ทำไมตอนฝึกงานร้านอาหารถึงรู้สึกจิตใจย่ำแย่

คือปัจจุบันนี้เราฝึกงานโรงแรมอยู่แผนกแม่บ้านเรารู้สึกว่าทำไมจิตใจเราไม่ได้ย่ำแย่เหมือนตอนที่เราฝึกงานที่ร้านอาหารตอนทำหน้าที่เป็นเด็กเสิร์ฟ
1 ​เราคิดว่าอาจจะเพราะเราไม่ค่อยได้คุยกับคนอื่นแบบปะทะตรงๆเราก็เลยไม่รู้สึกว่าจิตใจเราโดนกระทบ
2 เราไม่ต้องเจอคนที่เยอะขนาดนั้นเพราะนี่เป็นโรงแรมมันต้องมีความ เงียบสงบให้ลูกค้าได้พักผ่อน
3 อาจจะเป็นเพราะคนก็ได้ ตอนเราฝึกอยู่ร้านอาหารในกรุงเทพฯ เรารู้สึกว่าเขาพูดแรงมาก เราไม่รู้ว่าเพราะว่าเรานิสัยไม่ดีหรือว่าเพราะเขานิสัยไม่ดี
4 อาจจะเป็นเพราะผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศและเสียง ตอนเราอยู่กรุงเทพฯอากาศไม่ดีเลยเรารู้สึกหายใจไม่ออกเหนื่อยง่ายมากๆ แล้วก็เสียงดังสุดๆ ไม่รู้สึกถึงความปลอดภัยเลย รถก็ติดมาก ทุกอย่างต้องเร็วไปหมด
แต่โรงแรมที่เรามาอยู่ตอนนี้ที่มาฝึก อยู่ที่เขาใหญ่ก็ธรรมชาติสดชื่นแจ่มใสเสียงเงียบสงบ มีแต่เสียงนกร้องแล้วก็ธรรมชาติแล้วก็บรรยากาศที่เย็นสบายอากาศบริสุทธิ์ ที่จริงเราก็คิดว่าประมาณนี้แหละ  แต่ที่ตั้งกระทู้มาถามคือมันจะมีปัจจัยอื่นอีกไหมที่ทำให้เราอ่ะรู้สึกแบบนั้น


ตอนที่เราอยู่โรงเรียนเป็นโรงเรียนสายอาชีพ เราไม่มีความรู้สึกปลอดภัยเลยในความรู้สึกถึงรอบข้างมันจะดูปลอดภัยก็ตามไม่รู้ทำไม ตอนแรกเราก็ตื่นเต้นที่จะได้ไปเรียนแต่พอไปเจอจริงๆมันไม่ค่อยดีเลยมันเป็นโรงเรียนเอกชนเล็กๆที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ไม่ต้องสอบเข้ามีค่าธรรมเนียมแลกเข้า 3,000 บาทจ่ายแค่นั้นเลยอยู่ 3 ปีหมายถึงทั้ง 3 ปีร่วมหมดก็คือจ่ายแค่ 3,000 บาทไม่รวมค่าหอค่าหอคิดเป็นเทอมเทอมละ 2,000 บาทถูกมากแต่ก็ตามนั้นแหละ เราเรียนไปเทอมนึงแล้วรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้วว่ะก็ไม่ค่อยมีเงินด้วยแล้วก็เรียนมันข้อรู้สึกไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ก็เลยขออาจารย์ว่ามีที่ฝึกงานไหม
