม่นเลยคือ ตอนนั้นเป็นช่วงเดือน พ.ย. เพราะเป็นช่วงใกล้วันเกิด เราก็ไปหาหมอ ตรวจร่างกายทั่วไป และมีโปรแกรมที่ตรวจเช็กมะเร็งเต้านมด้วย มีการตรวจ Mammogram ก็ปกติ ไม่มีอะไร แต่พอมา Ultrasound คุณหมอบอกว่า เหมือนจะมีก้อนแปลก ๆ อยู่ที่เต้านมด้านซ้าย เหมือนจะเป็นถุงน้ำหรือซีสต์ ขนาดประมาณ 1 ซม.กว่า ๆ มีรอยหยักนิด ๆ คิดว่าคงเป็นแค่ก้อนเนื้อธรรมดา ไม่ได้มีอะไร คุณหมอเลยถามว่าจะผ่าเอาออกเลยมั้ย ตอนนั้นเราก็ไม่ได้กลัว ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าก็ผ่าเอาออกแล้วจบ เลยได้นัดผ่าตัดช่วงต้นเดือน ธ.ค. ระหว่างช่วงนั้นเราก็เลยลองปรึกษาเพื่อนที่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้ เค้าก็แนะนำว่าลองคุยกับหมอให้เจาะชิ้นเนื้อไปตรวจก่อนมั้ย ถ้าผ่าก็จะได้เจ็บตัวทีเดียว เลยลองไปปรึกษาคุณหมออีก รพ. นึง คุณหมอเลยเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจแล้วให้มาฟังผลอีกที พอถึงเวลานัดไปฟังผลเราก็เข้าไปพบหมอปกติ คำแรกที่คุณหมอทักคือ “มีใครมาด้วยมั้ย เชิญเค้าเข้ามาฟังด้วย” ตอนนั้นเราก็ตกใจนิดนึง แต่ก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างมาให้ก่อน 

แล้วผลก็เป็นไปตามสัญญาณนั้นเลย “มะเร็งเต้านม” แต่ไม่รู้ทำไมเราไม่ได้รู้สึกตกใจ หรือเสียใจอะไรเลยตอนนั้น ไม่เหมือนกับที่หลาย ๆ คนเจอ หมอบอกต่อว่า แต่ก้อนนี้ยังเล็กมาก ๆ เลย แค่ 1 ซม.กว่า ๆ เอง ผ่าออกได้อยู่แล้ว “ผ่าเลยมั้ย?” เราก็ตอบตกลงเลย แล้วหมอก็นัดผ่าวันรุ่งขึ้นเลยค่ะ ตอนนั้นหมอบอกว่า ก้อนยังเล็กและอยู่ข้างหลัง เลยเลือกที่จะผ่าตัดแบบสงวนเต้าส่วนต่อมน้ำเหลืองก็ไม่ได้เลาะออก พอผ่าเอาก้อนออกมาไปย้อมสีก็รู้ว่าเป็นมะเร็งชนิด Her2++ แผนการรักษาต่อเลยจะเป็น คีโม 8 เข็ม (น้ำแดง 4 น้ำขาว 4) ฉายแสง 26 แสง และยามุ่งเป้าต่ออีก 18 
เราก็เริ่มคีโมเข็มแรกผ่านไปได้ ตอนให้ก็ไม่ได้มีอะไร แต่ Effect หลังจากนั้นคือหนักมาก เบื่ออาหาร กินข้าวได้น้อย พอเข็ม 2 - 3 ค่าเลือดไม่ผ่านซักรอบเลยค่ะ แต่ก็ยังลุยต่อจนผ่านมา 4 เข็มครบของน้ำแดง เรื่องใหญ่มาตอนเข็มที่ 5 ตอนเริ่มยาคีโมน้ำขาวค่ะ ตอนนั้นเรารู้สึกว่า 4 เข็มแรก ที่เราไปให้มามันเหนื่อย เพลีย หลังจากให้ยา