มหาปัฏฐาน 24 ปัจจัย (ภาค 6)

กระทู้สนทนา
ปัจจัย 24 (ต่อ)


11. ปัจฉาชาตปัจจัย
ปัจจัยอันเกิดภายหลัง
กฎแห่งตามมาสนับสนุน
สิ่งที่เกิดทีหลังแต่กลับไปประคองสิ่งที่เกิดก่อน ประดุจความปรารถนาจะรอดชีวิตที่เกิดขึ้นภายหลังร่างกาย แต่ช่วยหลั่งฮอร์โมนหล่อเลี้ยงเซลล์ที่เกิดก่อนไม่ให้เสื่อมสลาย
ปัจฉาชาตปัจจัยประดุจเจตนาของผู้ที่ต้องการมีชีวิตอยู่ แม้จิตใจหรือความต้องการจะอุบัติขึ้นภายหลังจากการมีอยู่ของร่างกาย แต่มันกลับทำหน้าที่ “ประคอง” และ “หล่อเลี้ยง” ให้ร่างกาย (ที่เกิดก่อน) ไม่ล่มสลายไปโดยง่าย อีกอุปมาหนึ่งคือ “ฝนที่ตกลงมาหล่อเลี้ยงต้นกล้าที่งอกแล้ว” ต้นกล้าเกิดก่อน แต่น้ำฝนที่ตามมาภายหลังคือตัวการที่ประคองให้ต้นกล้านั้นยังคงความสดชื่นและดำรงอยู่ได้
ปัจฉาชาตะเกิดจากการรักษาสมดุลของระบบ ​เมื่อโครงสร้างหนึ่ง (รูปธรรม) อุบัติขึ้น มันต้องการ แรงขับเคลื่อน (นามธรรม) มาจัดการเพื่อให้คงสภาพอยู่ได้ ปัจจัยที่เกิดตามมาจึงทำหน้าที่เป็นเหมือน น้ำมันหล่อลื่น หรือ กระแสไฟ ที่ประคองเครื่องจักรไม่ให้สนิมเกาะ ​หากมีเพียงร่างกาย (รูป) แต่ไม่มีความยึดมั่นหรือจิตที่ต้องการดำรงอยู่ (นามที่เกิดตามมา) ร่างกายนั้นจะเสื่อมสลายลงอย่างรวดเร็ว ปัจจัยที่เกิดภายหลังจึงเป็น แรงบวก ที่กดทับให้ปัจจัยก่อนหน้ามีความหมายและหน้าที่
​ปัจจัยนี้คือกลไกการคงสภาพในทางชีววิทยา สภาวะทางจิต (เช่น ความปรารถนาจะรอดชีวิต) ที่เกิดขึ้นตามหลังโครงสร้างร่างกาย มีผลโดยตรงต่อการหลั่งฮอร์โมนเพื่อซ่อมแซมและประคองเซลล์ที่เกิดก่อนหน้าไม่ให้ตายลง
ปัจฉาชาตปัจจัยคือกฎแห่งการหล่อเลี้ยง มันสอนให้เรารู้ว่า สิ่งที่เกิดก่อนไม่ได้กำหนดทุกอย่างเสมอไป สิ่งที่ตามมาภายหลังมีความสามารถในการชุบชีวิต หรือทำลายล้างสิ่งที่เกิดก่อนหน้าได้ หากระบบปัจจุบันได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยปัจจัยภายหลังที่ดี (เช่น ความคิดเชิงบวกที่ตามมาดูแลร่างกาย) ระบบเดิมก็จะดำรงอยู่ได้อย่างทรงพลัง
ปัจฉาชาตปัจจัย คือ “แรงต่อต้านเอนโทรปีและการวิวัฒน์” ​นิยามทางวิทยาศาสตร์ คือ Feedback Loop หรือ Sustaining Energy ได้แก่ สิ่งที่เกิดทีหลังแต่กลับไปชุบชีวิตสิ่งที่เกิดก่อน
ทุกระบบในจักรวาลมีแนวโน้มจะพังทลาย (เอนโทรปี) การที่เราจะรักษาตึกหรือร่างกายไว้ได้ ต้องอาศัยการเติมพลังงานเข้าไปภายหลังเสมอเพื่อต่อต้านความเสื่อม
​ในทางฟิสิกส์ คือ การใส่พลังงานเข้าไปในระบบเพื่อต่อต้าน Entropy (ความเสื่อมสลาย) หากคุณมีเครื่องจักร (เกิดก่อน) แต่ไม่มีน้ำมันหรือความร้อนที่เติมเข้าไปภายหลัง (เกิดหลัง) เครื่องจักรนั้นจะกลายเป็นขยะทันที ​
ในทางชีววิทยา คือ “อาหารและออกซิเจน” ร่างกายคุณเกิดก่อน แต่สิ่งที่ตามมาทีหลังอย่างลมหายใจคือตัวที่ทำให้เซลล์ที่เกิดก่อนไม่ตาย ​
