สภาผู้บริโภค แจ้ง สคบ.ชงมาตรการเด็ดขาด รถ 4.9 แสนคัน ไม่เปลี่ยนถุงลม รุ่นอันตราย งดต่อภาษี

สภาผู้บริโภค แจ้ง สคบ. ชงมาตรการทางปกครอง เด็ดขาด รถ 4.9 แสนคัน ไม่เปลี่ยนถุงลม รุ่นอันตราย งดต่อภาษี ย้ำมีความเสี่ยง เร่งเปลี่ยนโดยด่วน
.
1 กุมภาพันธ์ 2569 – จากเหตุการณ์สะเทือนใจกรณีถุงลมนิรภัยยี่ห้อ “ทาคาตะ” (Takata) ระเบิดจนทำให้ผู้ขับขี่เสียชีวิต เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568
.
สภาผู้บริโภคได้รับหนังสือด่วนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แจ้งความคืบหน้าการยกระดับมาตรการเรียกคืน (Recall) ชุดสร้างแรงดันถุงลมนิรภัยยี่ห้อทาคาตะ
.
หลังเกิดเหตุ มีผู้เสียชีวิตเป็นรายที่ 5 ในประเทศไทย พร้อมเสนอใช้มาตรการทางปกครอง ไม่เปลี่ยนถุงลม งดต่อภาษี ปัจจุบัน มีรถยนต์อีกประมาณ 490,000 คัน ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และมีความเสี่ยง จำเป็นต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน
.
ล่าสุด นายภัทรกร ทีปบุญรัตน์ รองหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบัน ยังมีรถยนต์ในประเทศไทย ที่ไม่ได้เปลี่ยนถุงลมนิรภัยทาคาตะ อีกประมาณ 490,000 คัน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และมาตรการแจ้งเตือนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จึงเสนอ ให้ยกระดับมาตรการจากการแจ้งเตือนเป็นการบังคับใช้ทางกฎหมาย
.
ปัจจุบัน กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จะดำเนินการประทับตราอักษรสีแดง ในเอกสารการต่อภาษีรถยนต์ว่า ยังไม่ได้เปลี่ยนถุงลมนิรภัยทาคาตะ แต่ยังไม่มีการติดตามผลอย่างจริงจัง ดังนั้น ควรใช้มาตรการทางปกครองที่เข้มข้นขึ้น
.
ได้แก่ การงดต่อภาษีรถยนต์ สำหรับรถที่ยังไม่ได้เปลี่ยนถุงลม และการพิจารณามาตรการห้ามขับขี่ หากตรวจพบเลขตัวถังอยู่ในฐานข้อมูลรถที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้ ขบ.เป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลเจ้าของรถที่มีการเปลี่ยนมือหลายทอด เช่น รถมือสอง มือสาม หรือมือสี่ ได้ครบถ้วนมากที่สุด จึงควรนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการบังคับใช้มาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ
.
“นอกจากนี้ จะเสนอให้คณะกรรมการความปลอดภัยของสินค้า สคบ. ใช้อำนาจตามกฎหมายออกคำสั่งเรียกคืนรถยนต์รุ่นที่มีปัญหาทั้งหมด ให้เข้ารับบริการในศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ แทนการขอความร่วมมือเพียงอย่างเดียว เพื่อให้เกิดผลบังคับใช้ทางกฎหมายอย่างชัดเจน
.
ขณะเดียวกัน ควรมีมาตรการควบคุม และกำจัดอะไหล่มือสอง เนื่องจากที่ผ่านมา พบการนำอะไหล่ถุงลมนิรภัยทาคาตะที่เสื่อมสภาพกลับมาจำหน่ายในตลาด ซึ่งมีกรณีตัวอย่างการฟ้องร้องในศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ผู้บริโภคเสียชีวิตจากการที่อู่ซ่อมนำอะไหล่ถุงลมทาคาตะมือสองมาติดตั้งหลังเกิดอุบัติเหตุ จึงจำเป็นต้องเร่งกวาดล้าง และกำจัดอะไหล่เหล่านี้ออกจากระบบ เพื่อป้องกันการนำกลับมาใช้ซ้ำ” นายภัทรกร กล่าว
.
รองหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า รวมทั้ง ควรเร่งประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุมทุกช่องทาง เนื่องจากจำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศไทยมีถึง 5 ราย และล่าสุดยังมีการรายงานผู้เสียชีวิตรายแรกในประเทศสิงคโปร์
.
ทำให้การสื่อสารจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงสื่อออนไลน์ หรือเฟซบุ๊กเท่านั้น แต่ควรร่วมมือกลไกเครือข่ายสภาผู้บริโภคทั่วประเทศ ร่วมกระตุ้นให้เจ้าของรถตระหนักถึงความเสี่ยง โดยเฉพาะรถที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ถือเป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง
.
“ปัญหาสำคัญคือ ผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มลืมเลือนภัยเงียบนี้ไปตามกาลเวลา และแสดงความประหลาดใจทุกครั้งที่มีรายงานผู้เสียชีวิต ทั้งที่ความจริงแล้ววิกฤตถุงลมทาคาตะนี้ยืดเยื้อมานานหลายปีและคร่าชีวิตคนในประเทศไทยไปแล้วถึง 5 ราย สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการประชาสัมพันธ์ในปัจจุบันยังไม่ทั่วถึงพอ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะติดตามข่าวสารผ่านทางเฟซบุ๊ก หรือสื่อหลักได้ตลอดเวลา
.
ประกอบกับกลุ่มรถยนต์มือสอง มือสาม หรือมือสี่ ที่เปลี่ยนมือไปหลายทอด จึงตกหล่นจากระบบการแจ้งเตือนของบริษัทรถยนต์ที่ไม่มีข้อมูลเจ้าของปัจจุบัน ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ใช้รถที่มีความเสี่ยงสูงเสมือนมีวัตถุระเบิดติดตัวอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว” นายภัทรกร กล่าว
.
นายภัทรกร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สคบ.ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงระบบการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำระบบแจ้งเตือน การจัดส่งหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการไปยังเจ้าของรถ พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนถุงลมนิรภัยไม่มีค่าใช้จ่าย
.
ตลอดจนการจัดกิจกรรมภาคสนามเพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกมาปรับปรุงการสื่อสาร และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก รวมถึงรายการ “1 นาทีกับ กปถ.” เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสาร
.
นอกจากนี้ สคบ. อยู่ระหว่างพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนมาตรการเรียกคืนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อินฟลูเอนเซอร์ และขอความร่วมมือสภาผู้บริโภคในการเป็นกลไกร่วมเผยแพร่ชุดความรู้เพื่อแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชน
.
“สำหรับกรณีผู้เสียชีวิตรายล่าสุด สคบ.ได้เร่งประสานงานกับบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ารถคันดังกล่าวเคยได้รับหนังสือแจ้งเตือนทางไปรษณีย์ถึง 3 ครั้ง ในช่วงปี 2564 ปี 2565 และ ปี 2567 แต่ผู้ครอบครองไม่ได้นำรถเข้ารับการแก้ไข
.
ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ว่ารถยนต์ที่ใช้งานอยู่ในกลุ่มที่ต้องเปลี่ยนถุงลมนิรภัยหรือไม่ ผ่านเว็บไซต์ www.checkairbag.com โดยหากพบว่ารถเข้าข่าย สามารถติดต่อศูนย์บริการหรือคอลเซนเตอร์ของแต่ละบริษัท เพื่อนัดหมายเข้ารับบริการเปลี่ยนชิ้นส่วนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
.
หากพบว่าถูกเรียกเก็บเงิน หรือไม่สามารถเข้ารับบริการได้ สามารถร้องเรียนได้ผ่านเว็บไซต์สภาผู้บริโภค” นายภัทรกร กล่าว
.