รอบนี้พอเปลี่ยนสูตร เราก็กลัวว่าจะมีอาการหลังจากให้ยา เลยขอคุณหมอย้ายไปห้องพิเศษดีกว่า ขอแอดมิดเลย 1 คืน จะได้พักผ่อนที่ รพ. ค่อยกลับบ้านอีกวันนึง (ก่อนหน้านั้นคือ ไป-กลับ ตลอดเลยค่ะ ให้ยาคีโม แล้วกลับเลยตลอด) สิ่งที่ไม่คาดคิดก็มาเลยค่ะ พอเราไปอยู่ห้องพิเศษกลายเป็นว่าเจอพยาบาลที่เค้าไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการให้ยาคีโมค่ะ อาจจะด้วยความที่เค้าไม่ค่อยได้ให้ยาคีโมด้วยรึป่าวไม่แน่ใจ เราก็มีถามเค้าตามปกติว่า ยานี้ต้องให้กี่ชั่วโมงคะ? เค้าก็บอกว่า 4 ชั่วโมงค่ะ ตอนนั้นเราก็สังเกตเห็นแล้วแหละ เค้าก็พยายามปรับตรงสายยาเคมี ปรับไปปรับมาหลายรอบมาก แต่ก็ไม่ได้อะไรก็งีบไประหว่างให้ยา พอซักประมาณ 1 ชม. เราก็สะดุ้งตื่นมา สิ่งที่เห็นคือยาคีโมที่ให้หมดแล้วทั้งที่ผ่านไปชั่วโมงเดียว หัวใจเราเต้นเร็วมาก จาก 70 วิ่งขึ้นไป 120 เลย เราเลยบอกให้แฟนเราที่รออยู่ไปตามหมอกับพยาบาลมาเลย ทุกคนก็วิ่งกรูเข้ามาดูแบบตกใจมาก ก็คือแน่ ๆ แล้วว่าพยาบาลปรับสายผิด จากที่ควรจะให้ยาเคมี 4 ชั่วโมง กลายเป็นเข้ามารวดเดียว 1 ชั่วโมงหมดเลย ตอนนั้นหมอเลยแก้ปัญหาโดยการสั่งให้น้ำเกลืออย่างเร่งด่วนเพื่อให้น้ำเกลือเค้าวิ่งเข้าไปไล่ยาเคมีออกให้หมด หัวใจเราก็เต้นแรง เต้นรัวไม่หยุดเลยค่ะ จนผ่านไปซักพัก หมอก็มาคุยด้วยว่า ให้นอนพักดูอาการไปก่อน 6 ชั่วโมงแล้วหมอจะมาดูอีกที ตอนนั้นเรากลัวมาก ๆ นอนไม่ได้เลยค่ะ ทั้งเราทั้งแฟน กลัวว่าถ้าหลับไปจะไม่ตื่น 6 ชั่วโมงนั้นมันยาวนานมาก มันทั้งกลัว ทั้งกังวลไปหมด แต่สุดท้ายแล้ว 6 ชั่วโมงนั้นก็ผ่านไปได้ค่ะ ไม่ได้มีปัญหาอะไร หลังจากนั้นพยาบาลมากันทั้งวอร์ดเลยค่ะ มาขอโทษเราใหญ่เลย เราก็ไม่ได้ถือโทษ ไม่ได้จะเอาเรื่องอะไรค่ะ แต่โกรธมั้ย โกรธมาก ถ้าเราไม่ได้ถามก่อนว่ากี่ชั่วโมง หรือเป็นคนที่ไม่รู้ จะเป็นยังไง เลยขอให้เคสเราเป็นอุทาหรณ์ให้กับทางพยาบาลไปค่ะ ถ้าไม่แน่ใจ ไม่ชัวร์ตรงไหน อยากให้เค้าไปถามคนที่รู้ค่ะ อย่ามาปรับเอง คิดเองแบบนี้ เข้าใจว่าไม่ได้เชี่ยวชาญหรือเจอคนรักษามะเร็งในห้องพิเศษเยอะค่ะ หลังจากเข็มนั้นเราเข็ดเลย อีก 3 เข็มที่เหลือเรากลับไปที่แผนกที่เคยให้คีโมเหมือนเดิมค่ะ ไม่ขออยู่ห้องพิเศษแล้ว ขอเจอพยาบาลเจอคนที่เชี่ยวชาญดีกว่า เราก็ให้คีโมจนจบครบ 8 เข็มช่วงปี 61 แล้วต่อด้วยยามุ่งเป้าอีก 18 เข็ม ตรงนี้ก็ไม่ได้มีผลข้างเคียงอะไรค่ะ ก็ให้จนครบจบการรักษาตอนกลางปี 62 ค่ะ หลังจากนั้นหมอก็ให้ทานยาต้านฮอร์โมนไปอีก 5 ปี และระหว่างทางก็ต้องมีไป follow-up กับคุณหมออยู่ตลอดค่ะ