อุปมา “ฝนที่ตกลงมาใส่ต้นไม้” ต้นไม้เกิดก่อนและเติบโตมานานแล้ว แต่มันจะอยู่ต่อไม่ได้เลยหากขาด ฝน หรือ ปุ๋ย ที่ตามมาทีหลัง ฝนคือปัจจัยที่เกิดทีหลัง (ปัจฉาชาตะ) แต่กลับมีความสำคัญระดับชีวิตในการ “ค้ำจุน” สิ่งที่เกิดก่อนไม่ให้ตาย
ในทางจิตวิทยา คือ “ปรัชญาการใช้ชีวิต” หรือ”อุดมการณ์”หรือ”ความหมายของชีวิต”หรือเป้าหมายในชีวิต” ที่เกิดขึ้นหลังจากการมีชีวิต แต่กลับเป็นตัวค้ำจุนให้ชีวิตนั้นมีคุณค่าและอยากดำรงอยู่ต่อไป ​




12. อาเสวนปัจจัย
ปัจจัยอันกระทำสม่ำเสมอ
กฎแห่งการเรียนรู้
ได้แก่ ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากการที่กระทำซ้ำไปซ้ำมาเช่นเดิม อาเสวนปัจจัยคือการเสพซ้ำ หรือ การทำบ่อยๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดความชำนาญ หรือ พลังสะสม เกิดเป็นความเข้มข้นและความสม่ำเสมอของสัญญาณ พลังของการทำซ้ำและการถอดรหัสสัญญาณ ​หากข้อมูลส่งมาเพียงครั้งเดียว หรือสะเปะสะปะ จิตและอายตนะจะไม่สามารถตีความอะไรได้เลย แต่เพราะมี “อาเสวนปัจจัย” ที่ทำให้เกิดความถี่ที่สม่ำเสมอ ระบบจึงสามารถ “เรียนรู้” และ “นิยาม” สิ่งนั้นขึ้นมาได้ เพราะทรงจำและให้ความหมายได้ ในธรรมชาติไม่ได้มีป้ายชื่อบอกว่า “ฉันคือสีเขียว” แต่มันเกิดขึ้นซ้ำๆ ช่วยให้จิตเกิดความคุ้นเคย​การตีค่า จิตจึงสามารถประมวลผลและตีค่า สัญญาณที่เสพซ้ำนั้นว่าเป็น”สีเขียว” ​
ยิ่งเสพซ้ำ ยิ่งสร้างทางด่วนข้อมูล ​ในทางจิตวิทยาและสมอง อาเสวนปัจจัยคือกลไกของสมอง หรือการที่เซลล์ประสาทสื่อสารกันได้เร็วขึ้นเมื่อมีการกระตุ้นซ้ำๆ ​ครั้งแรก เหมือนคนเดินบุกเบิกป่า (ยากและช้า) ​การเสพซ้ำ (อาเสวนะ) เมื่อเดินผ่านทางเดิมซ้ำๆ หญ้าจะตาย ทางจะโล่งขึ้นเรื่อยๆ ​ผลลัพธ์ จนสุดท้ายกลายเป็น “ทางด่วน” ที่กระแสประสาทวิ่งผ่านได้เองโดยแทบไม่ต้องใช้พลังงาน นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงขับรถได้โดยไม่ต้องคิด หรือทำไมเราถึงติด “นิสัย” บางอย่างเลิกได้ยากเหลือเกิน เพราะเราใช้ “อาเสวนปัจจัย” สร้างมันขึ้นมา
​อาเสวนปัจจัยคือสิ่งที่เปลี่ยนความบังเอิญ ให้กลายเป็นความแน่นอน หากเราไม่ฝึกฝนซ้ำๆ เราจะไม่มีวันเก่งในทักษะใดๆ ความหมายของสิ่งต่างๆ ในจักรวาล ไม่ได้อยู่ที่ตัวมันเอง แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอของการปรากฏตัว (อาเสวนะ) จนเครื่องรับสัญญาณคือใจเรา สามารถจดจำและนิยามมันขึ้นมาได้ โลกที่เราเห็นจริงๆ แล้วคือผลผลิตของการถอดรหัสสัญญาณที่ส่งมาซ้ำๆ นี่เอง
