เงินฮิตตามทอง ปี’68 นำเข้าพุ่ง 95%

กระทู้ข่าว
แร่เงินผันผวนไม่แพ้ทองคำ เผยนักลงทุนแห่เก็งกำไร ทำราคาเหวี่ยงสูงสุด 121 ดอลล์ต่อออนซ์ ชี้แค่เดือนเดียวพุ่งขึ้นกว่า 60% ทั้งปี’68 นำเข้าพุ่งเฉียดเท่าตัว “โบวินส์ ซิลเวอร์” เตือนผู้ประกอบการระวังตัว แนะต้องใจเย็น ไม่งั้นเสี่ยงขาดทุน พร้อมเปิดแอป SILVER NOW บริการลูกค้า ไม่ต้องรอคิวนาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ราคาแร่เงิน Silver ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาตลาดโลกผันผวนอย่างหนักปรับขึ้นลงแรง ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ราคา 83 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งปรับลดลงมาก่อนหน้า ซึ่งสูงสุดอยู่ที่ 121 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หากราคายังไม่สามารถดีดตัวกลับขึ้นไปมากกว่า 86.76-91.73 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เป็นไปได้ที่ราคา Silver อาจจะย่อตัวลงได้อีก

แต่อย่างไรก็ตาม หากปรับตัวลงไม่หลุดกรอบราคาดังกล่าว Silver อาจดีดตัวกลับขึ้นมาได้ ทั้งนี้ Silver ราคายังแกว่งตัวอย่างรุนแรง ซึ่งก็ยังมีผลต่อนักลงทุนที่สนใจ เนื่องจากได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก รวมถึงความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามราคาอย่างใกล้ชิด

สำหรับการนำเข้าโลหะเงินของประเทศไทย จากข้อมูลพบว่า ในปี 2568 ไทยนำเข้าโลหะเงิน 1,339.27 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากปี 2567 อยู่ที่ 656.55 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 95.07% ส่วนใหญ่ไทยนำเข้าจากประเทศจีน มีมูลค่าอยู่ที่ 424 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 97.21% รองลงมาเป็น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มูลค่า 221 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6,840.86% ฮ่องกง มีมูลค่า 167 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 144.09% 
สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 145 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 24.75% และนำเข้าจากประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เยอรมนี อิตาลี ออสเตรเลีย เป็นต้น

ด้านนางวิลาสินี ศานติจารี ประธานฝ่ายปฏิบัติงาน บริษัท โบวินส์ ซิลเวอร์ จำกัด ดำเนินธุรกิจจำหน่ายเม็ดเงิน แท่งเงิน และอัญมณี ร้านขายปลีกเครื่องประดับ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อติดตามสถานการณ์ราคา โลหะเงินตั้งแต่ต้นปี 2569 ปรับขึ้นราคามาอย่างต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ และมีการปรับขึ้นราคาเร็วมาก เพราะหากเทียบจากราคาที่ประเมินไว้เมื่อปลายปี 2568 คาดว่าราคาโลหะเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 62-75 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่ปัจจุบัน 1 เดือนกลับพบว่าราคาขึ้นมากว่า 60% ขึ้นมาเฉลี่ยแตะอยู่ที่ 90-100 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ดังนั้น นักลงทุนหรือผู้ประกอบการที่ต้องการซื้อโลหะเงินเพื่อการลงทุนในอัญมณีและเครื่องประดับ เก็งกำไร หรือแม้กระทั่งในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องก็อาจจะต้องระวังการซื้อ-ขายในช่วงนี้มากขึ้น

“การขึ้น-ลงของราคาโลหะเงินในเวลานี้ เป็นอะไรที่รวดเร็วมาก นักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อโลหะเงิน จำเป็นต้องมีความระมัดระวัง และต้องมีความใจเย็นพอ และอาจจะต้องมองการลงทุนในระยะยาว หากซื้อ-ขายในระยะสั้นก็ต้องระวังพอสมควร”

