WHO ยกระดับความเหงาเป็นภัยสาธารณสุขโลก ที่คร่าชีวิต 100 คนต่อชั่วโมง!

กระทู้ข่าว
WHO ยกระดับความเหงาเป็นภัยสาธารณสุขโลก ที่คร่าชีวิต 100 คนต่อชั่วโมง! พบคนรุ่นใหม่เหงาหนักกว่าผู้สูงอายุ และกระทบสุขภาพจิตมากกว่าปัญหาเงินทอง!

โพสต์ทูเดย์ ชวนคิดเรื่องวิกฤตความเหงาผ่านรายงานล่าสุดจาก WHO และผลวิจัยระดับโลกที่ชี้ให้เห็นว่าความรู้สึกโดดเดี่ยวไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัว แต่เป็น "ภัยเงียบ" คร่าชีวิตผู้คนกว่า 100 รายต่อชั่วโมง พร้อมสำรวจนโยบายรับมือจากประเทศผู้นำอย่างอังกฤษและญี่ปุ่นที่ยกระดับการแก้ปัญหานี้เป็นวาระแห่งชาติ
...
 

ในปัจจุบัน มุมมองที่โลกมีต่อ "ความเหงา" ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากการเป็นเพียงแค่อารมณ์หนึ่ง ไปสู่การถูกมองว่าเป็นปัจจัยกำหนดสุขภาพของมนุษย์แล้ว
มากกว่านั้นคือ ได้ถูกยกกระดับกลายเป็น “วิกฤตสาธารณสุข” ที่ WHO ต้องออกมาเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ จัดการ!
 

องค์การอนามัยโลกยกระดับ “ความเหงา” เป็นปัญหาสาธารณสุขโลก
 

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศจัดตั้ง "คณะกรรมาธิการว่าด้วยความเชื่อมต่อทางสังคม" (Commission on Social Connection) ขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2023 เพื่อผลักดันให้ประเด็นความเหงาและการแยกตัวทางสังคมกลายเป็นลำดับความสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก
 

จนกระทั่งในวันที่ 30 มิถุนายน 2025 WHO ได้ออกรายงานหลักที่ระบุว่า ประชากร 1 ใน 6 ทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบจากความเหงา
 

ผลกระทบของวิกฤตนี้มีความรุนแรงเกินกว่าที่คิด เพราะความเหงาเรื้อรังส่งผลต่อความเสี่ยงในการเสียชีวิตเทียบเท่ากับการสูบ บุหรี่ 15 มวนต่อวัน หรือภาวะโรคอ้วน
 

ข้อมูลยังระบุว่าความโดดเดี่ยวทางสังคม
เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของประชากรโลกประมาณ 871,000 รายต่อปี
หรือเฉลี่ยคือมีคนเสียชีวิตถึง 100 รายในทุกๆ ชั่วโมง
 

นอกจากนี้ ความเหงายังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ เบาหวานประเภทที่ 2 และภาวะสมองเสื่อม ส่วนในด้านสุขภาพจิต ผู้ที่เหงายังมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า และมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะวิตกกังวลและการฆ่าตัวตายอีกด้วย
 


 

งานวิจัยออสเตรเลียพบ “ความเหงา” กระทบสุขภาพจิตมากกว่า “ปัญหาเงิน”
 

ข้อมูลจากรายงาน Australia’s Mental Health and Wellbeing Check 2024 โดย Beyond Blue ชี้ให้เห็นว่า ความเหงาและการขาดความเชื่อมต่อทางสังคมส่งผลกระทบต่อจิตใจรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตเศรษฐกิจ
 

แม้ว่าประชากรชาวออสเตรเลียถึง 46% จะรายงานว่ากำลังเผชิญกับความลำบากทางการเงิน แต่กลุ่มที่รู้สึกทุกข์ใจจากความเหงา ซึ่งมีอยู่ 30% กลับมีอัตราการเผชิญหน้ากับโรคซึมเศร้า วิตกกังวล และมีความคิดฆ่าตัวตายสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
 

ในกลุ่มผู้ที่รู้สึกเหงาในออสเตรเลีย พบว่า
76% มีภาวะวิตกกังวล
66% เผชิญโรคซึมเศร้า
29% มีความคิดหรือพฤติกรรมฆ่าตัวตาย
 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความเชื่อมต่อทางสังคมทำหน้าที่เป็น "หัวใจ" สำคัญ ซึ่งช่วยให้มนุษย์สามารถรับมือกับความเครียดด้านอื่นๆ ในชีวิตได้ การมีเพื่อน มีสังคมไว้คอยปรึกษาหารือ หรือไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว หรือรู้สึกโดดเดี่ยว ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนสำคัญ แต่หากขาดการเชื่อมต่อนี้ ความสามารถในการจัดการกับปัญหาการเงินหรือสุขภาพกายก็จะพังทลายลงตามไปด้วย
 

นอกจากนี้ สถาบัน Beyond Blue ยังย้ำว่าสุขภาพจิตไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในโรงพยาบาล แต่ถูกสร้างขึ้นในชุมชน บ้าน โรงเรียน และที่ทำงาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้คนรู้สึกว่าตนเองมีตัวตนและมีคนรับฟัง
 

 

กลุ่มที่เหงาหนักสุดไม่ใช่ผู้สูงอายุ แต่เป็น “วัยรุ่น–วัยหนุ่มสาว”
 

หนึ่งในสิ่งที่ถูกค้นพบซึ่งสวนทางกับความเชื่อเดิมเป็นที่สุด!  คือ กลุ่มประชากรที่รายงานความรู้สึกเหงามากที่สุดไม่ใช่ผู้สูงอายุ แต่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 15 ถึง 29 ปี
 