อาเสวนปัจจัยประดุจ “การอ่านหนังสือซ้ำหลาย ๆ เที่ยว หรือ การย้อมผ้า ในครั้งแรกสีอาจจะยังไม่ติดแน่น แต่เมื่อจุ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า สีนั้นย่อมซึมลึกเข้าสู่เนื้อผ้าจนยากจะลบเลือน อีกอุปมาหนึ่งคือ ฝนที่ตกพรำต่อเนื่อง ย่อมทำให้ดินชุ่มโฉ่ได้มากกว่าฝนที่ตกหนักเพียงชั่วครู่เดียว อาเสวนะคือการ “ตอกย้ำ” สภาวะเดิมให้เกิดความเชี่ยวชาญ และความเข้มข้น จนส่งกำลังไปยังปัจจัยถัดไปได้อย่างรุนแรง อาเสวนะเกิดจากวงจรการสะท้อนกลับของข้อมูล การผลิตซ้ำในเวลาที่สั้น สภาวะธรรมที่เกิดดับสืบต่อกัน (อนันตระ) หากมีลักษณะเดียวกันและเกิดขึ้นต่อเนื่องกันหลายครั้ง ระบบจะเริ่ม “จำรูปแบบ” การเพิ่มพูนศักยภาพ ทุกครั้งที่สภาวะเดิมเกิดขึ้นใหม่ มันจะดึงเอาร่องรอย จากการเกิดครั้งก่อนมาผสมรวมด้วย ทำให้การเกิดครั้งที่สอง แรงกว่าครั้งแรก และครั้งที่สาม แรงกว่าครั้งที่สอง จนเกิดเป็นความชำนาญ หรือ อนุสัย
​การให้ระบบประมวลผลข้อมูลชุดเดิมซ้ำหลายล้านรอบ คืออาเสวนะ เพื่อให้ค่าน้ำหนักในโครงข่ายประสาทเทียมแม่นยำขึ้นจนเกิดเป็นปัญญา ในทางฟิสิกส์ เมื่อวัตถุถูกกระตุ้นด้วยความถี่เดิมซ้ำๆ พลังงานจะสะสมจนเกิดการสั่นพ้องที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเสมือนการฝึกจิตหรือการทำงานที่ทำจน “เข้ามือ” พลังงานจะไหลลื่นโดยแทบไม่ต้องออกแรงเพิ่ม
​ในทางชีววิทยา คือการที่สมองส่วน บันทึกชุดคำสั่งจากการทำซ้ำ จนร่างกายขยับไปเองได้โดยอัตโนมัติ อาเสวนปัจจัยคือกฎแห่งความเชี่ยวชาญ หากต้องการให้ระบบเก่งขึ้น หรือต้องการเปลี่ยนนิสัยตนเองปริมาณและความถี่ คือกุญแจสำคัญ ปัจจัยนี้บอกเราว่าลำพังเพียงเหตุที่ดีอาจไม่พอ แต่ต้องอาศัยการทำซ้ำ (อาเสวนะ) เพื่อเปลี่ยนจาก “ความพยายาม” ให้กลายเป็น “ธรรมชาติ” ของระบบนั้นๆ
​”อาเสวนะ” คือคำอธิบายเรื่อง Machine Learning และนิสัยมนุษย์ที่ดีที่สุดในโลก เพราะมันบอกว่า “ค่าน้ำหนัก” (Weight) ของข้อมูลจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งที่ทำซ้ำ



13.กัมมปัจจัย
ปัจจัยอันเป็นการกระทำ
กฎแห่งเจตนาสั่งการ
ปัจจัยที่เปลี่ยนจาก “ความคิด” ให้กลายเป็น “ความจริง” โดยมีแรงผลักจาก(เจตนา)เป็นตัวสั่งการ หากส่งผลเชิงบวกจะเพิ่มความเป็นระเบียบ หากส่งผลลบจะเพิ่มความโกลาหล
กัมมปัจจัยประดุจพนักงานผู้จัดแจง หรือ หัวหน้าช่าง ผู้ควบคุมดูแลให้งานทุกส่วนรุดหน้าไปตามแบบแปลน อีกอุปมาที่ชัดเจนคือ เจตนาในการปรุงรสอาหาร หรือ ความตั้งใจของจิตรกรขณะตวัดพู่กัน กัมมะมิใช่เพียงผลการกระทำ แต่คือ “เจตนา” ที่เป็นตัวสั่งการให้ปัจจัยอื่นๆ ขยับเขยื้อนเพื่อเป้าหมายบางอย่าง เปรียบดั่งแรงเหวี่ยงของฆ้อนที่ส่งพลังไปยังตะปูเพื่อให้งานสำเร็จลง​เมื่อมีอารมณ์ และมีเหตุ มาบรรจบกัน ระบบจะสร้างแรงดีดตัวที่เรียกว่า “เจตนา” เพื่อสั่งการให้เกิดกิริยา กัมมะแบ่งเป็น ๒ มิติ คือ สหชาตกัมมะ (คำสั่งขณะทำ) และ นานักขณิกกัมมะ (ร่องรอยที่ฝังไว้ในระบบ) เมื่อการกระทำสิ้นสุดลง พลังงานนั้นไม่ได้หายไป แต่มันถูกเปลี่ยนรูปเป็น”แรงกรรม” ที่รอวันส่งผล (วิบาก)
