ผมขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ระบายและแชร์สิ่งที่อยู่ในใจ เผื่อจะมีลูกหลานบ้านไหน หรือคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่กำลังเจอปัญหาช่องว่างระหว่างวัยแบบผมครับ
แนะนำตัวก่อนครับ: ผมเป็นผู้ชายวัย 30 กลางๆ มาจากครอบครัวไทยเชื้อสายจีน เรียนจบมหาลัยอับดับต้นๆของประเทศ ทำงานสายวิศวะ อาชีพการงานมั่นคง รายได้ดี เป็นเสาหลักดูแลทุกคนในบ้านได้ (บ้านผมเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่รวมกันทั้งพ่อแม่ผม และครอบครัวผม) ในสายตาคนนอก หรือแม้แต่สายตาพ่อแม่ผมเอง... ผมคือลูกชายที่ดี ตามแบบที่พ่อแม่ต้องการครับ มีระเบียบ วางแผนเก่ง ไม่ค่อยใช้อารมณ์ รับผิดชอบสูง เรียนเก่ง ตั้งใจทำงาน หาเงิน และดูเป็นคนนิ่งๆ (บางทีก็ดูเย็นชา)
แต่ความจริงคือ: ผมไม่ได้เกิดมาเป็นคนแบบนี้ครับ... ตอนเด็กๆ (3-4 ขวบ) ผมเป็นเด็กช่างฝัน จินตนาการสูง อ่อนไหวง่าย ร้องไห้เก่ง และช่างสงสัย แต่ด้วยสภาพสังคมและความคาดหวังของครอบครัวในยุคนั้น ผมเรียนรู้ว่า "ความอ่อนไหว = ความอ่อนแอ" และ "จินตนาการ = ความเหลวไหล"
เพื่อความอยู่รอด และเพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ ผมเลยค่อยๆ
"ขัง" ตัวตนเด็กช่างฝันคนนั้นไว้ แล้วสร้างเกราะที่ชื่อว่า "เหตุผลและความระเบียบ" ขึ้นมาหุ้มตัวเอง จนกลายเป็นคนแข็งๆ แบบทุกวันนี้
จุดเปลี่ยน (สิ่งกระตุ้น
): เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อผมมีลูกชาย (ขอสมมุติชื่อ "น้องเอ") น้องเอเหมือนผมตอนเด็กเปี๊ยบ... ซน เละเทะ ช่างเถียง จินตนาการบรรเจิด พ่อแม่ผม (ปู่ย่า) มักจะบ่นว่าหลานดื้อ หลานไม่เรียบร้อย และพยายามจะ "ดัด" หลานให้เข้ารูปเข้ารอยเหมือนที่เคยทำกับผม
ทุกครั้งที่เห็นปู่ย่าดุหลาน ผมเจ็บจี๊ดๆ ในใจเหมือนแผลเก่ามันเปิด ผมเลยเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา ตั้งใจจะส่งให้พ่อกับแม่ครับ... อยากให้เพื่อนๆ ช่วยลองอ่านดูว่า มันแรงไปไหม หรือพอจะสื่อสารความรู้สึกของคนเป็นลูกที่ยอมทิ้งตัวตนเพื่อพ่อแม่ได้ไหม
:: จดหมายถึงพ่อและแม่ ::
กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพรักครับ
วันนี้ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ ไม่ใช่ในฐานะ "หัวหน้าครอบครัวที่เข้มแข็ง" แบบที่พ่อแม่เห็นมาตลอดหลายสิบปี แต่ผมเขียนในฐานะ
"เด็กชายตัวเล็กๆ คนนั้น"... คนที่หายไปจากชีวิตของพวกเรานานเหลือเกิน
พ่อกับแม่จำได้ไหมครับ? ก่อนที่ผมจะกลายเป็นคนเงียบขรึมและจริงจังแบบทุกวันนี้ ลึกลงไปในความทรงจำสีจางๆ ผมเคยเป็นเด็กที่ตื่นเต้นกับก้อนเมฆ ร้องไห้ฟูมฟายเมื่อเห็นสัตว์เจ็บ และอยากรู้อยากเห็นไปหมดทุกเรื่อง
แต่ในวันที่ผมเริ่มโตขึ้น ผมเรียนรู้ความจริงข้อหนึ่งว่า... ในโลกของผู้ใหญ่ และในความคาดหวังของสังคม...
