TheStandardWealth วิเคราะห์นโยบายหาเสียง ‘พรรคประชาชน’ พบ ‘ครึ่งหนึ่ง’ มุ่งสร้าง ‘รัฐสวัสดิการ’

กระทู้ข่าว
UPDATE: TDRI วิเคราะห์นโยบายหาเสียง ‘พรรคประชาชน’ พบ ‘ครึ่งหนึ่ง’ มุ่งสร้าง ‘รัฐสวัสดิการ’ แต่ห่วงพรรคเข้าใจความซับซ้อนในการดำเนินนโยบายต่ำ-ประมาณการวงเงินต่ำกว่าความเป็นจริง



.
TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคประชาชน’ พบ ‘ครึ่งหนึ่ง’ จัดสรรลงไปในด้านสวัสดิการต่างๆ จึงอาจเรียกได้ว่าพรรคประชาชนมุ่งเน้นที่จะสร้าง ‘รัฐสวัสดิการ’ หนุนนโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก นโยบายแจกคูปองการเรียนรู้-ยกระดับทักษะ และนโยบายสร้างแต้มต่อให้แก่ SMEs แต่เตือน บางนโยบายอาจจะเข้าใจความซับซ้อนในการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป และอาจยังประมาณการวงเงินที่น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง
.
วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ ‘ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงิน’ จากนโยบายหาเสียงของ ‘พรรคประชาชน’ จากเอกสารที่พรรคยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569
.
โดยระบุว่า พรรคประชาชนมีนโยบายจำนวนมากและมีถึง 18 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี 2 นโยบายคือ นโยบาย ‘เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ’ และนโยบาย ‘เมกะโปรเจกต์ ยกระดับคุณภาพชีวิต’
.
พรรคประชาชนจะใช้งบประมาณเฉลี่ย 7.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยจัดสรรลงไปในด้านสวัสดิการต่างๆ รวมทั้งสวัสดิการด้านสุขภาพประมาณ ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของวงเงินดังกล่าว จึงอาจเรียกได้ว่าพรรคประชาชนมุ่งเน้นที่จะสร้าง ‘รัฐสวัสดิการ’
.
นอกจากนี้ พรรคประชาชนพยายามกำหนดนโยบายอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยลงทุนในโครงการ ‘เมกะโปรเจกต์’ ในโครงสร้างพื้นฐาน 7 ระบบ ซึ่งใช้วงเงินเดียวกัน 1.3 แสนล้านบาทต่อปี ได้แก่ ระบบประปา ระบบจัดการขยะ ระบบจัดการน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล ระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข ระบบไฟฟ้า และระบบขนส่งสาธารณะ
.
นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล
.
จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคประชาชน คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่าพรรคประชาชนมีนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผลหลายนโยบาย ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้
.
นโยบาย ‘เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ’ 1.9 แสนล้านบาทต่อปี และนโยบาย ‘เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก’ 2.7 หมื่นล้านบาทต่อปี ที่เป็นนโยบาย ‘สวัสดิการถ้วนหน้า’ ที่เหมาะสมแก่กลุ่มประชากร และจะช่วยลดการตกหล่นจากระบบสวัสดิการในปัจจุบัน โดยนโยบาย ‘เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก’ และการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพจะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงมาก
.
อย่างไรก็ตาม นโยบายสวัสดิการเหล่านี้โดยเฉพาะนโยบาย ‘เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ’ จะสร้างภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังหากไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มได้ทันตามที่พรรคเองก็ยอมรับ จึงควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปแทนการเพิ่มเบี้ยเป็น 1,000-1,500 บาทต่อเดือนอย่างรวดเร็ว
.
นอกจากนี้ นโยบาย ‘แจกคูปองการเรียนรู้และพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน’ และ นโยบาย ‘แจกคูปองยกระดับทักษะ’ เพื่อยกระดับทักษะคนไทย เป็นนโยบายที่ดี ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้และการพัฒนาทักษะเป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน (demand driven) มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาระบบนิเวศและกลไกต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร
.
