ปัจจัย 24 (ต่อ)
6. สหชาตปัจจัย
ปัจจัยอันอุบัติขึ้นพร้อมกัน
กฎแห่งการเกิดร่วม
ปัจจัยที่องค์ประกอบต้องเกิดพร้อมกันเป็นองค์รวม ประดุจเปลวไฟกับแสงสว่าง หรือมหาภูตธาตุทั้ง 4 ที่แยกจากกันไม่ได้ในขณะที่สสารนั้นดำรงอยู่
ปัจจัยประดุจ เปลวไฟกับแสงสว่าง หรือ ตะเกียงกับความสว่าง วินาทีที่เปลวไฟถูกจุดขึ้น แสงสว่างย่อมปรากฏออกมาในขณะเดียวกัน มิได้มีสิ่งใดเกิดก่อนหรือหลัง อีกอุปมาหนึ่งคือ มหาภูตธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ที่ต้องอิงอาศัยกันเกิด หากขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไป สภาวะของสสารนั้นย่อมไม่อาจก่อตัวขึ้นได้เลย สหชาตปัจจัยจึงเป็นกฎแห่ง ความเป็นหนึ่งเดียวในกาลเวลา
สาเหตุที่สิ่งสองสิ่งหรือหลายสิ่งต้องอุบัติขึ้นพร้อมกันโดยไม่อาจแยกขาดจากกัน เกิดจาก ความพึ่งพิงเชิงโครงสร้าง ในระดับปรมาณูหรือจิตภาวะ บางสภาวะธรรมไม่มีคุณสมบัติที่จะดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง (เช่น จิตกับเจตสิก ) จึงต้องมีแรงดึงดูดฉับพลัน ที่ทำให้องค์ประกอบทั้งหมดพุ่งมารวมตัวกันในพิกัดกาลเวลาเดียวกัน
การเกิดแบบเอกภาพ เมื่อเหตุปัจจัย ส่งผลรหัสออกมา ข้อมูลนั้นไม่ได้ออกมาเป็นเส้นตรงเส้นเดียว แต่กระจายออกเป็น กลุ่มข้อมูลที่มีปฏิสัมพันธ์กันเองทันที เปรียบเหมือนการระเบิดของบิ๊กแบงที่มวลสารและกฎฟิสิกส์เกิดขึ้นมาพร้อมกัน
สหชาตปัจจัยคือกฎแห่งความสัมพันธ์พร้อมกัน ในทางกลศาสตร์ แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยาเกิดขึ้นพร้อมกันทันที ไม่มีใครเกิดก่อนหรือหลัง ในวิชาเคมี คุณสมบัติของสาร (เช่น ความแข็งและสีของเพชร) เกิดขึ้นพร้อมกับโครงสร้างคาร์บอนที่จัดตัวกัน สหชาตปัจจัยคือตัวที่บอกว่าโครงสร้างและคุณสมบัติคือสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ในขณะที่สสารนั้นดำรงอยู่
สหชาตปัจจัย คือ หากพบปรากฏการณ์หนึ่ง ต้องพบอีกปรากฏการณ์หนึ่งควบคู่กันเสมอในระบบเดียวกัน ปัจจัยนี้ช่วยให้เข้าใจว่าจักรวาลไม่ได้ถูกสร้างจากชิ้นส่วนที่เอามาต่อกันทีละชิ้น แต่มันถูกสร้างขึ้นเป็นองค์รวม ที่ทุกส่วนกระพริบตัวขึ้นพร้อมกันในมหาสมุทรแห่งเหตุปัจจัย
สหชาตปัจจัย คือ ความพัวพันและความเป็นหนึ่ง สิ่งที่ต้องอุบัติขึ้นพร้อมกันเพื่อนิยามตัวตนของกันและกัน
เช่น ในทฤษฎีฟิสิกส์ คือ ในสมการ E = mc^2 พลังงาน (E) และมวล (m) คือสหชาตปัจจัยต่อกัน ไม่สามารถมีมวลโดยไม่มีพลังงาน และไม่สามารถมีพลังงานโดยไม่มีมวลในระบบปิดได้ มันเกิดและดับพร้อมกันในระดับอนุภาค เช่น เมื่อคุณเพิ่มความเร็ว มวลจะเพิ่มขึ้นพร้อมกัน เป็นต้น
