‘เอกนิติ’ ไม่ฟันธงฟ้องค่าย NETA รอคุยสรรพสามิต-หวังคัมแบ็กลุยงานต่อ

กระทู้ข่าว
“เอกนิติ” หวังได้ทำงานต่อ หลังเลือกตั้ง ย้ำอุตสาหกรรม EV ยังต่อยอดได้ไม่ตกขบวนเทรนด์โลก ชี้กรณี NETA มีปัญหาทำรัฐเสียหายต้องมองภาพรวมมีทั้งคนประสบความสำเร็จ-ไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนการฟ้องร้องขอหารืออธิบดีสรรพสามิตก่อน ยังลุ้น GDP โตได้ 3% ดึงเศรษฐกิจขึ้นจากหล่มเก่า ย้ำวินัยการเงินการคลัง การันตีไม่ถูกหั่นเครดิตระยะสั้น

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะทีมเศรษฐกิจและสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ว่า ที่ผ่านมาได้ทำให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากการติดหล่มแล้ว จึงเป็นเหตุผลให้อยากที่จะทำงานต่อหากพรรคได้รับการเลือกตั้ง และได้จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

“สาเหตุที่อยู่ทำการเมืองต่อคือ วันนี้เราเอารถฟื้นจากหล่มแล้วจะทำให้ฟื้นต่อเนื่องได้อย่างไร เพราะถ้าเศรษฐกิจไทยโตไม่ต่อเนื่องก็อาจจะกลับมาติดหล่มใหม่ พรรคภูมิใจไทยเปิดให้ผมทำเต็มที่ เขาให้โอกาสทำคนละครึ่ง ผมขอเพิ่มเรื่องคำว่าพลัส ซึ่งเป็นคำที่คิดขึ้นมา เพราะเราอยากจะบอกว่า เงินทุกบาทมีความหมาย ไม่อยากจะลดรายจ่ายแจกเงินอย่างเดียว ผมจึงเติมคำว่าพลัส ท่านนายกฯก็ให้ทำ พลัสคือสอนทักษะออนไลน์ให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาด”

นายเอกนิติ กล่าวว่า ผลของการทำงานทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย ด้วยการทำ quick big win ออกมาเป็นตัวเลขการฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยก่อนที่จะเข้ามาบริหาร เศรษฐกิจไทยติดหล่ม อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี 0.3% แต่ในรัฐบาลภูมิใจไทย 2 เดือน ข้อมูลล่าสุด ไตรมาส 4 ของปี 2568 จีดีพีขยับขึ้นมาเป็น 1.8 % โดยมาจาก 2 ปัจจัย คือ ผลจาก quick big win ทำให้ขึ้นมาเป็น 1.4% และมาจากส่งออกที่ดีขึ้น 0.4% รวมเป็น 1.8%

รมว.คลังระบุว่า ตั้งเป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจไว้ที่ 3% “ผมจะพูด 5% หรือ 6% ก็ได้ แต่ศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่า จีดีพีโตได้ 2.7% แก้วรับน้ำได้แค่นี้ ผมจึงต้องเอาแก้วใหม่ สร้างศักยภาพใหม่ให้เมืองไทย ด้วยเศรษฐกิจสีเขียวพลัส ลงทุนพลัส ผมไม่เพ้อฝัน จึงบอกว่า เติบโตทั่วถึง เติบโตมีคุณภาพ เติบโตเต็มศักยภาพ”

นายเอกนิติกล่าวถึงวินัยการเงินการคลังว่า มีความตั้งใจมาก เอาแผนวินัยการเงินการคลังเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งเชื่อมั่นประเทศไทย และเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่โดนหั่นเครดิต แต่ในอนาคตขึ้นกับพฤติกรรมด้วย

“สาเหตุที่เราไม่โดนหั่นเครดิต คือเราแสดงให้เห็นว่าเราเอาจริง เขาเห็นคลังคืนหนี้ให้กับธนาคารในกำกับของรัฐ อย่าง ธ.ก.ส.ก่อน อีกเรื่องคือที่ แนวทางในการกำกับการดำเนินโครงการมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 ที่กำหนดให้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือประชาชนผ่าน ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ต้องมีกรอบภาระที่รัฐต้องรับชดเชย รวมกันไม่เกินเพดานที่กำหนด (ปัจจุบันอยู่ที่ 32% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี) เพื่อป้องกันการสร้างภาระทางการคลังในอนาคต ซึ่งถือว่าทำสำเร็จ”

สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย คือ 1.การลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งอาหาร Future Food, อาหารแปรรูป และอาหารสัตว์ นักลงทุนเห็นจุดแข็งของไทย การลงทุนใน Smart Electronic เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ มีการลงทุนในไทยเป็นอันดับ 6 ในโลก อันดับ 1 ในอาเซียน ซึ่งต้องต่อยอดเป็น Cloud Service และ AI และการลงทุน Smart Electronic สาขา Semiconductor และ Smart Sensor

นายเอกนิติตอกย้ำเรื่องความคุ้มค่า ในการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า “รถยนต์ EV ยังเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อยอดได้ โลกทั้งโลกจะเปลี่ยนจากสันดาปไปเป็น EV หรือไฮบริด วันนี้ไทยเริ่มมีซัพพลายเชนตามมา บริษัทรถยนต์เริ่มใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออก”

“ผมเห็นเทรนด์โลกปัจจุบัน ไม่ต่างจากยุคที่ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตในประเทศ อพยพมาตั้งฐานการผลิตในไทย ทั้งรถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อหนีการบีบเรื่องค่าเงินของสหรัฐอเมริกา ทำให้เงินเยนแข็ง ไม่ต่างจากโลกปัจจุบัน”

กรณีที่กรมสรรพสามิต เตรียมฟ้องบริษัท NETA หลังผลิตรถยนต์ EV ไม่ครบตามจำนวนที่ขอเงินสนับสนุน หลังเลิกการลงทุนในไทย ทำให้ภาครัฐเสียหายนั้น นายเอกนิติกล่าวว่า ต้องขออัพเดตกับอธิบดีกรมสรรพสามิตก่อน

“ต้องบอกตรง ๆ ว่ามีคนที่ประสบความสำเร็จกับไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้ามองทั้งอุตสาหกรรมคนที่มีความสำเร็จ และเริ่มส่งออกแล้ว”

นายเอกนิติยอมรับว่า เพิ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพราะต้องการโฟกัสงานด้านเศรษฐกิจ อยากทำอะไรต้องทำให้ดี ขอทำเรื่องที่ตัวเองถนัด แต่หากเป็นแคนดิเดตนายกฯ ต้องทำงานมิติด้านการเมืองด้วย จึงขอทำในสิ่งที่ถนัดก่อน

แหล่งข่าวผู้บริหารกระทรวงการคลังระบุว่า การฟ้องร้องเพื่อเรียกเงินอุดหนุนคืนจากค่ายรถยนต์เนต้า (NETA) ค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จากประเทศจีนนั้น ขณะนี้กรมสรรพสามิตมีการเตรียมพร้อมข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ไว้แล้ว เพียงแต่จะต้องมีการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เป็นผู้ตัดสินใจ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเป็นนโยบายรัฐบาลที่การตัดสินใจมาจากบอร์ดอีวี

ซึ่งหากบอร์ดอีวีมีมติให้ดำเนินการฟ้องร้อง ทางกรมสรรพสามิตก็จะดำเนินการทันที

“ตอนนี้ยังไม่ได้ฟ้อง เพราะยังไม่มีบอร์ดอีวี เพียงแต่เตรียมการ เตรียมข้อมูลต่าง ๆ เอาไว้แล้ว ดังนั้น ต้องรอเลือกตั้ง แล้วได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามา และมีการแต่งตั้งบอร์ดอีวีขึ้นมาก่อน ทางกรมสรรพสามิตก็จะเสนอเรื่องเข้าไป”

แหล่งข่าวกล่าวว่า NETA ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV 3.0 และ EV 3.5) ไปกว่า 2,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี การฟ้องร้องเพื่อเรียกเงินคืนนั้น อาจจะต้องเรียกถึง 7,000-8,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องคิดอัตราภาษีที่ได้ลดลงไปตามมาตรการส่งเสริม จาก 8% เหลือ 2% พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มด้วย...

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1959558
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่