ทั้งนี้ การที่โลหะเงินมีการปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจจะมีผลมาจากความต้องการซื้อเพื่อการลงทุนที่มีมากขึ้น หากมองตลาดโลหะเงินในอดีตของประเทศไทย การซื้อโลหะเงินเพื่อการลงทุนมีน้อยมาก ส่วนใหญ่แล้วเป็นการซื้อเพื่อนำมาผลิตสินค้า เพื่อการขายและส่งออก แต่ตอนนี้ความต้องการซื้อโลหะเงินเพื่อการลงทุนมีมากขึ้น จากปัจจัยของราคาทองที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนก็พยายามหาสินทรัพย์เพื่อการลงทุน เนื่องจากเห็นว่าโลหะเงินนั้นทำกำไรได้มาก จึงมีผลทำให้ตลาดโลหะเงินมาแรงซื้อเพื่อทำกำไรในประเทศ ไม่ใช่เฉพาะแค่ในประเทศไทย แต่รวมไปทั่วโลก

ยกตัวอย่างประเทศที่มีการซื้อโลหะเงินเพื่อการลงทุน เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น ฮ่องกง เป็นต้น และก็ทำให้ความต้องการของโลหะยิ่งมีมากขึ้น นอกจากนี้ยังประกอบกับปริมาณของโลหะเงินในตลาดโลกนั้นผลิตออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการที่สูงขึ้น รวมไปถึงปัญหาสงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ จากปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ยิ่งมีผลต่อราคาโลหะเงินในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย

นางวิลาสินีกล่าวอีกว่า ส่วนราคาโลหะเงินจะหลุดกรอบมาต่ำกว่า 60-70 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์หรือไม่นั้น อาจจะตอบยาก และต้องดูหลายปัจจัยเข้ามาประกอบด้วย แต่หากอยู่ที่ระดับ 80-95 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ก็มีความเป็นไปได้ หากนักลงทุนจะซื้อเพื่อทำกำไรก็อาจจะต้องประเมินและดูราคาให้เหมาะสม ซึ่งการดูตลาดโลหะเงินในตอนนี้ก็คล้ายตลาดทอง มีนักลงทุนเข้ามาซื้อเพื่อทำกำไร ส่วนผู้ประกอบการที่ต้องการซื้อโลหะเงินเพื่อการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ก็ต้องพิจารณาดี ๆ มีการตกลงกับคู่ค้า หรือผู้ซื้อให้มีความชัดเจน หากรอราคาลงเพื่อซื้อวัตถุดิบเพื่อการผลิตอาจจะรอไม่ได้ อาจจะต้องพิจารณาในจังหวะที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงของต้นทุนการผลิตด้วย ไม่เช่นนั้นอาจจะขาดทุนได้

สำหรับโบวินส์ ซิลเวอร์ ยอมรับว่าจากความสนใจการลงทุนในโลหะเงินมีมากขึ้น ก็ทำให้ยอดการซื้อ-ขายแท่งเงิน เม็ดเงินมีการเติบโตขึ้น รวมไปถึงคู่แข่งในตลาดก็มีเพิ่มขึ้น โดยอนาคตบริษัทมีแผนที่จะทำตลาด รักษาฐานลูกค้า และเพิ่มลูกค้าใหม่ให้มากขึ้น โดยจะเข้าไปพัฒนาและอำนวยความสะดวกแอปพลิเคชั่น “ซิลเวอร์นาว (SILVER NOW)” ที่เปิดให้ลูกค้าเข้ามาซื้อ-ขายแท่งเงิน เพื่อลดเวลาการรอคิวนาน จากการเข้าไปซื้อที่สาขาหรือหน้าร้าน และก็จะเพิ่มสาขาจากเดิมที่สำนักงานใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี และสาขาริเวอร์ไซด์ ซึ่งในเร็วนี้ ส่วนเป้าหมายของรายได้ก็คาดหวังว่าจะขยายตัวเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 13,000 ล้านบาท...

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/economy/news-1958978
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่