เช่น ในทฤษฎีเคมี คือ “พันธะเคมี” ทันทีที่อิเล็กตรอนถูกแชร์ (Covalent Bond) ความเป็นโมเลกุลใหม่ก็อุบัติขึ้นพร้อมกันทันที ไม่มีการใครเกิดก่อนเกิดหลัง
สหชาตปัจจัย มันคือ “เอกภาพ” (The Unity) ที่บอกว่าจักรวาลนี้ไม่มีอะไรอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทุกอย่างมีคู่แฝดเชิงพลังงานเสมอ
เช่น ในระดับควอนตัม อนุภาคอาจเปลี่ยนเป็นพลังงาน และพลังงานอาจกลายเป็นมวล ทั้งคู่คือสองด้านของเหรียญเดียวกันที่ปรากฏขึ้น
7. อัญญมัญญปัจจัย
ปัจจัยอันอิงอาศัยกันและกัน
กฎแห่งการป้อนกลับ
ปัจจัยที่ต่างฝ่ายต่างเป็นที่อาศัยให้กันและกันแบบขาดกันไม่ได้ ประดุจไม้สามขาที่พิงกันอยู่ หรือความสัมพันธ์ระหว่างรากับสาหร่าย (Lichen) ที่แลกเปลี่ยนสารอาหารเพื่อความอยู่รอด
อัญญมัญญปัจจัย ก็คือการ ผลัดกันช่วย หรือ พึ่งพาอาศัยกันแบบขาดกันไม่ได้ ในทางธรรมเปรียบปัจจัยนี้เหมือน ไม้สามขา ที่ตั้งพิงกันอยู่ ถ้าดึงขาใดขาหนึ่งออก อีกสองขาที่เหลือจะล้มทันที เพราะแต่ละขาต่างทำหน้าที่ ค้ำยันซึ่งกันและกันในเวลาเดียวกัน
ในป่าแห่งหนึ่ง ต้นไม้และสัตว์ไม่ได้แค่เกิดมาในพื้นที่เดียวกัน แต่พวกเขากำลังทำหน้าที่เป็นปัจจัยแก่กันและกัน ต้นไม้ คายออกซิเจนให้สัตว์ใช้หายใจ สัตว์ คายคาร์บอนไดออกไซด์ให้ต้นไม้ใช้สังเคราะห์แสง สัตว์พึ่งต้นไม้ และต้นไม้ก็พึ่งสัตว์ นี่คือความสัมพันธ์แบบ ถ้อยทีถ้อยอาศัย ที่ทำงานพร้อมกันตลอดเวลา
ผึ้ง ต้องการน้ำหวานจากดอกไม้เพื่อเป็นอาหาร ดอกไม้ ต้องการผึ้งเพื่อช่วยผสมเกสรในการขยายพันธุ์ หากไม่มีผึ้ง ดอกไม้ก็สูญพันธุ์ หากไม่มีดอกไม้ ผึ้งก็อดตาย ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นทั้ง “ผู้รับ” และ “ผู้ให้” ในเหตุการณ์เดียวกัน
นาม (จิต) ทำหน้าที่สั่งการและรับรู้ แต่ต้องมี ร่างกาย เป็นที่ตั้งทำงาน รูป (กาย) ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างและเครื่องมือ แต่ต้องมีจิต คอยกำกับเพื่อให้เคลื่อนไหวได้ ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ กายกับใจจะเกื้อกูลกันแบบอัญญมัญญปัจจัย คือต่างฝ่ายต่างประคองกันไว้ เหมือนคนตาบอดที่แข็งแรงอุ้มคนตาดีที่ขาพิการ เพื่อพาเดินไปสู่จุดหมาย
สภาวะนี้จึงลึกซึ้งกว่าการเกิดพร้อมกัน (สหชาตะ) แต่เป็นการ “แลกเปลี่ยนความคงอยู่” ให้แก่กันและกัน