เราอยากฝึกงานเราได้เงินมาจุนเจือตัวเอง เขาก็หาให้ตอนนั้นเราอยู่ปวช 1 เทอม 2 เราก็เริ่มไปฝึกงานที่ร้านอาหารเลยเพราะโรงเรียนของเราอ่ะส่วนมากจะเน้นปฏิบัติมากกว่าเราก็เลยไปอยู่สายทวิภาคีแทน ก็คืออาจารย์ส่งไปตอนนั้นเด็กมากไม่รู้อะไรเลยพื้นฐานต่างๆไม่มีแต่เราอยากทำงานได้เงิน พอทีนี้อาจารย์ก็เรียกมาสัมพงษ์สัมภาษณ์ต่างๆก็เรียบร้อยได้ไปต่อเขาก็ต้องการคนทำงานอยู่แล้วแหละทีนี้เราก็เลยได้ไปทำงานที่ร้านอาหารในกรุงเทพฯ เราก็มีนักศึกษาที่ไปด้วยกันจากโรงเรียนเดียวกันน่ะหลายคนเลยประมาณ 10 คนหรืออาจจะ 12 13 จะไม่ค่อยได้ แล้วก็ต้องจับคู่นอนด้วยกันไม่หรอกน่าจะเป็นแบบ 3 คน แล้วก็รุ่นพี่ 2 คนเขาเป็นเพื่อนกันเขาก็เลือกเราไปอยู่ด้วยแต่เราไม่ได้สนิทกับเขานะไม่รู้ทำไมเขาถึงเลือกเราเหมือนกันคนอื่นก็มี เขาก็ถือเป็นคนนิสัยดีอยู่ละมั้งแต่ก็สูบบุหรี่สูบพอร์ตกินเหล้ากินต้มไม่รู้คืออะไรเหมือนกัน เอาเรามาอยู่ด้วยก็ไม่เห็นจะช่วยทำความสะอาดเลยเห็นเราเป็นคนรับใช้มั้งแต่ตอนนี้ก็ผ่านมาแล้ว ที่นี้ก็ถึงวันที่ต้องไปเทรนกับเขาวันนึงว่าเราต้องทำยังไงบ้างคุยกับลูกค้ายังไงรับออเดอร์แล้วมีตัวย่ออะไรบ้างที่ทำให้งานมันเร็วขึ้น พอไปถึงวันจริงพี่พนักงานเขาสอนอะไรก็ไม่รู้เราไม่เข้าใจเลยแต่ก็ทำได้ไปเรื่อยๆแล้วเราก็คุยกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่เพราะเขาชอบพูดภาษาอีสานกันเป็นอะไรไม่รู้ไม่พูดภาษาไทยกลางให้เราฟังเลย เราอยู่ไปอาทิตย์นึงก็ทนไม่ไหวไม่ไหวลูกค้าไม่มีเลยแล้วเรารู้สึกเบื่อมากเบื่อมากๆอยากพัฒนาตอนนั้นแล้วที่จริงเราก็ได้ไปช่วยสาขาที่คนเยอะด้วยเราก็เลยไปขอ HR ว่าเราย้ายไปอยู่สาขานั้นได้มา HR ก็ให้ไปทีนี้ย้ายมาอยู่สาขาใหม่ก็ต้องปรับตัวมันก็ดีกว่าที่เก่านิดนึงเพราะว่าเราได้พัฒนาตัวเองได้เจอลูกค้าเยอะๆได้ทิปเยอะด้วยแต่ก็เสียสุขภาพจิตมากเพราะว่าเราทำดีเกินไปตอนที่ย้ายมาวันแรกอ่ะเราก็พูดทักทายสวัสดีเค้าก็คิดว่าเราอ่ะหนูก้านดีเราก็เลยได้เป็นโฮสหน้าร้านเรียกลูกค้าเข้ามารับออเดอร์กลับบ้านเราก็เรียกลูกค้าเข้าพูดเสียงหวานอ่อนหวานนอบน้อมแล้วข้างๆอ่ะมันก็เป็นซุ้มทำขนมของร้านเราใช่ไหมล่ะพี่ที่เขาทำขนมมาเขาก็เขมรเราไงพูดล้อเลียนมองสายตาเหยียดแล้วเขาก็พูดภาษาอีสานเหมือนเดิมด้วยเราไม่รู้ทำไมคนภาคนี้ชอบทำอะไรแบบนี้ก็เราถือว่าเหมารวมไปเลยแล้วกันเพราะว่าเจอแต่แบบนี้เสียใจอ่ะไม่รู้ทำไมเจอแต่คนแบบนี้ตลอดเลย