"หัวใจที่อ่อนไหว คือจุดอ่อน" และ
"ความเป็นตัวของตัวเอง คือความเสี่ยง" "การต่อรอง คือการเถียง"
เพื่อที่จะเป็นลูกชายที่ "ดีพอ" สำหรับพ่อแม่ เพื่อที่จะเป็นคนที่ "พึ่งพาได้" ของตระกูล... ผมได้ทำบางสื่งบางอย่างโดยที่ผมก็ไม่รู้ตัว เด็กคนนั้นได้ค่อยๆ
ขังหัวใจตัวเองไว้ในกล่อง ทีละเล็กทีละเล็ก.....
ผมทิ้งจินตนาการ แล้วหยิบตรรกะเหตุผลมาเป็นโล่กำบัง ผมกลืนก้อนสะอื้นลงคอ แล้วสวมหน้ากากแห่งความเข้มแข็ง ผมเปลี่ยนตัวเองจาก "เด็กช่างฝัน" ให้กลายเป็น "นักวางแผนผู้เคร่งครัด"
ผมทำทั้งหมดนั้นด้วยความเต็มใจ เพราะผมรักพ่อกับแม่ และอยากให้พ่อแม่ภูมิใจที่ลูกชายคนนี้ประสบความสำเร็จ มั่นคง และผมก็ทำสำเร็จ... ผมสร้างชีวิตที่มั่นคงให้บ้านเราได้จริงๆ
แต่พ่อครับ แม่ครับ... ความสำเร็จนี้มี "ราคา" ที่ผมต้องผ่อนจ่ายด้วยความรู้สึกของผมเองมาทั้งชีวิต ทุกวันนี้ ภายใต้ท่าทีที่ดูเฉยชาของผม ข้างในมันเหนื่อยเหลือเกินครับ ผมเหนื่อยที่ต้องคอยคำนวณทุกอย่าง ผมเหนื่อยที่ลืมวิธีที่จะมีความสุขกับเรื่องไร้สาระ ผมเหงา... เพราะผมฆ่า "ความสดใส" ของตัวเองทิ้งไป เพื่อแลกกับ "ความสมบูรณ์แบบ"
จนกระทั่ง "ลูกชายของผม" เกิดมา... วินาทีที่ผมเห็นเขาหัวเราะ เห็นเขาเล่นเลอะเทอะ เห็นเขาดื้อดึงที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ... ผมไม่ได้เห็นแค่เด็กดื้อครับ...
แต่ผมเห็น "วิญญาณส่วนที่หายไป" ของผมอยู่ในตัวเขา
ลูกชายผม คือภาพสะท้อนของ "ชีวิตที่ผมไม่ได้ใช้" เขาคือโอกาสครั้งที่สองที่ผมจะได้เห็นว่า... ถ้าวันนั้นเด็กชายตัวน้อย (ตัวผมเอง) ไม่ถูกบังคับให้โตเร็วเกินไป เขาจะมีความสุขได้มากแค่ไหน?
สิ่งที่ผมขอร้องพ่อกับแม่ในวันนี้ จึงเป็นคำขอที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจลูกชายคนนี้ครับ:
ได้โปรดอย่าบังคับให้หลานต้องสวม "เกราะ" เร็วเหมือนผมเลยนะครับ
ถ้าเขาจะเล่นเลอะเทอะ ถ้าเขาจะไม่มีระเบียบไปบ้าง หรือถ้าเขาจะเถียงด้วยเหตุผลแปลกๆ ของเขา... ขอให้พ่อกับแม่มองเขาด้วยความเมตตา มองผ่านความไม่เรียบร้อยนั้นไป แล้วเห็น "ประกายไฟแห่งความกล้าและความฝัน" ในตาของเขา
อย่าเพิ่งรีบดับไฟดวงนั้นเลยนะครับ... เพราะมันคือดวงไฟที่ผมเคยมี และผมเสียดายมันที่สุด
ให้ผมเป็นคนแบกรับความกดดัน ความระเบียบ และความเครียดของโลกภายนอกไว้เอง ส่วนพ่อกับแม่... ผมขอเพียงให้ช่วยเป็น
"พื้นที่ว่าง" ให้หลานได้หายใจ ได้เป็นเด็กเต็มที่ เพื่อชดเชยช่วงเวลาวัยเด็กที่ผม... และอาจจะรวมถึงพ่อกับแม่... ไม่เคยได้รับ
ขอบพระคุณพ่อกับแม่ที่สร้างผมมา และขอบคุณที่จะช่วยผมรักษา "หัวใจ" ของหลานไว้ครับ
รักพ่อกับแม่เสมอครับ
ลูกชายของพ่อแม่
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ ใครที่มีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แลกเปลี่ยนกันได้นะครับ ผมแค่อยากให้ลูกผมโตมาเก่งเหมือนผม แต่มีความสุขมากกว่าผมครับ
[จดหมายถึงพ่อแม่] แด่ตัวตนที่สูญหาย และโอกาสครั้งที่สอง