​สาเหตุแห่งการกระทำ เกิดจากแรงบีบคั้นของ “ความต้องการเปลี่ยนสถานะ” จากจุด A ไปจุด B เพื่อความอยู่รอดหรือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ กัมมปัจจัยคือ วิศวกรผู้สร้างโลก มันคือปัจจัยที่เปลี่ยนจาก ความคิด ให้กลายเป็น ความจริง หากไม่มีกัมมะ จักรวาลจะมีแต่ทฤษฎีแต่ไม่มีการขยับเขยื้อน ปัจจัยนี้สอนให้รู้ว่าเราคือผู้เขียน เรื่องราวให้กับชีวิตตนเอง
แรงขับเคลื่อน (เจตนา) ออกเป็น 2 ทิศทาง  คือ   การกระทำที่เป็นไปตามครรลองแห่งมรรคปัจจัย เรียกว่า กุศล และการกระทำที่ขัดแย้งต่อระเบียบของมรรคปัจจัย  เรียกว่า อกุศล  
1.กุศล หมายถึงการกระทำหรือเจตนาที่ส่งผลเป็นการเพิ่มความเป็นระเบียบ และลดความปั่นป่วนในโครงสร้างข้อมูล ทำให้ระบบ (ร่างกาย/สังคม/จิตใจ) มีความเสถียร ยืนยาว และมีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูงสุด 2.อกุศล หมายถึงการกระทำที่เพิ่มความไร้ระเบียบ และความโกลาหล นำไปสู่การเสื่อมสลาย
กัมมะคือ “แรงที่มีทิศทาง” ไม่ใช่แค่การขยับตัว แต่คือการใส่ “รหัสสั่งการ” ลงไปในพลังงาน​อุปมาแห่ง “ลูกธนู” กัมมปัจจัยเปรียบเหมือน “จังหวะที่นิ้วปล่อยสายธนู” แรงบีบคั้นจากความตึงและทิศทางที่เล็งไว้ คือตัวกำหนดอนาคตของลูกธนูทั้งหมด หากไม่มีจังหวะปล่อย (เจตนา) กัมมะก็จะไม่เปลี่ยนเป็นวิบาก



14. วิปากปัจจัย
ปัจจัยอันเป็นผล
กฎแห่งผลลัพธ์ที่เสถียร
สภาวะปัจจุบันที่ได้รับผลจากการประมวลผลในอดีตเสร็จสิ้นแล้ว มีลักษณะราบเรียบ ไม่ดิ้นรน เหมือนเงาที่ปรากฏในกระจกหลังจากการขยับตัวจบลง
วิปากปัจจัย มิใช่การกระทำ (กัมมะ) แต่เป็น สภาวะที่ถูกกระทำ เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการประมวลผลเสร็จสิ้นแล้ว มีลักษณะที่สงบ ราบเรียบ ไม่ดิ้นรน เหมือนเงาที่ปรากฏในกระจกเงาหลังจากที่เราขยับตัวเสร็จสิ้น
เมื่อเหตุและกรรม วิบากคือสถานะปัจจุบัน ที่ได้รับอิทธิพลมาจากชุดข้อมูลในอดีต ผลที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเจตนาปรุงแต่งใหม่ในเสี้ยววินาทีนั้น เกิดจากกฎความสมดุล เมื่อมีการสร้างเหตุ ย่อมต้องมีจุดลงเอย เพื่อให้สมการของธรรมชาติครบถ้วน
วิปากปัจจัยคือความจริงที่ต้องยอมรับ เพราะมันคือผลผลิตที่จบกระบวนการแล้ว ไม่สามารถแก้ไข”วิบาก”ได้ในขณะที่มันปรากฏ แต่สามารถเรียนรู้จากมันเพื่อไปตั้ง “เหตุ” ใหม่ได้
วิบากคือสภาวะที่ระบบ “รับผล” จากแรงเหวี่ยงที่ถูกส่งมา มันคือช่วงที่ระบบ ไม่ได้สร้างแรงใหม่ แต่กำลังเคลียร์พลังงานเก่าที่ค้างอยู่​อุปมาเหมือน “ลูกข่าง” เมื่อคุณขว้างลูกข่างลงพื้น แรงขว้างคือ “กัมมะ” ส่วนการที่ลูกข่างยังคงหมุนต่อไปเรื่อยๆ แม้คุณจะไม่ได้แตะต้องมันแล้วคือ “วิบาก” มันหมุนตามแรงเหวี่ยงที่หลงเหลือ จนกว่าจะหมดกำลัง
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่