ความสัมพันธ์แบบอิงอาศัยกัน เกิดจากความไม่สมบูรณ์ขององค์ประกอบเดี่ยว การชดเชยส่วนขาด ในธรรมชาติไม่มีหน่วยย่อยใดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในตัวเอง (เช่น นามทำหน้าที่รู้แต่ไม่มีฐานรูป, รูปทำหน้าที่เป็นฐานแต่ไม่มีการรู้) ระบบจึงบีบให้ส่วนย่อยเหล่านี้ เข้าหากันเพื่อสร้างสถานะที่สมบูรณ์ขึ้นมา
การที่สิ่งสองสิ่งส่งแรงกระทำโต้ตอบกัน ในปริมาณที่เท่ากัน ทำให้เกิดความมั่นคงของระบบ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุดส่งแรง ระบบจะพังทลายทันที
อัญญมัญญปัจจัยคือภาวะพึ่งพา และ การป้อนกลับ เช่นเดียวกับไลเคน (Lichen) ที่เกิดจากรากับสาหร่าย ราให้ความชุ่มชื้น สาหร่ายสังเคราะห์อาหาร หากแยกกันทั้งคู่จะตาย ปะการังและซูแซนเทลลี ตัวปะการัง (สัตว์) ให้ที่อยู่อาศัยและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แก่สาหร่ายซูแซนเทลลี ส่วนสาหร่ายจะมอบสารอาหารและสีสันอันสวยงามให้ปะการัง หากปราศจากความสัมพันธ์นี้ ปะการังจะเกิดการฟอกขาวและตายลง ส่งผลให้ระบบนิเวศแนวปะการังทั้งระบบล่มสลาย ในระบบนิเวศขนาดใหญ่ เราเห็นการหมุนเวียนพลังงาน แต่ในสิ่งมีชีวิตที่อิงอาศัยกันเหล่านี้ "ตัวหนึ่งคือสิ่งแวดล้อมของอีกตัวหนึ่ง"
การพึ่งพาแบบแยกไม่ได้ วิวัฒนาการไปจนถึงขั้นที่รหัสพันธุกรรมบางส่วนอาจจะเอื้อต่อกัน
การปรับตัวที่พอดีกัน เช่น รูปทรงของดอกไม้ที่พอดีกับปากของแมลงเฉพาะชนิดเท่านั้น นี่คืออัญญมัญญะ
อัญญมัญญปัจจัยคือ “กฎแห่งความร่วมมือ” หากต้องการรักษาความคงอยู่ของระบบ ไม่อาจพัฒนาเพียงส่วนเดียวได้ แต่ต้องประคองคู่ความสัมพันธ์ไว้ให้สมดุล ปัจจัยนี้สอนให้รู้ว่าในจักรวาลนี้ “ไม่มีใครเป็นอิสระอย่างแท้จริง” ทุกลมหายใจและการขยับล้วนค้ำยันอยู่บนไหล่ของปัจจัยอื่นเสมอ
8. นิสสยปัจจัย
ปัจจัยอันเป็นที่ตั้งอาศัย
กฎแห่งโครงสร้างรองรับ ปัจจัยโดยความเป็นที่ตั้งอาศัย เปรียบเหมือนผืนปฐพีรองรับพฤกษาชาติ หรือสมองที่รองรับการทำงานของจิต เป็นฐาน ที่อนุญาตให้ระบบละเอียด สามารถทำงานได้
ร่างกายของเราไม่ใช่แค่ก้อนเนื้อก้อนเดียว แต่เปรียบเหมือนดวงดาวดวงหนึ่งที่มีสิ่งมีชีวิตนับล้านอาศัยอยู่ เชื้อโรคหรือแบคทีเรียในลำไส้ ไม่ได้ลอยอยู่ในสุญญากาศ แต่พวกมันต้องการ “นิสสยปัจจัย” คือ พื้นที่ผิวของลำไส้ เป็นที่ยึดเกาะเพื่อสร้างอาณานิคม
หากลำไส้ (นิสสยปัจจัย) อักเสบหรือพังทลาย แบคทีเรียที่ดีก็อยู่ไม่ได้ ระบบย่อยอาหารและการสร้างภูมิคุ้มกันก็ล่มสลายตามไปด้วย