รายงานของ WHO และ OECD ระบุว่าประมาณ 1 ใน 5 ของเยาวชนในช่วงอายุนี้เผชิญกับความเหงา
 

ในสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีถึง 25% รายงานว่ารู้สึกเหงาอย่างมากในช่วงหนึ่งวันที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
 

ในทำนองเดียวกัน ข้อมูลจากประเทศญี่ปุ่นในปี 2024 แสดงให้เห็นว่าประชากรช่วงอายุ 20-29 ปี มีสัดส่วนของผู้ที่รู้สึกเหงา "บ่อยครั้งหรือตลอดเวลา" สูงที่สุด (7.4%) ตามด้วยกลุ่มอายุ 30-39 ปี
 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่กำลังเผชิญกับความเปราะบางในการเปลี่ยนผ่านของชีวิต การขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และมาตรฐานทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความโดดเดี่ยว
 

 

“Hyperconnected but lonely”  เชื่อมต่อมาก แต่โดดเดี่ยวมากขึ้น
 

แม้ว่ามนุษย์จะกำลังอยู่ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และใช้ชีวิตในการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวกสบายกว่าแต่เดิมมากมายนัก แต่กลับกลายเป็นว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นอาจกำลังผลักให้มนุษย์ออกห่างจากความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ
 

ปรากฏการณ์ "Hyperconnected but lonely" เกิดขึ้นเมื่อการเชื่อมต่อทางดิจิทัลไม่ได้มอบความลึกซึ้งทางอารมณ์หรือความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันได้เท่ากับปฏิสัมพันธ์ในโลกจริง
 


 

ความเหงาทางดิจิทัล (Digital Loneliness) เกิดจากหลายกลไก เช่น
 

การสื่อสารแบบประกาศ (Broadcast) แทนการสนทนา (Dialogue)  โซเชียลมีเดียเน้นการโพสต์ภาพและสถานะเพื่อ "ประกาศ" ให้คนจำนวนมากทราบ แต่ขาดการสื่อสาร หรือทำให้รู้สึกว่ามีความใส่ใจซึ่งกันและกัน
 

การเปรียบเทียบชีวิต ผู้ใช้งานมักเปรียบเทียบชีวิตจริงที่วุ่นวายของตนเองกับ "ภาพลักษณ์ที่คัดสรรมาแล้ว" ของผู้อื่น ทำให้เกิดมาตรฐานความสำเร็จที่เกินจริงและความรู้สึกด้อยค่า
 

ไม่สามารถพลาดหรือแสดงความอ่อนแอได้ ความกดดันในการรักษาภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบบนโลกออนไลน์ขัดขวางไม่ให้คนแสดงความเปราะบาง (Vulnerability) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสนิทสนมที่แท้จริง
 

ในประเทศญี่ปุ่น ปัญหานี้แสดงออกผ่านวิกฤต ฮิกิโกโมริ (Hikikomori) หรือการแยกตัวออกจากสังคมอย่างสิ้นเชิง โดยกลุ่มคนเหล่านี้มักเลือกใช้ชีวิตในโลกออนไลน์เพื่อหลีกหนีแรงกดดันจากโลกความเป็นจริง
 

 

แนวโน้มเชิงนโยบายระดับประเทศ
 

ด้วยสัญญาณที่มีทั้งหมด รัฐบาลในหลายประเทศเริ่มตระหนักว่าความเหงาคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้กฎหมายและงบประมาณในการแก้ไข มากกว่าการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบุคคล
ยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักร เป็นประเทศแรกๆ ที่มีการแต่งตั้ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความเหงา" และริเริ่มโมเดล "การสั่งจ่ายยาทางสังคม" (Social Prescribing), โดยบุคลากรทางการแพทย์จะส่งต่อผู้ที่มีปัญหาความเหงาไปยัง "เจ้าหน้าที่ประสานงาน" เพื่อเชื่อมต่อพวกเขาเข้ากับกิจกรรมในชุมชน เช่น กลุ่มทำสวน หรือคลาสศิลปะ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ
 

ในประเทศญี่ปุ่นเองก็ได้ประกาศใช้ "พระราชบัญญัติส่งเสริมมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาความเหงาและความโดดเดี่ยว" ในเดือนเมษายน 2024 ซึ่งกำหนดให้การส่งเสริมความเชื่อมต่อเป็นหน้าที่ของรัฐ, มีการจัดตั้งศูนย์สายด่วน咨询 (♯9999) ตลอด 24 ชั่วโมง และโครงการฝึกอบรม "Tsunagari Supporters" เพื่อสร้างอาสาสมัครในชุมชนที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อผู้ที่แยกตัวออกจากสังคม
 

ล่าสุดคือ ประเทศออสเตรเลีย ที่กำลังบรรจุประเด็นความเหงาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์สุขภาพแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม" เช่น สวนสาธารณะ และพื้นที่ส่วนรวมที่เอื้อต่อการมีปฏิสัมพันธ์ของคนทุกวัย
 


 

....
 

จะเห็นได้ว่าวิกฤตความเหงาระดับโลกไม่ใช่เพียงประเด็นทางอารมณ์ แต่เป็นปัญหาที่กระทบในหลายแง่มุม .. และสามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการ "เชื่อมต่อ" หรือ "ปฏิสัมพันธ์" ที่มีความเป็น "มนุษย์" อย่างแท้จริง 
แม้ต้องยอมรับว่า เราต้องอาศัยนโยบายจากภาครัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องมาช่วย เช่น การสร้างเมืองที่เอื้อให้คนออกมาใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นต้น แต่ส่วนสำคัญที่สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ตัวเราเอง คือ "การออกไปใช้ชีวิต"  และมี "ส่วนร่วมกับสังคม" ที่รู้สึกปลอดภัย ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้นั่นเอง.


โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่