จนมาถึงช่วงปี 66 เกือบจะครบ 5 ปีที่ทานยาต้านฮอร์โมนแล้ว แต่คำว่า “มะเร็ง” ก็วนมาอีกครั้ง โดยที่ครั้งนี้ มาเจอที่แฟนเราค่ะ แฟนตรวจเจอมะเร็งที่ลำไส้ แต่ด้วยความที่เรามีประสบการณ์มาแล้ว แล้วสมัยช่วงนี้ก็ข้อมูลอะไรต่าง ๆ หาง่ายขึ้นเยอะ ไม่เหมือนช่วงที่เราเจอมะเร็งเมื่อก่อน ตอนนั้นเราไปเจอเพจของคุณจาคี มะเร็งไดอารี่ ซึ่งคุณจาคีก็เคยเป็นมะเร็งลำไส้เหมือนกัน แล้วไปเจอตัว เบต้ากลูแคน ที่เค้าบอกว่าเป็นสารอาหารที่ร่างกายเราผลิตเองไม่ได้ มีส่วนช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน ค่าเลือด และช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งได้ด้วย เราก็เลยสั่งมาให้แฟนทาน ตอนนั้นแฟนรักษาราบรื่นมาก ค่าเลือดผ่านตลอด ผลข้างเคียงก็น้อยมาก ๆ เลย ระหว่างนั้นเราก็ดูแลแฟนเราปกติ ไม่ได้มีอะไรจนถึงช่วงปลายปี 66 เราก็มีคลำเต้านมตัวเองแล้วก็รู้สึกแปลก ๆ มันเหมือนมีความรู้สึกเหมือนเป็นแผ่น ๆ อยู่ตรงจุดเดิมที่เราเคยผ่าตัดไปรอบแรก แต่ก็ไม่ได้อะไร เพราะคิดว่าเดี๋ยวต้นปีก็ถึงรอบหมอนัดไปตรวจอยู่แล้ว
พอช่วงต้นปี 67 ก็ถึงช่วงที่ต้องไปหาคุณหมอ Follow-up พอดี ก็ได้ไปตรวจ Mammogram ปกติไม่เจออะไร แต่พอ Ultrasound เหมือนเดิมเลยค่ะ เจอก้อนแปลก ๆ ที่จุดเดิมที่เคยรักษาไป แล้วผลก็ออกมาตามนั้นเลย คือ “มะเร็งกลับมา” ค่ะ  ที่จุดเดิม ตอนที่ผ่านไปแล้วเกือบ 5 ปี และช่วงเวลาแค่ไม่ถึง 6 เดือนจากที่เราคลำเจอ ก้อนนี้โตมาที่ 1.5 ซม. เรียบร้อยแล้วค่ะ พอเจอรอบสองนี้ ตอนแรกเราก็คิดว่า ตัวเองไม่เครียด ฉันทำได้ ฉันผ่านมาแล้ว เจอแล้วก็รักษาแค่นั้น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย มันกลายเป็นการกดดันตัวเอง เกิดภาวะเครียดสะสม เครียดแบบไม่รู้ตัวด้วยค่ะ ทำให้นึกย้อนไปสมัยรักษารอบแรกเลย อยู่ดี ๆ คำพูดของคุณหมอตอนจะฉายแสงเคยบอกไว้ว่า ไม่ผ่าตัดรอบ 2 ก่อนหรอ ผ่าเอาก้อนออกรอบเดียวเลยหรอ มันจะมีโอกาสกลับมานะ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรเพราะคิดว่าหมอที่ผ่าตัดเราคงไม่อยากให้เราเจ็บตัว และคิดว่าเค้าจัดการดีแล้ว พอการรักษารอบสองนี้เราเลยเริ่มมีความไม่ค่อยมั่นใจ เลยออกไปหา Second opinion ค่ะ แล้วบังเอิญไปเจอเพจของคุณหมอท่านหนึ่ง เราโทรไปสอบถามโรงพยาบาลถึงวันที่คุณหมอจะเข้า แล้วก็วิ่งไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลอีกวันเลยค่ะ แล้วก็ได้เจอคุณหมอ ก็เข้ากระบวนการตรวจหมดเลย แล้วคุณหมอก็บอกประโยคนึงมาเลยค่ะ ว่ารอบแรกที่รักษาเอาเชื้อออกไม่หมดนะ แต่โชคดีมากที่มันยังอยู่แค่จุดเดิม ย้อมสีอะไรแล้วไม่มีลามไปต่อมน้ำเหลืองหรือที่อื่น รอบนี้เลยผ่าตัดแบบตัดเต้าไปเลย แล้วหมอนัดผ่าวันรุ่งขึ้นเลยค่ะ ลืมบอกไปเลยค่ะ ว่าตั้งแต่แฟนทาน เบต้ากลูแคน เราก็เริ่มทานมาด้วยค่ะ ทานบ้างไม่ทานบ้าง แต่พอตอนจะมาเจอรอบ 2 แล้วกำลังจะเริ่มการรักษา เลยต้องมาทานปริมาณเท่าแฟน ที่ก่อนหน้านี้ทานอยู่ค่ะ ​ตอนรักษาเราก็เริ่มอัดตั้งแต่ก่อนรักษา ระหว่างรักษา จนจบการรักษาเลย สิ่งที่เห็นเลยคือ พอวันรุ่งขึ้นเราผ่าตัดเสร็จ พักฟื้นคืนเดียวแล้วกลับบ้านได้เลย แผลอักเสบน้อยมาก ๆ แผลแห้งไวมากค่ะ ขอบคุณทางคุณหมอด้วยที่ผ่าตัดได้ดีค่ะ แทบไม่มีการอักเสบเลย

หลังจากผ่าตัดเสร็จ ก็มีการพักฟื้น 2 อาทิตย์ พอเข้าอาทิตย์ที่ 3 หมอเห็นว่าแผลดีขึ้นแล้ว ก็จัดยาเคมีบำบัดให้ต่อเลยค่ะ รอบนี้คีโมอีก 6 เข็ม พร้อมกับ ยามุ่งเป้าให้พร้อมกันเลยค่ะ อ้อ..ระหว่างช่วงที่เจอเราก็มีถามหมอว่า แบบที่เราเป็นนี้ คือ มะเร็งระยะที่เท่าไหร่ หมอบอกว่า การกลับมาเป็นซ้ำ แม้ว่าการเป็นจะเป็นที่เดิม ก้อนเล็ก และไม่ลามไปไหน ก็จะถือว่าเป็น “ระยะที่สี่” ทั้งหมดค่ะ เพราะโอกาสการรักษาหายจะยากกว่ารอบแรก ตัวมะเร็งอาจจะกลายพันธุ์หรืออาจจะดื้อยา หรือมีโอกาสลามมากกว่ารอบแรก ตอนเราได้ยินแบบนี้ก็อึ้งไปเลยค่ะ ตอนนั้นเลยถามหมอตรง ๆ เลยว่าแล้วหนูจะอยู่ได้อีกนานมั้ยคะหมอ หมอตอบมาเลยว่า “โอกาสหายขาดมีแน่นอน ไม่ต้องไปกังวล หมอทำเต็มที่ คนไข้ก็ดูแลตัวเองให้เต็มที่ ช่วยกันทั้งสองแรง ยังไงก็มีโอกาสหาย” ตอนนั้นเราใจฟูเลย เหมือนได้เติมพลังใจขึ้นมาเต็มเปี่ยมเลยค่ะ ตั้งใจรับการรักษา ตั้งใจดูแลตัวเอง กินให้ได้เยอะ ๆ โปรตีนและเบต้ากลูแคนไม่ให้ขาด พยายามไม่เครียด นอนพักผ่อนให้ดี เลยทำให้การรักษารอบสองนี้ ต่างกับรอบแรกมาก ๆ เลยค่ะ ค่าเลือดผ่านทุกรอบ ผลข้างเคียงก็น้อยมากๆๆ เลย แต่ก็ยังมีอาการพ่วงท้ายมาระหว่างรักษาคือ ไทรอยด์เป็นพิษค่ะ แต่ก็ไม่ได้มีปัญหากระทบอะไร เราก็รักษามะเร็งจนจบตามคอร์ส (ผ่าตัด, คีโม, ยามุ่งเป้า, ฉายแสง) เมื่อเดือน มี.ค. 68 ที่ผ่านมานี้ค่ะ เสร็จปุ๊ปก็ผ่าตัดไทรอยด์ต่อเลย ตอนผ่าไทรอยด์ก็ผ่ากันอยู่ 4 ชั่วโมงเลยค่ะ นอนพักฟื้นอยู่ 2 วัน ก็กลับบ้านได้ หมอชมว่าฟื้นตัวไวมาก หายไว ไม่อักเสบเลย จนถึงตอนที่เรามาเขียนนี้ ก็มี follow-up กับหมอไปค่ะ ทุกอย่างก็ยังปกติดีค่ะ

ทั้งหมดที่มาแชร์นี้อาจจะยาวหน่อยนะคะ แต่ก็หวังว่าน่าจะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ได้เข้ามาอ่านค่ะ สิ่งสำคัญจากประสบการณ์กว่า 8 - 9 ปีที่ผ่านมา เจอมะเร็งทั้งกับตัวเองและกับแฟน เลยได้รู้ว่า ข้อมูลสำคัญมาก ๆ ค่ะ ยุคนี้ข้อมูลหาง่าย การรู้ไว้เป็นพื้นฐานไม่เสียหายค่ะ แต่ถ้ากังวลมากไป เครียดมากไป จะกลายเป็นดาบสองคมค่ะ อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ฟังคุณหมอเป็นหลัก และหาข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่คุณหมอบอกเป็นพื้นฐานพอค่ะ หมอบอกจะรักษาแบบไหนบ้าง ก็เอาแค่สิ่งที่มาจากปากคุณหมอมาตั้งหลัก และค่อยพยายามรู้ข้อมูลจากงานวิจัย หรือแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือพอค่ะ อีกอย่างคือ เราสามารถหาหมอ Second Opinion เพื่อขอความเห็นเพิ่มเติมได้ค่ะ เรามั่นใจกับหมอคนไหนหรือเชื่อในหมอคนไหน ก็รักษากับหมอคนนั้นค่ะ สิ่งสำคัญตอนระหว่างรักษาสำหรับฝั่งผู้ป่วย ส่วนตัวของเราคิดว่า การกิน และความเครียด เลยค่ะ กินให้ดีตามหมอบอกค่ะ เลี่ยงของหมักดอง เน้นของปรุงสุก สะอาด กินให้ได้เยอะ ๆ เน้นโปรตีนด้วย เพราะจะส่งผลถึงค่าเลือด และภูมิคุ้มกันของเรา พยายามหาอะไรที่ชอบทำจะได้ช่วยลดความเครียดด้วย พอเราไม่เครียด เราก็จะพร้อมจะทำทุกอย่างที่หมอบอกได้ กินดี นอนดี ทุกอย่างส่งผลกันหมดเลยค่ะ​
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่