ที่มา :
khaosod
สภาผู้บริโภค แจ้ง สคบ.ชงมาตรการเด็ดขาด รถ 4.9 แสนคัน ไม่เปลี่ยนถุงลม รุ่นอันตราย งดต่อภาษี
สภาผู้บริโภค แจ้ง สคบ. ชงมาตรการทางปกครอง เด็ดขาด รถ 4.9 แสนคัน ไม่เปลี่ยนถุงลม รุ่นอันตราย งดต่อภาษี ย้ำมีความเสี่ยง เร่งเปลี่ยนโดยด่วน
.
1 กุมภาพันธ์ 2569 – จากเหตุการณ์สะเทือนใจกรณีถุงลมนิรภัยยี่ห้อ “ทาคาตะ” (Takata) ระเบิดจนทำให้ผู้ขับขี่เสียชีวิต เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568
.
สภาผู้บริโภคได้รับหนังสือด่วนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แจ้งความคืบหน้าการยกระดับมาตรการเรียกคืน (Recall) ชุดสร้างแรงดันถุงลมนิรภัยยี่ห้อทาคาตะ
.
หลังเกิดเหตุ มีผู้เสียชีวิตเป็นรายที่ 5 ในประเทศไทย พร้อมเสนอใช้มาตรการทางปกครอง ไม่เปลี่ยนถุงลม งดต่อภาษี ปัจจุบัน มีรถยนต์อีกประมาณ 490,000 คัน ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และมีความเสี่ยง จำเป็นต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน
.
ล่าสุด นายภัทรกร ทีปบุญรัตน์ รองหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบัน ยังมีรถยนต์ในประเทศไทย ที่ไม่ได้เปลี่ยนถุงลมนิรภัยทาคาตะ อีกประมาณ 490,000 คัน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และมาตรการแจ้งเตือนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จึงเสนอ ให้ยกระดับมาตรการจากการแจ้งเตือนเป็นการบังคับใช้ทางกฎหมาย
.
ปัจจุบัน กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จะดำเนินการประทับตราอักษรสีแดง ในเอกสารการต่อภาษีรถยนต์ว่า ยังไม่ได้เปลี่ยนถุงลมนิรภัยทาคาตะ แต่ยังไม่มีการติดตามผลอย่างจริงจัง ดังนั้น ควรใช้มาตรการทางปกครองที่เข้มข้นขึ้น
.
ได้แก่ การงดต่อภาษีรถยนต์ สำหรับรถที่ยังไม่ได้เปลี่ยนถุงลม และการพิจารณามาตรการห้ามขับขี่ หากตรวจพบเลขตัวถังอยู่ในฐานข้อมูลรถที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้ ขบ.เป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลเจ้าของรถที่มีการเปลี่ยนมือหลายทอด เช่น รถมือสอง มือสาม หรือมือสี่ ได้ครบถ้วนมากที่สุด จึงควรนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการบังคับใช้มาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ
.
“นอกจากนี้ จะเสนอให้คณะกรรมการความปลอดภัยของสินค้า สคบ. ใช้อำนาจตามกฎหมายออกคำสั่งเรียกคืนรถยนต์รุ่นที่มีปัญหาทั้งหมด ให้เข้ารับบริการในศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ แทนการขอความร่วมมือเพียงอย่างเดียว เพื่อให้เกิดผลบังคับใช้ทางกฎหมายอย่างชัดเจน
.
ขณะเดียวกัน ควรมีมาตรการควบคุม และกำจัดอะไหล่มือสอง เนื่องจากที่ผ่านมา พบการนำอะไหล่ถุงลมนิรภัยทาคาตะที่เสื่อมสภาพกลับมาจำหน่ายในตลาด ซึ่งมีกรณีตัวอย่างการฟ้องร้องในศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ผู้บริโภคเสียชีวิตจากการที่อู่ซ่อมนำอะไหล่ถุงลมทาคาตะมือสองมาติดตั้งหลังเกิดอุบัติเหตุ จึงจำเป็นต้องเร่งกวาดล้าง และกำจัดอะไหล่เหล่านี้ออกจากระบบ เพื่อป้องกันการนำกลับมาใช้ซ้ำ” นายภัทรกร กล่าว
.
รองหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า รวมทั้ง ควรเร่งประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุมทุกช่องทาง เนื่องจากจำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศไทยมีถึง 5 ราย และล่าสุดยังมีการรายงานผู้เสียชีวิตรายแรกในประเทศสิงคโปร์
.
ทำให้การสื่อสารจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงสื่อออนไลน์ หรือเฟซบุ๊กเท่านั้น แต่ควรร่วมมือกลไกเครือข่ายสภาผู้บริโภคทั่วประเทศ ร่วมกระตุ้นให้เจ้าของรถตระหนักถึงความเสี่ยง โดยเฉพาะรถที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ถือเป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง
.
“ปัญหาสำคัญคือ ผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มลืมเลือนภัยเงียบนี้ไปตามกาลเวลา และแสดงความประหลาดใจทุกครั้งที่มีรายงานผู้เสียชีวิต ทั้งที่ความจริงแล้ววิกฤตถุงลมทาคาตะนี้ยืดเยื้อมานานหลายปีและคร่าชีวิตคนในประเทศไทยไปแล้วถึง 5 ราย สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการประชาสัมพันธ์ในปัจจุบันยังไม่ทั่วถึงพอ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะติดตามข่าวสารผ่านทางเฟซบุ๊ก หรือสื่อหลักได้ตลอดเวลา
.
ประกอบกับกลุ่มรถยนต์มือสอง มือสาม หรือมือสี่ ที่เปลี่ยนมือไปหลายทอด จึงตกหล่นจากระบบการแจ้งเตือนของบริษัทรถยนต์ที่ไม่มีข้อมูลเจ้าของปัจจุบัน ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ใช้รถที่มีความเสี่ยงสูงเสมือนมีวัตถุระเบิดติดตัวอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว” นายภัทรกร กล่าว
.
นายภัทรกร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ สคบ.ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงระบบการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำระบบแจ้งเตือน การจัดส่งหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการไปยังเจ้าของรถ พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนถุงลมนิรภัยไม่มีค่าใช้จ่าย
.
ตลอดจนการจัดกิจกรรมภาคสนามเพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกมาปรับปรุงการสื่อสาร และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก รวมถึงรายการ “1 นาทีกับ กปถ.” เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสาร
.
นอกจากนี้ สคบ. อยู่ระหว่างพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนมาตรการเรียกคืนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อินฟลูเอนเซอร์ และขอความร่วมมือสภาผู้บริโภคในการเป็นกลไกร่วมเผยแพร่ชุดความรู้เพื่อแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชน
.
“สำหรับกรณีผู้เสียชีวิตรายล่าสุด สคบ.ได้เร่งประสานงานกับบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ารถคันดังกล่าวเคยได้รับหนังสือแจ้งเตือนทางไปรษณีย์ถึง 3 ครั้ง ในช่วงปี 2564 ปี 2565 และ ปี 2567 แต่ผู้ครอบครองไม่ได้นำรถเข้ารับการแก้ไข
.
ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ว่ารถยนต์ที่ใช้งานอยู่ในกลุ่มที่ต้องเปลี่ยนถุงลมนิรภัยหรือไม่ ผ่านเว็บไซต์ www.checkairbag.com โดยหากพบว่ารถเข้าข่าย สามารถติดต่อศูนย์บริการหรือคอลเซนเตอร์ของแต่ละบริษัท เพื่อนัดหมายเข้ารับบริการเปลี่ยนชิ้นส่วนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
.
หากพบว่าถูกเรียกเก็บเงิน หรือไม่สามารถเข้ารับบริการได้ สามารถร้องเรียนได้ผ่านเว็บไซต์สภาผู้บริโภค” นายภัทรกร กล่าว
.
ที่มา : khaosod