แนะนำตัวก่อนครับ: ผมเป็นผู้ชายวัย 30 กลางๆ มาจากครอบครัวไทยเชื้อสายจีน เรียนจบมหาลัยอับดับต้นๆของประเทศ ทำงานสายวิศวะ อาชีพการงานมั่นคง รายได้ดี เป็นเสาหลักดูแลทุกคนในบ้านได้ (บ้านผมเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่รวมกันทั้งพ่อแม่ผม และครอบครัวผม) ในสายตาคนนอก หรือแม้แต่สายตาพ่อแม่ผมเอง... ผมคือลูกชายที่ดี ตามแบบที่พ่อแม่ต้องการครับ มีระเบียบ วางแผนเก่ง ไม่ค่อยใช้อารมณ์ รับผิดชอบสูง เรียนเก่ง ตั้งใจทำงาน หาเงิน และดูเป็นคนนิ่งๆ (บางทีก็ดูเย็นชา)
แต่ความจริงคือ: ผมไม่ได้เกิดมาเป็นคนแบบนี้ครับ... ตอนเด็กๆ (3-4 ขวบ) ผมเป็นเด็กช่างฝัน จินตนาการสูง อ่อนไหวง่าย ร้องไห้เก่ง และช่างสงสัย แต่ด้วยสภาพสังคมและความคาดหวังของครอบครัวในยุคนั้น ผมเรียนรู้ว่า "ความอ่อนไหว = ความอ่อนแอ" และ "จินตนาการ = ความเหลวไหล"
เพื่อความอยู่รอด และเพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ ผมเลยค่อยๆ "ขัง" ตัวตนเด็กช่างฝันคนนั้นไว้ แล้วสร้างเกราะที่ชื่อว่า "เหตุผลและความระเบียบ" ขึ้นมาหุ้มตัวเอง จนกลายเป็นคนแข็งๆ แบบทุกวันนี้
จุดเปลี่ยน (สิ่งกระตุ้น): เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อผมมีลูกชาย (ขอสมมุติชื่อ "น้องเอ") น้องเอเหมือนผมตอนเด็กเปี๊ยบ... ซน เละเทะ ช่างเถียง จินตนาการบรรเจิด พ่อแม่ผม (ปู่ย่า) มักจะบ่นว่าหลานดื้อ หลานไม่เรียบร้อย และพยายามจะ "ดัด" หลานให้เข้ารูปเข้ารอยเหมือนที่เคยทำกับผม
ทุกครั้งที่เห็นปู่ย่าดุหลาน ผมเจ็บจี๊ดๆ ในใจเหมือนแผลเก่ามันเปิด ผมเลยเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา ตั้งใจจะส่งให้พ่อกับแม่ครับ... อยากให้เพื่อนๆ ช่วยลองอ่านดูว่า มันแรงไปไหม หรือพอจะสื่อสารความรู้สึกของคนเป็นลูกที่ยอมทิ้งตัวตนเพื่อพ่อแม่ได้ไหม
:: จดหมายถึงพ่อและแม่ ::
กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพรักครับ
วันนี้ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ ไม่ใช่ในฐานะ "หัวหน้าครอบครัวที่เข้มแข็ง" แบบที่พ่อแม่เห็นมาตลอดหลายสิบปี แต่ผมเขียนในฐานะ "เด็กชายตัวเล็กๆ คนนั้น"... คนที่หายไปจากชีวิตของพวกเรานานเหลือเกิน
พ่อกับแม่จำได้ไหมครับ? ก่อนที่ผมจะกลายเป็นคนเงียบขรึมและจริงจังแบบทุกวันนี้ ลึกลงไปในความทรงจำสีจางๆ ผมเคยเป็นเด็กที่ตื่นเต้นกับก้อนเมฆ ร้องไห้ฟูมฟายเมื่อเห็นสัตว์เจ็บ และอยากรู้อยากเห็นไปหมดทุกเรื่อง
แต่ในวันที่ผมเริ่มโตขึ้น ผมเรียนรู้ความจริงข้อหนึ่งว่า... ในโลกของผู้ใหญ่ และในความคาดหวังของสังคม... "หัวใจที่อ่อนไหว คือจุดอ่อน" และ "ความเป็นตัวของตัวเอง คือความเสี่ยง" "การต่อรอง คือการเถียง"
เพื่อที่จะเป็นลูกชายที่ "ดีพอ" สำหรับพ่อแม่ เพื่อที่จะเป็นคนที่ "พึ่งพาได้" ของตระกูล... ผมได้ทำบางสื่งบางอย่างโดยที่ผมก็ไม่รู้ตัว เด็กคนนั้นได้ค่อยๆขังหัวใจตัวเองไว้ในกล่อง ทีละเล็กทีละเล็ก.....
