ทำงานให้บริษัทเดียวหลายปี ถูกเปลี่ยนเป็น 50 ทวิ โดยไม่รู้ตัว แบบนี้ควรทำอย่างไรดีครับ

กระทู้คำถาม
ยาวหน่อยนะครับ ขอคำปรึกษาเรื่องกฎหมายแรงงานครับ
ผมขอรบกวนขอคำปรึกษาจากทุกท่านครับ
ผมไม่แน่ใจว่ากรณีของผม ยังถือว่าเป็น “พนักงาน” ตามกฎหมายแรงงานอยู่หรือไม่
ผมเริ่มทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่งตั้งแต่ช่วงที่บริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทอย่างเป็นทางการ
ในตอนนั้นมีผู้บริหาร 2 คน และผม 1 คน โดยผมรับหน้าที่ดูแลงานขาย ติดต่อพูดคุยกับลูกค้า และดูแลระบบการขายทั้งหมดของกิจการ
ผมเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่ช่วงปลายสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่การทำงานออนไลน์มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมทำงานในลักษณะงานประจำ มีความต่อเนื่อง รับผิดชอบงานหลักของบริษัท และทำงานร่วมกับบริษัทมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น จนบริษัทค่อย ๆ ขยายตัว มีโครงสร้างและระบบการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น
ในปีแรกของการทำงาน ผมมีสถานะเป็น “พนักงาน” อย่างชัดเจน
มีสลิปเงินเดือน ระบุตำแหน่งงาน และทำงานภายใต้การสั่งการของผู้บริหารโดยตรง
แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี สถานะของผมในเอกสารเริ่มเปลี่ยน จากพนักงาน → กลายเป็น “รับจ้างทำของ”
ทั้งที่ลักษณะงานที่ผมทำจริงไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ผมเคยขอให้บริษัทดำเนินการเรื่องประกันสังคม แต่บริษัทปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า
“ต้องเข้าออฟฟิศเท่านั้นถึงจะทำให้ได้”
ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ผมทำงานในลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายปี และไม่เคยมีปัญหาเรื่องผลงานหรือหน้าที่ความรับผิดชอบ
บริษัทมองว่าผมเป็น “ฟรีแลนซ์” ทั้งที่ผมไม่เคยรับงานจากที่อื่นควบ
ในความเป็นจริง ผมไม่สามารถปฏิเสธงานของบริษัทได้ ไม่สามารถกำหนดเวลาทำงานเองได้อย่างอิสระ ต้องทำงานตามคำสั่ง ต้องรายงานผล และต้องรับผิดชอบงานอย่างต่อเนื่อง
แม้ในกรณีส่วนตัว เช่น การเจ็บป่วยหรือจำเป็นต้องไปโรงพยาบาล การขอลาหยุดก็เป็นเรื่องยาก และมักถูกคาดหวังให้ยังคงดูแลงานของบริษัทตามปกติ
ลักษณะการทำงานแบบนี้ ทำให้ผมไม่สามารถรับงานจากที่อื่นได้จริง และไม่สามารถบริหารเวลาของตัวเองได้อย่างอิสระ ซึ่งไม่ตรงกับภาพของ “ฟรีแลนซ์” ตามความเข้าใจทั่วไป

ต่อมา ผมถูกผู้บริหารแจ้งให้ “หยุดปฏิบัติงาน” ด้วยวาจา โดยไม่มีหนังสือหรือเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร
จากบริบทของการสนทนา ผมได้หยุดการทำงานตามที่แจ้งเป็นระยะเวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง แต่พอหยุดทำ การตอบแชทและการดูแลลูกค้าของบริษัท ไม่มีใครรับผิดชอบดูแลลูกค้าได้เลยสักคน ด้วยความกังวลว่าผมอาจถูกมองว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่ เพราะถูกให้ออกด้วยวาจาโดยที่ไม่ได้ทันตั้งตัวเลยไม่ได้บันทึกเสียงไว้ และไม่อยากให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท ผมจึงตัดสินใจกลับมาทำงานและตอบแชทลูกค้าตามปกติ

หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งวัน ผู้บริหารอีกท่านได้เข้ามาพูดคุย ขอให้ผมใจเย็น และบอกว่า “อย่าเพิ่งไป อยู่ด้วยกันก่อน” ท่าทีผู้บริหารแสดงความกังวลว่าผมอาจใช้สิทธิทางกฎหมาย

ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ผมปฏิบัติงานตามหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ไม่เคยมีพฤติกรรมก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความเสียหายต่อบริษัท
ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง เป็นปัญหาด้านการตลาดและการบริหารความเสี่ยงของบริษัท ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่องค์กรต้องเผชิญตามวัฏจักรทางธุรกิจ ไม่ได้เกิดจากการบกพร่องในการทำงานของผมโดยตรง
ช่วงปลายปี 2568 บริษัทเริ่มมียอดขายลดลง ฝ่ายการตลาดให้เหตุผลว่าสาเหตุมาจากฝ่ายขายตอบลูกค้าไม่ดี
ทั้งที่ฝ่ายการตลาดเองก็ไม่สามารถตอบลูกค้าและปิดการขายได้จริง
บริษัทจึงให้ฝ่ายการตลาดมาลองปรับวิธีตอบเอง รวมถึงผู้บริหารเข้ามาช่วยปรับสคริปต์ แต่ผลคือยอดขายก็ยังไม่ดีขึ้น
ทำให้ผมเริ่มมองว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “วิธีตอบของฝ่ายขาย” แต่เป็นเรื่อง “คุณภาพลูกค้าที่การตลาดส่งมา” และโครงสร้างทางการตลาดของบริษัท
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้กลับถูกนำมาเชื่อมโยงกับการประเมินการทำงานของฝ่ายขาย แทนที่จะมีการแก้ไขในเชิงโครงสร้างหรือกระบวนการทำงานที่ต้นเหตุ
ต่อมา บริษัทได้ส่งเอกสารเงื่อนไขใหม่ ซึ่งเป็นการลดค่าตอบแทน และตั้งเป้าการทำงานที่สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา
โดยที่ผมไม่เคยยินยอมต่อเงื่อนไขดังกล่าว
ผมจึงเริ่มสงสัยว่า กรณีของผมเข้าข่าย
การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่เป็นโทษ
หรือการบีบให้ลาออก (Constructive Dismissal) หรือไม่
ผมไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีบริษัท แต่อยากขอคำแนะนำว่า
จากข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้ ผมยังถือว่ามี “สิทธิของลูกจ้าง” ตามกฎหมายแรงงานอยู่หรือไม่
และควรดำเนินการอย่างไรต่อไปให้ถูกต้องและเหมาะสมตามกฎหมาย
ขอบคุณทุกคำแนะนำล่วงหน้าครับ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่