ส่วนนโยบาย ‘สร้างแต้มต่อให้แก่ SMEs’ โดยมีมาตรการเพิ่มอัตราค้ำประกันสินเชื่อจาก 15% เป็น 30% เพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง และนโยบาย “หวยใบเสร็จ” เพื่อชักจูงให้ SMEs ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบมากขึ้น เป็นนโยบายที่คำนึงถึงกลไกตลาดและแรงจูงใจของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม ก็จะเกิดผลในการยกขีดความสามารถของ SMEs ได้ในระยะยาว
.
นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน
.
โดยรวมแล้ว นโยบายของพรรคประชาชนไม่ได้มีปัญหาในเชิงแนวคิด และมาตรการที่เลือกใช้มากนัก แต่อาจจะมีปัญหาในการเข้าใจความซับซ้อนในการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป และอาจยังประมาณการวงเงินที่น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง
.
นโยบายที่ประมาณการความซับซ้อนของการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป เช่น
.
▪️นโยบายการ ‘จัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียว' เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนด้วย One Map และ เร่งรัดออกโฉนดให้แก่ประชาชน แม้นโยบายนี้มีทิศทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจากการมีเอกสารสิทธิหลายประเภทและทับซ้อนกันก็ตาม การพิสูจน์สิทธิเพื่อจัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียวโดยไม่มีการทับซ้อนน่าจะต้องใช้เวลานานมากในการแก้ไขข้อพิพาทต่างๆ การเร่งรัดการออกโฉนดให้กับประชาชนจึงมีความเสี่ยงสูง
.
▪️นโยบาย ‘จัดการน้ำ’ ซึ่งจะรวมศูนย์อำนาจกำกับดูแลให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมควบรวมหน่วยงานปฏิบัติการเป็นรายลุ่มน้ำเพื่อให้ทำงานอย่างบูรณาการ เป็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุที่มีการทำงานอย่างแยกส่วน แต่ลำพังการใช้ สทนช. ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกรมน่าจะไม่เพียงพอที่จะสั่งการหน่วยงานในกระทรวงอื่นได้ ที่ผ่านมา13 ซึ่งประกอบไปด้วย สทนช. กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล โดยมีหน่วย Intelligent Agency เป็นคลังสมอง เพื่อให้มีรัฐมนตรีที่มีอำนาจสั่งการได้จริง
.
เปิดนโยบายที่อาจประมาณการงบประมาณ ‘ต่ำเกินไป’
.
นอกจากนี้ พรรคประชาชนไม่ได้ให้รายละเอียดในการประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายมาอย่างเพียงพอ แต่ระบุวงเงินหรือจำนวนผู้ได้รับประโยชน์โดยรวม เมื่อคณะผู้วิจัยประมาณการวงเงินที่จะใช้พบว่า แม้หลายกรณีพรรคประชาชนน่าจะประมาณวงเงินได้ใกล้เคียงความเป็นจริง เช่น นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ (ถ้วนหน้า) ซึ่งประมาณการไว้ที่ 1.9 แสนล้านบาท
.
แต่ในบางกรณีอาจประมาณการต่ำเกินไป เช่น นโยบาย ‘เพิ่มเบี้ยคนพิการ’ ซึ่งปัจจุบันมีผู้พิการ 2.28 ล้านคน (ผู้พิการรุนแรง 6.2 แสนคน และผู้พิการอื่น 1.66 ล้านคน) น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 3.87 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงกว่าที่พรรคประชาชนประมาณการไว้ที่ 3.4 หมื่นล้านบาทต่อปี
.
ส่วนนโยบายด้านพลังงาน (ระบบกักเก็บพลังงานระดับกริด โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การอัปเกรดสถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์รองรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย) ประมาณการต้นทุนเริ่มต้นที่ 1.3 หมื่นล้านบาทในปีแรก และเพิ่มขึ้นตามลำดับจนรวมเป็นประมาณ 9.6 หมื่นล้านบาทตลอด 4 ปี
.
อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยประมาณการว่าลำพังการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานระดับกริด (grid-scale battery storage) ขนาด 2,000–3,000 เมกะวัตต์ อาจต้องใช้งบประมาณถึง 2.5–5.0 หมื่นล้านบาท ขณะที่การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) และการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีกกว่า 5.0 หมื่นล้านบาท ดังนั้นพรรคประชาชนน่าจะประมาณการต้นทุนไว้ต่ำเกินไป ทั้งนี้ยังไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ต้นทุนจริงของโครงการขนาดใหญ่มักสูงกว่าที่ประเมินไว้ในระยะเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัญหา cost overrun
.
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

จากแหล่งที่มา

https://www.facebook.com/share/p/1D7bpbhTC3/?mibextid=ZbWKwL
.
#TheStandardWealth #NewGameNewDeal #เกมเดือดเลือกตั้ง69
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่