การกลัวตายกับข่าวประเสริฐ รากของความเชื่อของคนไทยที่แม้แต่ข่าวประเสริฐก็ยังถอนขึ้นไม่ได้?

กระทู้สนทนา
เมื่อไม่กี่วันก่อนผมไปเข้าร่วมวันสะบาโตที่โบสถ์ใกล้บ้าน โบสถ์ของเราเป็นโบสถ์ท้องถิ่น ไม่ได้ใหญ่มาก มีสมาชิกอยู่ประมาณ 40-50 คน ซึ่งส่วนใหญ่...ก็ไม่ส่วนใหญ่หรอก ทั้งหมดนั่นแหละ เป็นคนไทย หลาย ๆ ท่านเป็น คนวัยทำงาน ผุ้สูงอายุ และอาจารย์อาวุโสที่เกษียณอายุจากงานหรือการรับใช้ไปแล้ว
     เนื้อหาของเทศนานั้นเกี่ยวข้องกับข้อพระคัมภีร์ยอห์น 14:6  (และพระเยซูตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาหาพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา”) ซึ่งผมก็นึกนะว่าเนื้อหาของการเทศนานั้นจะพูดถึงหลักการของข่าวประเสริฐว่าพระเยซูคือทางเดียวที่นำไปสู่ทางรอด ในใจก็คิดว่าคงเป็นการเทศนาที่ออกมาดีแน่นอน
     แต่ว่านะ เรื่องจริงมันก็ไม่ใช่อย่างนั้นเสีย อาจารย์ที่ขึ้นเทศน์กลับพูดถึงวิกฤตทางเศรษฐกิจ วิกฤตโรคระบาด วิกฤตความอดอยาก และ “วิกฤต” อื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย แล้วสอนว่า “พระเยซูจะเป็นพระผู้ทำให้เรารอดพ้นวิกฤตการณ์เหล่านั้นไปได้” (อะไรประมาณนั้น) อีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าคุณเชื่อในพระเยซู คุณจะไม่อดตาย คุณจะหลีกพ้นจากโรคระบาดที่จะเกิดขึ้น ซึ่งฟังแล้วก็ดูมีความหวังดีใช่มั้ยล่ะ?
     แต่ถ้าเราดูพระคัมภีร์ให้ดี ทั้งพระคัมภีร์เก่าและพระคัมภีร์ใหม่ จะพบว่าคำพูดแบบที่อาจารย์เทศน์นั้นไม่ถูกต้องเสียทั้งหมด มันเป็นคำเทศน์ที่ยกพระเยซู..ใช่! และผมก็เห็นด้วยกับอัครทูตเปาโลที่ปล่อยผ่านคำสอนแบบนี้ได้ (ฟิลิปปี 1: 15-18) เพราะฉะนั้นผมขอให้ผู้อ่านเข้าใจว่าบทความนี้ไม่ใช่เป็นการตอกนั้นให้ผู้ใดอับอาย หรือเป็นการตัดสินคำเทศน์หรือเจตนารมณ์ของใครบนพื้นฐานของอารมณ์ส่วนตัว บทความนี้ก็เพื่อเป็นส่วนเสริมที่จะทำให้ทุกท่านเข้าใจว่าข่าวประเสริฐจริง ๆ นั้นสามารถทำอะไรในเราได้บ้าง
     นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมรู้สึกแบบนั้นในการฟังเทศนาที่โบสถ์ของตนเอง มีหลายครั้งที่คำเทศนาทำให้ผมฟังแล้วรู้สึกว่ามันมีบางอย่างขาดหายไปจากแก่นของข่าวประเสริฐที่ถูกเทศน์บนธรรมาสน์ในวันสะบาโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความตาย
2-3 ครั้งแล้วที่คำเทศนาที่ผมฟังพูดถึงความตายว่าเป็นสิ่งที่ “คนทุกคนกลัว” และคำกล่าวนี้ถูกพูดบนธรรมาสน์ด้วยสีหน้ายิ้มร่าประหนึ่งผู้เทศนามั่นใจว่ามันจะเป็นแบบนั้นในมนุษย์ทุกคน..แม้แต่กับชาวคริสต์ ซึ่งก็อาจจะจริง ธรรมชาติของมนุษย์ที่ล้มลงในบาปนั้นล้วนเป็นเหยื่อของโรคภัยไข้เจ็บ ความตาย และการสูญเสีย ซึ่งผลลัพธ์คือความโศกเศร้าในโลก เราร้องไห้เมื่อใครซักคน (โดยเฉพาะผู้ที่เรารัก) ตาย จึงเป็นที่เข้าใจในสากลโลก (Universal) ว่าความตายนั้นเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ
     ซึ่งถามว่าถูกมั้ย..ก็ถูก นั่นจึงเป็นสาเหตุที่พระเจ้า “ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์...มีชีวิตนิรันดร์” (ยอหน์ 3:16) พระเจ้าต้องการให้เราได้รับชีวิตนิรันดร์ที่จะไม่ต้องพบเจอกับความตายและการสูญเสีย ซึ่งพระองค์ก็สัญญาว่านั่นเป็นสิ่งที่เราจะได้เราในแผ่นดินสวรรค์
     นี่คือข่าวประเสริฐทั้งหมด!!!
     ประเด็นก็คือพอคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นชาวพุทธมาก่อน ได้มารับเชื่อซึ่งความเชื่อของคริสเตียนนั้น เข้าใจว่าความตายคือสิ่งที่ทำให้เราต้องหวาดระแวงจนอกสั่นขวัญหาย และยิ่งคำเทศนาการันตีช่วงเวลาที่เลวร้ายในยุคสุดท้าย ทั้งโรคระบาด การกันดารอาหาร (ทุก “วิกฤต” ที่ผมได้พูดไปนั่นน่ะ) ที่นี้แหละข่าวประเสริฐของพระเจ้าจึงไม่ใช่การกลับแผ่นดินสวรรค์และได้ใช้ชีวิตร่วมกับพระเจ้า แต่เป็นเพียงแค่บทสวดวิเศษที่จะทำให้เรารอดพ้นสถานการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ไปได้
     ในมุมมองของคนไทย (โดยฉพาะคนไทยที่นับถือพุทธ) ความตายมันน่ากลัวไม่ใช่เพราะการตาย (Death) ที่นำมาซึ่งความเสียใจ แต่กลัวสิ่งที่จะตามมาหลังจากความตาย..นั่นคือการชดใช้กรรม
     นรกที่ถูกสอนโดยศาสนาพุทธในไทยนั้นคือสถานที่แห่งการชดใช้กรรม คนชั่วถูกตัดสินให้ถูกลงโทษนานเป็นหมื่นเป็นแสน ๆ ปี เพราะความชั่วที่ตนเองทำตอนยังเป็นมนุษย์ คำสอนแบบนี้เองจึงเป็นแรงขับที่ทำให้คนไทยหลายคนแสวงการทำบุญกันเป็นหนักเป็นหนา สำหรับหลาย ๆ คน การทำความดีนั้นไม่ใช่เพราะความดีมันดี แต่เพราะความดีจะเป็น “ใบบุญ” เบิกทางไม่ให้ตนต้องไปลงนรกนั่นเอง ความคิดนี้หลายครั้งถูกแฝงไว้ในจิตใต้สำนึกของคนไทยไป
     ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศไทยนั้นเป็นแหล่งรวมศาสนาชั้นดี นั่นหมายถึง “ความเชื่อ” อื่น ๆ ที่ฝังรากในวัฒนธรรมไทย ทั้งการบูชาวิญญาณ คอนเซ็ปต์ของผี (สิ่งที่ปรากฎตัวในสภาพที่น่าเกียจน่ากลัว—ผีเปรต ผีกระสือ ฯลฯ) เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความกลัวของคนไทยที่มีต่อความตาย เพราะไม่อาจทราบได้ว่าหลังจากความตายแล้วตนเองจะเจอกับอะไร จะไปชดใช้กรรมในนรกชั่วกาลนาน หรืออาจจะกลายเป็นผีที่ตนเองเคยเห็นตามละครหรือหนังในตอนเด็ก..ความไม่รู้ว่าตายแล้วจะเป็นอย่างไร นั่นแหละที่ทำให้คนไทยกลัวความตาย
     ซึ่งถ้าเราดูในชีวิตของเหล่าอัครสาวกนั้น ภาพสะท้อนที่ปรากฏมันต่างกันอย่างสุดขั้ว เปาโลเขียนไว้ในจดหมายของท่านว่า “เราถูกข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง” (2 โครินธ์ 4:9) ผมมั่นใจว่าเปาโลไม่ได้พูดถึงการถูกข่มเหงเพราะวิกฤตเศรษฐกิจหรือการเงิน ท่านถูกข่มเหงเพราะท่านกำลังประกาศความเชื่อที่อาจต้องทำให้ท่านถูกตัดหัว ซึ่งถามว่าทำไมท่านถึงสามารถกล่าวอย่างนั้นได้น่ะเหรอ ก็เพราะว่าท่านั้น “..รู้จักฤทธิ์เดชแห่งการคืนพระชนม์ของพระองค์และรู้จักการมีส่วนร่วมในความทุกข์ของพระองค์ และเป็นเหมือนกับพระองค์ในความตายนั้น
ฟีลิปปี 3:10 ว่าง่าย ๆ ท่านเปาโลทราบและมั่นใจว่าชีวิตหลังความตายของผู้ที่เชื่อในพระคริสต์และอดทนในพระคริสต์นั้นคืออะไร มันไม่ใช่การไปยังสถานที่ที่มีแต่การลงโทษ ไม่ใช่นรกที่น่ากลัว และไม่ใช่การชดใช้กรรมในรูปลักษณ์ที่น่าเกียจน่ากลัว แต่คือการฟื้นขึ้นสู่ชีวิตใหม่ และเป็นชีวิตใหม่ที่เต็มด้วยสง่าราศี (โรม 8:17 “และถ้าเราเป็นลูกแล้ว...เมื่อเราทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์ก็เพื่อจะได้ศักดิ์ศรีด้วยกันกับพระองค์ด้วย”) ความมั่นใจตรงนั้นแหละที่เป็นข่าวประเสริฐที่ทำให้ท่านเปาโลกล้าที่จะเผชิญทุกอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่วิกฤตทางสังคม เรื่องงาน หรือโรคระบาด แต่เป็นการถูกฟาดด้วยแส้ ถูกจองจำด้วยตรวน ถูกกักกันในคุกที่ลึกและซับซ้อนคนเดียว และจบลงด้วยหัวที่กระเด็นออกจากบ่า
ลองนึกภาพแบบนี้ดูนะ ระหว่างมีคนเดินเข้ามาบอกคุณว่า “อีก 1 อาทิตย์ข้าวสารจะขึ้นราคาอีกกิโลละ 20 บาท” กับการที่มีทหารขู่คุณว่าให้ปฏิเสธพระคริสต์ไม่อย่างนั้นจะถูกเผา อะไรสร้างความหวาดกลัวให้คุณมากกว่ากัน นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “โพลิคาร์ปแห่งสเมอร์นา” ที่คำตอบที่ท่านกล่าวด้วยเสียงอันดังบนกองฟอนที่กำลังลุกโหมอยู่รอบตัวท่านคือ “แปดสิบแปดปีที่ข้ารับใช้พระองค์ และพระองค์หาทำการร้ายแก่ข้าไม่ จะให้ข้าลบหลู่พระองค์อย่างไรได้” ที่ท่านกล่าวแบบนั้นได้เพราะ “ทางรอด” ของท่านไม่ใช่เพื่อที่ท่านจะรอดจากกองฟอนและไฟที่เผาแขนขาของท่านอยู่ในตอนนั้น แต่เป็นทางรอดจากทุกอย่างที่เหนี่ยวรั้งเขาไว้จากรัศมีอันรุ่งโรจน์ในพระเจ้า
     ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ขาดหายไปเมื่อคุณพยายามเทศน์เพื่อเอาใจชาวพุทธ หรือชาวพุทธเดิม ข่าวประเสริฐแห่งทางรอดยังคงเป็นทางรอด แต่เป็นทางรอดที่ตื้นเขินและไร้ราคา เราเทศนาว่าพระเยซูเดินบนน้ำ เราเทศนาว่าพระเยซูรักษาคนตาบอด เพียงเพื่อที่จะหันสายตาของผู้ฟังไปยังอิทธิฤทธิ์และปาฏิหารย์ของพระเยซู มากกว่าจะเป็นการสื่อว่า “เห็นมั้ยว่าพระองค์ทรงกระทำสิ่งยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้เพราะพระองค์มีความต้องการที่จะให้คนมากมายได้รับรู้ทางรอดในพระองค์”
     อันที่จริงตอนที่ผมกำลังพิมพ์บทความนี้อยู่ สิ่งที่คิดได้คือ หากความเชื่อในพระหรือศาสดาซักองค์คือความรอดเพียงจากวิกฤต นั่นก็เป็นสิ่งที่ศาสนาพุทธอ้างมาแต่เนิ่นนานแล้วไม่ใช่หรือ นั่นจึงทำให้คนแห่กันไปไหว้พระพุทธรูป ขอพรกับพระหรือเทวรูปดัง ๆ ห้อยพระเลื่อมทอง และสวดมนต์ต่อพระที่อยู่บนคอของตนนั่นแหละ ถ้าเป็นอย่างนั้นพระคริสต์จะเป็นอะไรที่มากกว่าพระเกจิอาจารย์ดัง ๆ ได้อย่างไร สิ่งที่วิเศษเกี่ยวกับพระเยซูและความเชื่อในพระองค์ที่ทำให้ความเชื่อของคริสเตียนแตกต่างจากความเชื่ออื่น ไม่ใช่การอัศจรรย์ที่คนตาบอดหรือขาเดี้ยงกลับมาเป็นปกติ แต่เป็น “ความหวัง” ที่แน่นอนถึงสิ่งที่มาในภายหลัง
     ความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัวเมื่อเรารู้ว่าพระเยซูทรงทำอะไรไปแล้ว อันที่จริงโบสถ์เซเว่นย์เดย์แอ๊ดเวนติ๊สของเราก็สอนไม่ใช่เหรอว่าความตายคือการนอนหลับ ถ้าอย่างนั้นจะกลัวไปทำไม ถ้าการนอนหลับมันรู้สึกเหมือนเพียงดีดนิ้วแล้วคุณก็ตื่น มันควรเป็นความรู้สึกที่ดีขนาดไหนในตอนที่เรากำลังจะหลับไปในลมหายใจสุดท้าย และรู้ตัวอีกทีตอนลืมตาตื่น ช่วงเวลาเหมือนผ่านไปเพียงแว้บเดียว แล้วเห็นหน้าพระเยซูกำลังส่งยิ้มอันอบอุ่นและยื่นพระหัตถ์อันนวลละออของพระองค์มาหาท่าน พยักหน้าด้วยสีหน้ายินดีเพื่อบอกกับท่านว่า “ลุกขึ้นมาสิ เจ้าจะไปอยู่กับเรา” โธ่เอ๊ย!! แค่ผมนึกภาพใจก็ระรัวแล้ว
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่