Interstellar: หนังที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นนักบินอวกาศจริงๆ (พร้อมน้ำตาคลอเบ้า)


: Interstellar: หนังที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นนักบินอวกาศจริงๆ (พร้อมน้ำตาคลอเบ้า)

สวัสดีครับชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมมีหนังที่ดูแล้วเก็บไปคิดต่อเป็นอาทิตย์มาเล่าให้ฟังครับ ชื่อเรื่องว่า Interstellar (2014) เป็นหนังของ Christopher Nolan ผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อนและภาพสวยอลังการอยู่แล้ว พอได้ยินชื่อนี้ก็รู้เลยว่าไม่ธรรมดาแน่ๆ แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ

เรื่องย่อคร่าวๆ คือ โลกของเรากำลังจะถึงจุดจบครับ ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ฝุ่นเยอะจนหายใจแทบไม่ออก มนุษย์ใกล้จะสูญพันธุ์ คูเปอร์ (แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์) อดีตนักบินอวกาศที่ต้องมาเป็นชาวไร่เลี้ยงลูกสองคน เขาเป็นคนที่มีความฝันและความหวังอยู่เสมอ แต่ก็ต้องจำใจอยู่กับความเป็นจริงที่โหดร้าย จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้พบกับเบาะแสที่จะพาเขาออกไปนอกโลกอีกครั้ง เพื่อค้นหาดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่จะเป็นบ้านของมนุษยชาติ

สิ่งที่ผมชอบมากๆ ในหนังเรื่องนี้คือความสมจริงทางวิทยาศาสตร์ครับ ถึงแม้จะเป็นหนังไซไฟ แต่มันอิงทฤษฎีฟิสิกส์หลายอย่างมากๆ เช่น ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ เรื่องเวลาที่เดินไม่เท่ากันในสภาวะแรงโน้มถ่วงที่แตกต่างกัน หรือแม้กระทั่งหลุมดำ การเดินทางผ่านรูหนอนอะไรพวกนี้ มันทำให้เราทึ่งไปกับความเป็นไปได้ของจักรวาล แล้วก็รู้สึกว่าโลกที่เราอยู่มันเล็กนิดเดียวจริงๆ

การแสดงของนักแสดงนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ เล่นได้ถึงบทบาทมากๆ ครับ สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของพ่อที่ต้องจากลูกไปเพื่อภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ความหวัง ความกลัว ความเสียใจ มันออกมาหมดเลย แอนน์ แฮททาเวย์ ก็เล่นดีครับ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทั้งเก่งและมีความอ่อนไหว ส่วนนักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ทำให้ตัวละครทุกตัวมีมิติ

ภาพและเสียงนี่คือที่สุดของที่สุดครับ ภาพสวยอลังการมากครับ ฉากอวกาศ ฉากดาวเคราะห์ต่างๆ ทำออกมาได้สมจริงจนน่าขนลุก เสียงประกอบของ Hans Zimmer นี่ก็สุดยอดครับ มันเสริมอารมณ์ของหนังได้ดีมากๆ บางฉากนี่ฟังแล้วขนลุก น้ำตาคลอเบ้าเลยก็มีครับ โดยเฉพาะเพลง "Cornfield Chase" กับ "S.T.A.Y." นี่คือเพลงประจำใจผมไปเลย

สิ่งที่ทำให้ Interstellar แตกต่างจากหนังไซไฟเรื่องอื่น คือมันไม่ใช่แค่หนังผจญภัยในอวกาศ แต่เป็นหนังที่พูดถึงความเป็นมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งครับ มันพูดถึงความรักระหว่างพ่อลูก ความเสียสละ ความหวัง และการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของผู้คน การตัดสินใจของคูเปอร์ที่จะออกเดินทางไปก็เพื่อลูก เพื่ออนาคตของมนุษยชาติ ถึงแม้จะต้องแลกมาด้วยการเสียสละสิ่งที่รักที่สุดอย่างครอบครัว มันเป็นอะไรที่บีบคั้นหัวใจมากๆ ครับ

ผมจำฉากหนึ่งได้แม่นเลยครับ คือฉากที่คูเปอร์กลับมาเจอเมียเก่าที่แก่มากแล้ว ส่วนตัวเองยังดูหนุ่มอยู่เลย ฉากนั้นทำให้ผมรู้สึกจุกในอกมากๆ ครับ มันแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของเวลาที่เดินทางผ่านรูหนอนได้อย่างชัดเจน แล้วก็สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ต้องสูญเสียไปเพราะความจำเป็น

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของ "แรงโน้มถ่วง" ครับ หนังเรื่องนี้เล่นกับแนวคิดนี้ได้น่าสนใจมาก มันไม่ใช่แค่แรงที่ดึงดูดวัตถุ แต่มันเป็นพลังที่เชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน รวมถึงความรักด้วยครับ

ตอนจบของเรื่องอาจจะทำให้บางคนงงๆ นิดหน่อยครับ เพราะมันมีความซับซ้อนและตีความได้หลายแบบ แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นตอนจบที่น่าประทับใจและมีความหวังครับ มันแสดงให้เห็นว่าถึงแม้เราจะเผชิญหน้ากับความยากลำบากแค่ไหน แต่ด้วยสติปัญญา ความกล้าหาญ และความรัก เราก็สามารถเอาชนะมันได้

Interstellar ไม่ใช่หนังที่จะดูเอาสนุกเพลินๆ ครับ มันต้องใช้สมาธิในการดู แล้วก็ต้องคิดตามไปด้วย แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบหนังที่มีเนื้อหาลึกซึ้ง ภาพสวยงาม และการแสดงที่ยอดเยี่ยม ผมแนะนำเรื่องนี้เลยครับ ดูแล้วรับรองว่าคุณจะรู้สึกเหมือนได้ออกเดินทางไปในอวกาศจริงๆ แล้วก็อาจจะมีน้ำตาคลอเบ้าเหมือนผมก็ได้ครับ

โดยรวมแล้ว Interstellar เป็นหนังที่ผมให้คะแนนเต็ม 10/10 ครับ เป็นหนังที่ผมดูซ้ำได้เรื่อยๆ แล้วก็ยังคงค้นพบอะไรใหม่ๆ ทุกครั้งที่ได้ดู เป็นหนังที่เปลี่ยนมุมมองของผมต่ออวกาศ จักรวาล และความเป็นมนุษย์ไปเลยครับ

ใครที่ยังไม่เคยดู ผมบอกเลยว่าพลาดมากๆ ครับ ลองหามาดูกันนะครับ แล้วมาคุยกันหลังไมค์ได้เลยครับว่าคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง ผมอยากฟังความเห็นของทุกคนจริงๆ ครับ

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะครับ หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของทุกท่านครับ แล้วเจอกันใหม่รีวิวหน้าครับผม!
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่