1) เมื่อผู้กำกับ “ตั้ม-พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว” จับทางได้แล้วจาก พนอ (2025) ภาคแรกว่า ผู้ชมต้องการเห็นอะไรเป็นสำคัญ ใน “พนอ 2” จึงเป็นมหกรรมปล่อยของที่สุดแสนจะสาแก่ใจให้กับผู้ที่ชื่นชอบคุณไสยแบบไทยๆ ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการเฝ้าติดตามชีวิตของครูสาวต้องคำสาปที่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ฟ้า” เนื่องจากสูญเสียความทรงจำในตอนท้ายของภาคที่แล้ว น่าสนใจว่าเส้นเรื่องของพนอวัยสาวนี้จะไปบรรจบกับเส้นเรื่องใน ลองของ (2005) ได้อย่างไร

.
2) ในเมื่อทุกอย่างเหมือนเดิม กลิ่นอายของพนอภาคแรกเป็นอย่างไรภาคนี้ก็ไม่ต่างกัน นั่นจึงรวมไปถึงการเล่าเรื่องด้วย ที่เป็นเส้นตรงเรียบง่าย ไม่ได้ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนหักหลัง ให้ลุ้นระทึกจนนั่งไม่ติดได้แบบนั้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่ “แก่นเรื่อง” (Theme) ของภาคนี้ดูจะคลุมเครือและซ้ำกับภาคที่แล้วเช่นกัน สัมผัสไม่ได้ว่าตัวเรื่องต้องการจะบอกอะไรแก่ผู้ชมกันแน่ นอกจากใส่เหยื่อให้พนอไล่เชือดเล่นๆ เหมือนไล่ยิงนกในกรงทำนองนั้น

.
3) ด้วยความที่พนอภาคนี้ต้องการเดินตามรอยเท้าของภาคแรกมากเกินไป เรียกว่าทุกภาพจำของจักรวาลนี้ ที่หากว่ามีช่องพอจะเอาตรงไหนมาใส่ได้ ผู้กำกับ ตั้ม-พุฒิพงศ์ ก็จะหยิบมาใส่ให้ได้ด้วยท่าทีเดิมๆ มันจึงเป็นส่วนผสมที่ดูไม่ลงตัวและจำเจ อย่างภาพจำเรื่องการทำอาหารใส่ของพนอ ที่ในภาคนี้มัวแต่ไล่ล่าจนแทบไม่ได้พักทำอาหาร แต่ยังไงก็อุตส่าห์บรรจงใส่ฉากอาหารคุณไสยเข้ามาในเรื่องให้จงได้ (ใครดูมาน่าจะเข้าใจ)

.
4) อีกทั้งมีความพยายามไถ่บาปให้กับประเด็นเรื่องเพื่อนของพนอในภาคที่แล้ว จึงเกิดเป็นตัวละคร “มิ้นท์” (พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ) เพื่อนใหม่ของพนอที่วิทยาลัยครู เพื่อเป็นตัวแทนของ “แต้ว” (นันทวรรณ พงศ์ประเสริฐสิน) จากภาคที่แล้ว มันก็เป็นอะไรที่ซ้ำๆ นั่นแหละ ยังดีที่มีการพลิกแพลงอยู่บ้างในเชิงการเล่าเรื่อง ซึ่งหากขาดตรงนี้ไป พนอ 2 คงไม่มีอะไรให้จับต้องเลย

.
5) แน่นอนว่าด้วยตัวบทภาพยนตร์แบบมาตรฐานที่พยายามสร้างเหตุการณ์กระตุ้นเรื่อง ให้พลังเทพสามตาในตัวพนอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง นี่คงไม่ใช่เป็นการสปอยแต่อย่างใด ถ้าจะบอกว่า ยังไงซะก็ตามในภาคนี้ ฟ้าจะกลับไปเป็นพนอแน่นอน เพียงแต่การใส่เหตุผลที่ว่า การถูกรุมกลั่นแกล้ง(อย่างไร้เหตุผล)จากรุ่นพี่ที่วิทยาลัยครู ทำให้พลังเทพสามตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งนั้น มันค่อนข้างจะตื้นเขินในทุกๆ แง่มุม จนพยายามทำความเข้าใจว่ามันก็เป็นไปตาม “มาตรฐาน” นั่นแหละ (เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่ตัวบทจะหนักแน่นประหนึ่งงานของ “พุฒิพงษ์ นาคทอง” ที่แทบจะเป็นซึมเศร้าหลังดูจบ)