เม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันเปรียบเสมือน “กองทัพ” แต่กองทัพจะทำงานได้ต้องมีถนนและฐานทัพ ไขกระดูก เป็นนิสสยปัจจัย (ที่เกิด) ของเม็ดเลือดขาว ต่อมน้ำเหลืองและหลอดเลือด เป็นนิสสยปัจจัย (ที่สัญจร) หากไม่มีท่อเหล่านี้ เม็ดเลือดขาวก็ไม่สามารถเดินทางไปจัดการเชื้อโรคได้
ปลวกและโปรโตซัวในลำไส้ ปลวกกินไม้แต่ย่อยเซลลูโลสเองไม่ได้ มันจึงต้องพึ่งพาโปรโตซัวและแบคทีเรียในลำไส้ช่วยย่อยให้กลายเป็นน้ำตาล ทั้งคู่ผูกพันกันจนโปรโตซัวเหล่านี้ไม่สามารถไปมีชีวิตรอดข้างนอกได้ และปลวกที่ไม่มีจุลินทรีย์เหล่านี้ก็จะอดตายแม้จะมีไม้ให้กินเต็มพุงก็ตาม พืชและสัตว์ในปัจจุบัน จริงๆ แล้วเกิดจากการที่แบคทีเรียโบราณสองชนิดมา "กินกัน" หรือ "อยู่รวมกัน" เมื่อหลายพันล้านปีก่อน จนกลายเป็นออร์แกเนลล์ แม้ "ตัวเราเอง" (มนุษย์) ก็เป็น Holobiont หรือ "สิ่งมีชีวิตรวมร่าง" เพราะในร่างกายเรามีเซลล์แบคทีเรียพอๆ กับเซลล์มนุษย์ ถ้าไม่มีพวกมัน ระบบภูมิคุ้มกันและการย่อยอาหารของเราจะพังทันที
นิสสยปัจจัยประดุจพื้นปฐพี ที่รองรับมวลสรรพสัตว์และพฤกษาชาติ หรือเปรียบดั่งผืนผ้าใบ ที่รองรับหยาดแต้มแห่งจิตรกร หากปราศจากพื้นดิน ต้นไม้ก็มิอาจหยั่งราก หากปราศจากผ้าใบ สีสันทั้งปวงก็มิอาจปรากฏเป็นรูปภาพได้ นิสสยะจึงไม่ใช่แค่ความพึ่งพากันแบบไม้สามขา (อัญญมัญญะ) แต่คือการมีที่พำนัก ให้สภาวะธรรมนั้นๆ ได้อุบัติและดำรงอยู่
นิสสยะเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งที่มาก่อนและมั่นคงกว่า กับ สิ่งที่เกิดตามมาและละเอียดอ่อนกว่า
ในธรรมชาติ สิ่งที่ละเอียดกว่าต้องอาศัยสิ่งที่หยาบกว่าเป็นฐาน (เช่น ความคิดต้องอาศัยสมอง, คลื่นวิทยุต้องอาศัยตัวกลาง) เมื่อปัจจัยหนึ่งมีความคงตัวสูง มันจะสร้างขอบเขตหรือ พื้นที่ทางกายภาพขึ้นมา เพื่อดึงดูดให้ปัจจัยอื่นเข้ามาเกาะเกี่ยวและอาศัยเพื่อสำแดงพฤติกรรม
สมองและระบบประสาทคือนิสสยปัจจัยของ “จิต” หรือ “การรับรู้” หากฐานรองรับเสียหาย การประมวลผลข้อมูล (นาม) ก็ไม่อาจตั้งอยู่ได้ มิติของกาลอวกาศ (Space-time) คือนิสสยะที่รองรับมวลสารและดวงดาวทั้งปวง นิสสยปัจจัยคือ “ผู้อนุญาตให้มีตัวตน” หากต้องการสร้างระบบใหม่ที่ยั่งยืน ต้องสร้างฐานให้มั่นคงเสียก่อน หากฐาน (นิสสยะ) ไม่รองรับ ต่อให้มีเหตุ หรือเป้าหมาย ที่ดีเพียงใด ระบบนั้นก็พังทลายลงเพราะไม่มีที่ยึดเกาะนั่นเอง
มหาปัฏฐาน 24 ปัจจัย (ภาค4)