แต่เขาก็ยังถือเป็นคนดีอยู่นะหมายถึงคนอื่นๆน่ะในเวลาทั้งร้านน่ะก็พูดแต่ภาษาอีสาน ที่นี่พ่อเราอยู่แต่หน้าร้านใช่ไหมไม่เข้าไปช่วยในร้านใช่ป่ะเขาก็มาว่าเราอีกว่าทำไมไม่เห็นมาช่วยในร้านไม่มารับออเดอร์ไม่เห็นมาเสริฟอาหารเลยทีนี้เราก็ต้องช่วยทุกอย่างเลยทั้งอยู่หน้า host รับออเดอร์เสิร์ฟอาหารทำบาร์น้ำทำทุกอย่าง แล้วทีนี้มันก็ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนเวลาต่างๆเราก็ได้เข้ากะบ่ายบ้างกะเช้าบ้างเปิดร้านบ้านปิดร้านบ้างก็เรียนรู้กันไป ก็มีทำโอทีด้วย ไม่รู้ว่าเข้าข่ายหรือเปล่าแต่ว่าเราได้เงินเราก็ดีใจถึงจะเสียสุขภาพจิตก็ตาม ความรู้สึกดีๆมันก็มีแต่ความรู้สึกแย่ๆมันมีมากกว่าเรารู้สึกว่าเราเป็นคนไม่ดีเลยตอนมาอยู่ที่นี่ ตอนแรกเราตั้งใจมากแต่คนที่พาร์ทไทม์อ่ะเขาไม่ได้ตั้งใจน่ะสิ เขาเป็นเด็กมหาลัยด้วยเราก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะ เขามาบ้างไม่มาบ้างทั้งที่วันนั้นเป็นวันทำงานเขาใช่ไหม เราก็บางทีก็มาสายด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าเราเหนื่อยจังเลยงั้นเรามาสายบ้างดีกว่าเพราะเราไม่อยากเหนื่อยมากกว่าเดิม เราก็เริ่มที่จะมาสายทุกวันเพราะเราเหนื่อยมากอารมณ์ก็ต้องปะทะตลอด แอบเมาเราตลอดเรารู้แหละแต่เราไม่พูดพูดไม่ได้ เขาเป็นรุ่นพี่เขาอายุเยอะกว่าเขาเรียนมหาวิทยาลัยแล้วด้วยเราจะทำอะไรได้ล่ะ แล้วก็แค่เด็กหน่อมแน้มปวช 1 แค่นั้นแหละ ถึงจะโดนแบบนั้นบ้างแต่ก็ดีที่ผู้ใหญ่เขาเอ็นดูก็ได้ติ๊บมาเยอะอยู่ที่เป็นระดับเจ้านายเขาให้มานะบางทีมันจะมีช่วงด้านโบนัสใช่ไหมแล้วก็จะได้เยอะกว่าคนอื่นดีใจมากเลยที่เขาเห็นค่าเราแต่พอเจอสภาพแวดล้อมแบบนั้นเราก็รู้สึกแย่มากๆ จนถึงวันที่ใกล้จะจบแล้วเราขอออกก่อนล่วงหน้าเลยเพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นผิดมากเราทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีเราร้องไห้เลยวันนั้น ร้องไห้เยอะมากๆเสียใจแล้ววันนั้นเลิกงานเสร็จแล้วเราขอออกกลางคันเลยเราก็ได้กลับบ้านเลยแล้วโทรบอกแม่เลยว่าวันนี้วันนี้นะเดี๋ยวหนูต้องไปที่ใหม่อีกนะเดี๋ยวหนูกลับวันพรุ่งนี้ก็ได้แม่แต่แม่เขามารับวันนี้เลยก็รู้สึกว่าแม่ใจดีจังเขาอยู่ต่างจังหวัดใช่ไหมมารับเราในกรุงเทพฯเลยอ่ะ ตอนอยู่กรุงเทพฯก็มีหลายเรื่องแล้วก็เข้าโรงพยาบาลบ้างเพราะว่านั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปทำงานแล้ววินเขาแบบเฉี่ยวกับวินอีกคันนึงแล้วรถเรามันล้มใช่ไหมดีนะไม่มีรถมาเหยียบทับอ่ะ เกือบตายแล้วดีนะตอนนั้นถนนโล่งพระคุ้มครองสุดๆ เราก็ได้ไปโรงพยาบาลอยู่ดีเพราะแขนถลอกยาวทั้งศอก ตั้งแต่ข้อมือลามมาถึงต้นแขนเลย ตอนนั้นเราก็ใส่เน็ตผมอยู่ด้วยใช่ไหมแต่งตัวมาทำงานแล้วว่าหัวแล้วก็ขูดกับพื้นด้วยอ่ะเน็ตผมมันก็ขูดกับหัวเป็นรอยเลยอ่ะ ชีวิตในกรุงเทพฯนี่มันยากเนาะ กับข้าวก็ไม่ฟรี เงินถึงจะได้เยอะแต่ก็เสียค่ากับข้าวเยอะค่าน้ำค่าไฟค่ารถไม่มีเก็บเลย 🥹ถ้าคนกินประหยัดก็อาจจะมีพอก็ได้แต่ว่าเราเป็นคนกินเยอะไงทั้งเหนื่อยทั้งโดนอะไรกระทบอารมณ์มันก็หิวมันก็อะไรไม่มีเหลือเลย ข้าวมื้อนึงตั้ง 50 บาทเราได้วันละ 300 บาทเองบางวันได้โอทีชั่วโมง 2 ชั่วโมงก็ชั่วโมงละ 50 บาทก็ได้มานิดหน่อยแล้วเราก็ไปสายอีกก็ทำตัวเองทั้งนั้นแต่เราเหนื่อยอ่ะสู้ต่อไปไม่ค่อยไหวเท่าไหร่ร้องไห้ทุกวันเลยแต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วเพราะเราย้ายมาอยู่ที่ใหม่ยังไงล่ะ หลังจากออกวันนั้นเราก็อยู่กับแม่ประมาณ 1 เดือนเราก็ย้ายไปพักที่โรงเรียนเตรียมตัวไปฝึกงานที่ใหม่เพราะว่าตอนที่เรากลับมาวันนั้นใช่ไหมหลังจากนั้น 5 วันเราก็ไปสัมภาษณ์ที่ฝึกงานใหม่เขามาสัมภาษณ์ที่โรงเรียนเลยก็เป็นโรงแรมนั่นแหละ HR เขาก็มาสัมภาษณ์นู่นนี่นั่นเราก็ตอบไปตามจริง บอกอะไรต่างๆว่าเรารู้สึกยังไงกับที่ทำงานเก่าเขาไม่ช่วยเรายังไงบ้างเราขอความช่วยเหลือแล้วแต่เขาไม่ช่วยเราเลย แล้วก็บอกว่าเราพอมีความสามารถอะไรบ้าง ที่จริงเราอยากอยู่แม่บ้านเพราะว่าเราไม่อยากแต่งหน้านี่คือหลักเลยแล้วเราก็ไม่อยากพูดกับคนอื่นด้วยแล้วก็เลยเลือกที่นี่ ที่นี่ก็อยู่ที่โรงเรียนอีก2 เดือนแล้วก็ถึงได้มาทำงานที่โรงแรมในเขาใหญ่ มาถึงเขาใหญ่วันแรกก็จัดห้องอะไรเรียบร้อยมีรูเมทคนนึงที่เขามาอยู่ก่อนอยู่แล้วแต่ว่าไม่ใช่จากโรงเรียนเราที่เรามาฝึกที่โรงแรมเนี่ยมาแค่ 5 คนเป็นรุ่นที่ 2 มีผู้ชาย 4 คนแล้วเราเป็นผู้หญิงคนเดียว ก็ฉายเดี่ยวมาตลอดฉายเดี่ยวอีกก็ไม่เป็นไรหรอกมั้งเราเก่งอยู่แล้วแหละอดทนมาได้ขนาดนี้สู้ๆ วันแรกที่ไปถึงโรงแรมก็ไปประชุมอะไรต่างๆแนะแนวประวัติจะแค่วันเดียวนั่นแหละแล้วก็ช่วงบ่ายๆก็ไปเขาจะส่งไปแนะนำตัวที่แผนกของตัวเองที่สมัครเอาไว้ เราก็ไปแนะนำตัวกับเขาแล้ววันนั้นน่ะเขายุ่งกันอยู่แล้วแหละทำห้องทำความสะอาดส่วนกลางอ่ะสำหรับแผนกเราปีนี้ไปถึงปุ๊บแนะนำตัวแนะนำอะไรเสร็จก็เริ่มทำงานเลยพี่เขาก็จะสอนคร่าวๆอย่างนู้นอย่างนี้แต่สอนละเอียดมากเลยนะสำหรับรอพี่เขาใจดีกันมากเลยอ่ะรู้สึกใจฟูมากที่เขาเห็นค่าเราขนาดนี้ที่เขาตั้งใจสอนเรามากขนาดนี้เราก็อยากเรียนรู้มากรีบทำรีบอะไรเราก็ทำได้เราก็ถูกต้องมากรีบทำช่วยเขาไม่เสร็จสนุกมาก มากๆ ที่นี้เขาก็เห็นว่าเราเอ้ยมันมีดีว่ะก็เลยได้ใช้งานอีกแล้วค่ะต่างๆคนเก่งก็งี้แหละตามนั้น แล้วก็มีโรงเรียนอื่นมาฝึกที่โรงแรมนี้เหมือนกันแล้วเขามาเป็นกลุ่มไง ก็โดนอีกละกูทีนี้ตามนั้นไม่เป็นไร เราอาจจะคิดไปเองก็ได้แต่ความรู้สึกมันรู้สึกไปเองไง ที่นี้เราก็พยายามสุดฤทธิ์สุดเดชให้เขาสอนเราให้มากที่สุดรีบเห็นความรู้มากที่สุดแต่บางทีเขาอาจจะรีบเกินไปและหน้าที่ของเขาก็ต้องรับผิดชอบทุกอย่างใช่ไหม เราทำงานสุดความสามารถแล้วณเวลานั้นแล้วเราก็ขอให้พี่เขาตรวจให้หน่อยพี่ถ้าหนูทำไม่ดีตรงไหนก็ช่วยตีหน่อยนะแต่เขาก็บอกว่าก็ทำให้ดีสิเขาไม่มีเวลามาตรวจให้หรอก ก็ทำน้ำใจก็เริ่มเสียแล้ว เราดีไม่พอหรอวะ ก็เข้าใจแหละแต่ก็อยากให้ดีที่สุดไงที่มาตรวจหน่อยไม่ได้หรอเขาก็ไม่ตรวจจริงๆสุดท้าย supervisor เขาก็มาตรวจให้ ก็ดีก็ชมตามนั้น ก็กว่าจะผ่านมาถึงนี้ได้ก็สุดยอดแล้วเราอ่ะ ณปัจจุบันนี้เราฝึกโรงแรมนี้มา 10 เดือนแล้วอีก 2 เดือนใกล้จบแล้วเราฝึก 1 ปี แล้วเวลานี้เราใกล้จบการศึกษาปวช.3 