.
6) ตัวละครสายสืบลึกลับ (ชิน-ชินวุฒ อินทรคูสิน) เป็นตัวละครที่ดูเหมือนจะเข้ามาสร้างความน่าสนใจได้อย่างมาก จากบุคลิกที่ดูแล้วน่าจะมีของพอสมควร แต่พบว่าค่อนข้างน่าผิดหวังในการใช้ตัวละครนี้จริงๆ แน่นอนว่ามาตรฐานของการเล่าเรื่องเป็นเหตุผลสำคัญนั่นแหละ เพราะเมื่อมันไม่มีชั้นเชิง ต่อให้ใส่ใครเข้ามา ก็ทำได้แค่ผลุบๆ โผล่ๆ เป็นระยะ แล้วสุดท้ายก็มีจุดจบที่ไม่มีอะไรให้จดจำ แม้กระทั่งตัวละครจากภาคแรกอย่าง “เปี๊ยก” (จักริน กังวานเกียรติชัย) ก็ยังถูกใช้งานได้ไม่คุ้มค่าเช่นกัน (หรืออาจจะเอาไว้สำหรับภาคต่อ…อีกแล้ว?)

.
7) ยังดีที่ “มิ้น” เป็นตัวละครที่ผูกกับเส้นเรื่องหลักทำให้มีมิติค่อนข้างดี กลายเป็นว่าเธอคือตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องไปแทน (นอกจากพนอ) ในขณะที่ตัวเอกของเรื่อง “พนอ” นั้น การแสดงของ เฌอปราง อารีย์กุล มีพัฒนาการทางการแสดงขึ้นจากภาคที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างที่บอกไปว่าตัวเรื่องภาคที่แล้วเป็นแบบไหนภาคนี้ก็เป็นแบบนั้น ดังนั้น ความรู้สึกน่าสนใจในตัวละครนี้ก็แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง

.
8) ดูท่าทางแล้ว ผู้กำกับ ตั้ม-พุฒิพงศ์ คงอยากไปต่อกับพนออีกนาน แน่นอนว่ามีช่วงเวลาอีกเยอะกว่าที่จะไปบรรจบกับเส้นเรื่องของพนอในลองของ แต่จากที่ได้เห็นในทั้ง พนอ และ พนอ 2 ทำให้เชื่อว่าหากจะมีอีกกี่ภาค มันก็จะเป็นความรู้สึกแบบเดิมๆ ต่อไป แม้กระทั่งจุดขายด้านความแหวะจากเอฟเฟคแบบทำมือ ที่ดูสมจริงชวนมวนท้องคลื่นไส้ แต่พอเห็นบ่อยๆ มันก็เกิดความเคยชินและน่าสนใจน้อยลงได้ คงเป็นหน้าที่ของตัวผู้กำกับนั่นแหละที่จะหาทางไปต่อในแนวทางที่ถูกต้องต่อไป
Story Decoder
[รีวิว] พนอ 2 - การกลับมาของผู้ใช้คุณไสยที่ไม่ได้สดใหม่อีกต่อไป จึงไม่ต่างอะไรกับการดูหนังเรื่องเดิมซ้ำ
2) ในเมื่อทุกอย่างเหมือนเดิม กลิ่นอายของพนอภาคแรกเป็นอย่างไรภาคนี้ก็ไม่ต่างกัน นั่นจึงรวมไปถึงการเล่าเรื่องด้วย ที่เป็นเส้นตรงเรียบง่าย ไม่ได้ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนหักหลัง ให้ลุ้นระทึกจนนั่งไม่ติดได้แบบนั้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่ “แก่นเรื่อง” (Theme) ของภาคนี้ดูจะคลุมเครือและซ้ำกับภาคที่แล้วเช่นกัน สัมผัสไม่ได้ว่าตัวเรื่องต้องการจะบอกอะไรแก่ผู้ชมกันแน่ นอกจากใส่เหยื่อให้พนอไล่เชือดเล่นๆ เหมือนไล่ยิงนกในกรงทำนองนั้น
.
3) ด้วยความที่พนอภาคนี้ต้องการเดินตามรอยเท้าของภาคแรกมากเกินไป เรียกว่าทุกภาพจำของจักรวาลนี้ ที่หากว่ามีช่องพอจะเอาตรงไหนมาใส่ได้ ผู้กำกับ ตั้ม-พุฒิพงศ์ ก็จะหยิบมาใส่ให้ได้ด้วยท่าทีเดิมๆ มันจึงเป็นส่วนผสมที่ดูไม่ลงตัวและจำเจ อย่างภาพจำเรื่องการทำอาหารใส่ของพนอ ที่ในภาคนี้มัวแต่ไล่ล่าจนแทบไม่ได้พักทำอาหาร แต่ยังไงก็อุตส่าห์บรรจงใส่ฉากอาหารคุณไสยเข้ามาในเรื่องให้จงได้ (ใครดูมาน่าจะเข้าใจ)
.
4) อีกทั้งมีความพยายามไถ่บาปให้กับประเด็นเรื่องเพื่อนของพนอในภาคที่แล้ว จึงเกิดเป็นตัวละคร “มิ้นท์” (พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ) เพื่อนใหม่ของพนอที่วิทยาลัยครู เพื่อเป็นตัวแทนของ “แต้ว” (นันทวรรณ พงศ์ประเสริฐสิน) จากภาคที่แล้ว มันก็เป็นอะไรที่ซ้ำๆ นั่นแหละ ยังดีที่มีการพลิกแพลงอยู่บ้างในเชิงการเล่าเรื่อง ซึ่งหากขาดตรงนี้ไป พนอ 2 คงไม่มีอะไรให้จับต้องเลย
.
5) แน่นอนว่าด้วยตัวบทภาพยนตร์แบบมาตรฐานที่พยายามสร้างเหตุการณ์กระตุ้นเรื่อง ให้พลังเทพสามตาในตัวพนอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง นี่คงไม่ใช่เป็นการสปอยแต่อย่างใด ถ้าจะบอกว่า ยังไงซะก็ตามในภาคนี้ ฟ้าจะกลับไปเป็นพนอแน่นอน เพียงแต่การใส่เหตุผลที่ว่า การถูกรุมกลั่นแกล้ง(อย่างไร้เหตุผล)จากรุ่นพี่ที่วิทยาลัยครู ทำให้พลังเทพสามตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งนั้น มันค่อนข้างจะตื้นเขินในทุกๆ แง่มุม จนพยายามทำความเข้าใจว่ามันก็เป็นไปตาม “มาตรฐาน” นั่นแหละ (เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่ตัวบทจะหนักแน่นประหนึ่งงานของ “พุฒิพงษ์ นาคทอง” ที่แทบจะเป็นซึมเศร้าหลังดูจบ)
.
6) ตัวละครสายสืบลึกลับ (ชิน-ชินวุฒ อินทรคูสิน) เป็นตัวละครที่ดูเหมือนจะเข้ามาสร้างความน่าสนใจได้อย่างมาก จากบุคลิกที่ดูแล้วน่าจะมีของพอสมควร แต่พบว่าค่อนข้างน่าผิดหวังในการใช้ตัวละครนี้จริงๆ แน่นอนว่ามาตรฐานของการเล่าเรื่องเป็นเหตุผลสำคัญนั่นแหละ เพราะเมื่อมันไม่มีชั้นเชิง ต่อให้ใส่ใครเข้ามา ก็ทำได้แค่ผลุบๆ โผล่ๆ เป็นระยะ แล้วสุดท้ายก็มีจุดจบที่ไม่มีอะไรให้จดจำ แม้กระทั่งตัวละครจากภาคแรกอย่าง “เปี๊ยก” (จักริน กังวานเกียรติชัย) ก็ยังถูกใช้งานได้ไม่คุ้มค่าเช่นกัน (หรืออาจจะเอาไว้สำหรับภาคต่อ…อีกแล้ว?)
.
7) ยังดีที่ “มิ้น” เป็นตัวละครที่ผูกกับเส้นเรื่องหลักทำให้มีมิติค่อนข้างดี กลายเป็นว่าเธอคือตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องไปแทน (นอกจากพนอ) ในขณะที่ตัวเอกของเรื่อง “พนอ” นั้น การแสดงของ เฌอปราง อารีย์กุล มีพัฒนาการทางการแสดงขึ้นจากภาคที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างที่บอกไปว่าตัวเรื่องภาคที่แล้วเป็นแบบไหนภาคนี้ก็เป็นแบบนั้น ดังนั้น ความรู้สึกน่าสนใจในตัวละครนี้ก็แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง
.
8) ดูท่าทางแล้ว ผู้กำกับ ตั้ม-พุฒิพงศ์ คงอยากไปต่อกับพนออีกนาน แน่นอนว่ามีช่วงเวลาอีกเยอะกว่าที่จะไปบรรจบกับเส้นเรื่องของพนอในลองของ แต่จากที่ได้เห็นในทั้ง พนอ และ พนอ 2 ทำให้เชื่อว่าหากจะมีอีกกี่ภาค มันก็จะเป็นความรู้สึกแบบเดิมๆ ต่อไป แม้กระทั่งจุดขายด้านความแหวะจากเอฟเฟคแบบทำมือ ที่ดูสมจริงชวนมวนท้องคลื่นไส้ แต่พอเห็นบ่อยๆ มันก็เกิดความเคยชินและน่าสนใจน้อยลงได้ คงเป็นหน้าที่ของตัวผู้กำกับนั่นแหละที่จะหาทางไปต่อในแนวทางที่ถูกต้องต่อไป
Story Decoder