ผมทิ้งจินตนาการ แล้วหยิบตรรกะเหตุผลมาเป็นโล่กำบัง ผมกลืนก้อนสะอื้นลงคอ แล้วสวมหน้ากากแห่งความเข้มแข็ง ผมเปลี่ยนตัวเองจาก "เด็กช่างฝัน" ให้กลายเป็น "นักวางแผนผู้เคร่งครัด"
ผมทำทั้งหมดนั้นด้วยความเต็มใจ เพราะผมรักพ่อกับแม่ และอยากให้พ่อแม่ภูมิใจที่ลูกชายคนนี้ประสบความสำเร็จ มั่นคง และผมก็ทำสำเร็จ... ผมสร้างชีวิตที่มั่นคงให้บ้านเราได้จริงๆ
แต่พ่อครับ แม่ครับ... ความสำเร็จนี้มี "ราคา" ที่ผมต้องผ่อนจ่ายด้วยความรู้สึกของผมเองมาทั้งชีวิต ทุกวันนี้ ภายใต้ท่าทีที่ดูเฉยชาของผม ข้างในมันเหนื่อยเหลือเกินครับ ผมเหนื่อยที่ต้องคอยคำนวณทุกอย่าง ผมเหนื่อยที่ลืมวิธีที่จะมีความสุขกับเรื่องไร้สาระ ผมเหงา... เพราะผมฆ่า "ความสดใส" ของตัวเองทิ้งไป เพื่อแลกกับ "ความสมบูรณ์แบบ"
จนกระทั่ง "ลูกชายของผม" เกิดมา... วินาทีที่ผมเห็นเขาหัวเราะ เห็นเขาเล่นเลอะเทอะ เห็นเขาดื้อดึงที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ... ผมไม่ได้เห็นแค่เด็กดื้อครับ... แต่ผมเห็น "วิญญาณส่วนที่หายไป" ของผมอยู่ในตัวเขา
ลูกชายผม คือภาพสะท้อนของ "ชีวิตที่ผมไม่ได้ใช้" เขาคือโอกาสครั้งที่สองที่ผมจะได้เห็นว่า... ถ้าวันนั้นเด็กชายตัวน้อย (ตัวผมเอง) ไม่ถูกบังคับให้โตเร็วเกินไป เขาจะมีความสุขได้มากแค่ไหน?
สิ่งที่ผมขอร้องพ่อกับแม่ในวันนี้ จึงเป็นคำขอที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจลูกชายคนนี้ครับ: ได้โปรดอย่าบังคับให้หลานต้องสวม "เกราะ" เร็วเหมือนผมเลยนะครับ
ถ้าเขาจะเล่นเลอะเทอะ ถ้าเขาจะไม่มีระเบียบไปบ้าง หรือถ้าเขาจะเถียงด้วยเหตุผลแปลกๆ ของเขา... ขอให้พ่อกับแม่มองเขาด้วยความเมตตา มองผ่านความไม่เรียบร้อยนั้นไป แล้วเห็น "ประกายไฟแห่งความกล้าและความฝัน" ในตาของเขา
อย่าเพิ่งรีบดับไฟดวงนั้นเลยนะครับ... เพราะมันคือดวงไฟที่ผมเคยมี และผมเสียดายมันที่สุด
ให้ผมเป็นคนแบกรับความกดดัน ความระเบียบ และความเครียดของโลกภายนอกไว้เอง ส่วนพ่อกับแม่... ผมขอเพียงให้ช่วยเป็น "พื้นที่ว่าง" ให้หลานได้หายใจ ได้เป็นเด็กเต็มที่ เพื่อชดเชยช่วงเวลาวัยเด็กที่ผม... และอาจจะรวมถึงพ่อกับแม่... ไม่เคยได้รับ
ขอบพระคุณพ่อกับแม่ที่สร้างผมมา และขอบคุณที่จะช่วยผมรักษา "หัวใจ" ของหลานไว้ครับ
รักพ่อกับแม่เสมอครับ ลูกชายของพ่อแม่
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ ใครที่มีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แลกเปลี่ยนกันได้นะครับ ผมแค่อยากให้ลูกผมโตมาเก่งเหมือนผม แต่มีความสุขมากกว่าผมครับ