สู้มาได้ขนาดนี้เก่งจังเรา ก็ถือว่าระบายความรู้สึกไปในตัวมีใครให้คำแนะนำได้เราก็ขอบคุณด้วยนะ สู้ชีวิตสุดๆ ไม่รู้สิขอบคุณที่รับฟังนะเราคิดว่าเราน่าจะเป็น intro word ด้วยแหละอยากอยู่คนเดียวมากเกินไปละมั้งเพราะอยู่ในเขาธรรมชาติแล้วก็รู้สึกสบายใจ เราคิดว่ามีสิ่งที่แตกต่างหลายอย่างเลยก็คือสังคมณจุดๆนั้นมนุษย์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมายังไง สังคมร้านอาหารกับสังคมโรงแรมมันก็คงประมาณนี้แหละ แต่ว่าเราคงคิดว่าคงจะมีที่ดีกว่านี้แต่คร่าวๆมันก็คงจะส่วนมากเป็นแบบนี้
หน้าที่ที่เราฝึกงานเขามีสวัสดิการให้เราอะไรบ้าง เราจะเริ่มจากร้านอาหารก่อนนะ ที่พักมีให้ฟรีแต่ค่าน้ำค่าไฟต้องจ่ายเองค่าเดินทางต้องจ่ายเองค่ากินอยู่ต้องจ่ายเองเงินจะเริ่มต้นคนละ 300 บาททุกคนทุกคนจะได้คนละ 300 บาทแต่จะอยู่ที่วันทำงานว่าเดือนนั้นอ่ะทำงานกี่วันก็จะได้เท่านั้นได้เงินโอทีได้เงินทิปรวมได้เงินติดมือได้เงินโบนัสแต่ก็เสียสุขภาพจิตต้องเครียดต่างๆเข้าใจวัยผู้ใหญ่เลยล่ะสุดๆเลยล่ะไม่รู้จะมีชีวิตต่อไปอย่างไรเลย เขาไม่มีอยู่ในฟอร์มให้นะเราต้องใส่ชุดนักศึกษาเราชุดนี้ยูนิฟอร์มเขาว่าต้องซื้ออ่ะแต่ว่าผ้าคลุมหัวกับผ้ากันเปื้อนน่ะเขามีให้ฟรี
ที่นี้มาฝั่งที่ฝึกงานโรงแรมที่เรามาที่นี่กันเราได้สวัสดิการอะไรบ้าง ข้าวกินฟรีที่โรงอาหารโรงแรมที่อยู่ฟรีไม่ต้องจ่ายอะไรเลยค่ารถก็แล้วแต่คนแต่ว่าเราไม่ต้องจ่ายเพราะว่าเราปั่นจักรยานไปทำงานมันก็ใกล้ๆไปได้เพราะว่าหอพักพนักงานมันอยู่ใกล้โรงแรมใช่ไหมล่ะ ยูนิฟอร์มมีให้ฟรีจ้ากางเกงต้องเตรียมมาเองนะแต่เสื้อเขามีให้แล้วก็มี rocker ให้มันจะมีกุญแจห้องกับกุญแจล็อคเกอร์ที่ตอนเรากลับแล้วต้องคืนเขาด้วยนะยูนิฟอร์มก็ด้วยแต่ก็สุดๆเลยล่ะมีความสุขมาก ส่วนได้อะไรบ้างก็ได้วันละ 100 จ้ะ เดือนนึง 30 วันก็ได้ 3,000 บาทแค่นั้นเลยถึงจะมี 31 วันก็จะได้แค่ 3,000 บาทแต่มันมีความสุขมากกว่าไงคนก็ดีสังคมก็ดีถึงจะมีคนไม่ดีบ้างแต่เขาก็เก็บอารมณ์ได้ดีมีวุฒิภาวะมากกว่าที่นู่นไงสำหรับเรา​
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่