สารคดีประวัติศาสตร์ A-50 AWACS สัตว์ร้ายเรดาร์บินได้ของรัสเซีย!

กระทู้สนทนา
สารคดีประวัติศาสตร์ A-50 AWACS สัตว์ร้ายเรดาร์บินได้ของรัสเซีย!

1. นิยามและฉายาของอสุรกายแห่งรัสเซีย
เบรีเยฟ เอ-50 คืออากาศยานระบบเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมในอากาศ (AEW&C) ของรัสเซีย เปรียบเสมือน "หอคอยสังเกตการณ์ลอยฟ้า" หรือ "ศูนย์บัญชาการเคลื่อนที่" ที่มีบทบาทสำคัญในการชี้ชะตาสมรภูมิทางอากาศ โดยมีฉายาว่า "ดวงตาแห่งมอสโก" (Eye of Moscow) ขณะที่ทางฝั่งนาโต (NATO) กำหนดรหัสเรียกขานว่า "เมนสเตย์" (Mainstay)

2. จุดกำเนิดจากความกลัวในยุคสงครามเย็น
โครงการนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 เพื่อปิดจุดอ่อนของสหภาพโซเวียตที่ไม่สามารถตรวจจับเครื่องบินที่บินระดับต่ำหรือขีปนาวุธร่อนได้ เนื่องจากข้อจำกัดของเรดาร์ภาคพื้นดิน (Radar Horizon) ความกดดันยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อสหรัฐฯ เปิดตัวเครื่องบิน E-3 Sentry (AWACS) ทำให้โซเวียตต้องเร่งพัฒนาโดยใช้โครงสร้างจากเครื่องบินขนส่ง Ilyushin Il-76 ที่มีความทนทานสูงและสามารถบรรทุกระบบอิเล็กทรอนิกส์มหาศาลได้

3. หัวใจทางเทคโนโลยี: ระบบเรดาร์ "ชเมล" (Schmel)
จานเรดาร์โรโตโดม: มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบ 10 เมตร ติดตั้งบนหลังเครื่องบิน หมุนด้วยความเร็ว 10 รอบต่อนาที ซึ่งเป็นความท้าทายทางวิศวกรรมอย่างมากในการรักษาสมดุลขณะบิน

ระบบประมวลผล: ในยุคแรกถือเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งในการย่อส่วนคอมพิวเตอร์ที่มีพลังประมวลผลสูง (170 ล้านคำสั่งต่อวินาที) ให้ลงมาอยู่ในเครื่องบินได้ แม้ในช่วงแรกระบบจะมักเกิดอาการ "ค้าง" จนต้องรีบูตกลางอากาศก็ตาม

การป้องกันสัญญาณรบกวน: เนื่องจากเรดาร์มีกำลังส่งมหาศาล วิศวกรต้องออกแบบฉนวนป้องกันแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) อย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้คลื่นเรดาร์ไปทำลายระบบสื่อสารและเป็นอันตรายต่อลูกเรือภายในเครื่อง

4. สมรรถนะและชีวิตในเครื่องบิน
ขุมพลัง: ในรุ่นปรับปรุง (A-50U) ใช้เครื่องยนต์ Aviadvigatel PS-90A-76 จำนวน 4 เครื่องยนต์ บินได้สูง 10,000 เมตร และบินได้นานต่อเนื่อง 4-10 ชั่วโมง (สามารถเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้)

ลูกเรือและสวัสดิการ: มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 15 นาย แบ่งเป็นฝ่ายบิน 5 นาย และฝ่ายภารกิจ 10 นาย ที่น่าสนใจคือในยุคแรกไม่มี "ห้องน้ำ" จนต้องมีการสั่งการด่วนจากรัฐมนตรีกลาโหมให้ติดตั้ง เพื่อลดความล้าของลูกเรือในภารกิจที่ยาวนาน

5. กลยุทธ์การรบ: ผู้บงการเบื้องหลัง
เอ-50 ทำหน้าที่เป็น "ตัวคูณกำลัง" (Force Multiplier) โดยสามารถตรวจจับเป้าหมายได้ไกลถึง 650 กิโลเมตร และติดตามเป้าหมายได้พร้อมกันกว่า 300 เป้าหมาย ยุทธวิธีที่โดดเด่นคือการส่งข้อมูลเป้าหมายให้เครื่องบินขับไล่ (เช่น Su-35) โดยที่เครื่องบินขับไล่เหล่านั้นไม่ต้องเปิดเรดาร์ตัวเอง ทำให้เข้าโจมตีศัตรูได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับระบบป้องกันภัยภาคพื้นดิน S-400 เพื่อช่วยชี้เป้าเป้าหมายที่อยู่ต่ำกว่าเส้นขอบฟ้าได้อีกด้วย

6. ประวัติการรบและความสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์
อดีต: เคยโชว์ผลงานในสงครามอ่าว (ตรวจจับขีปนาวุธโทมาฮอว์ก), สงครามซีเรีย และเคยใช้เรดาร์ระบุตำแหน่งเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกจี้ในพื้นที่ป่าลึกได้สำเร็จ

ปัจจุบัน (ยูเครน): กลายเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงที่สุด ในปี 2024 รัสเซียเสียเครื่อง A-50U ไปถึง 2 ลำ ("37 แดง" และ "42 แดง") คาดว่าถูกซุ่มโจมตีโดยระบบขีปนาวุธยุคเก่าที่ได้รับการปรับปรุงใหม่อย่าง S-200 ร่วมกับระบบ Patriot ความสูญเสียนี้ทำให้ "ดวงตา" ของรัสเซียหายไปหลายดวง และต้องระมัดระวังในการใช้งานมากขึ้น

7. บทสรุปสู่ทายาทสายพันธุ์ใหม่
ปัจจุบันเทคโนโลยีของ เอ-50 เริ่มล้าสมัย รัสเซียจึงกำลังพัฒนา เอ-100 "พรีเมียร์" (A-100 Premier) ซึ่งจะใช้เรดาร์แบบ AESA (กวาดสัญญาณด้วยความเร็วแสงโดยไม่ต้องหมุนจาน) และใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์สนามรบ เพื่อสืบทอดตำนานเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าที่โลกยังคงต้องจับตามอง

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่