Jeff Benjamin นักข่าวที่ทรงอิทธิพลในวงการ K-Pop โพสว่า VMAs เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นงานประกาศรางวัลประเภทที่ 'ต้องมางานถึงจะได้รางวัล'
"เพราะว่า
VMAs เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นงานประกาศรางวัลประเภทที่
'ต้องมางานถึงจะได้รางวัล' และลงเอยด้วยการยอมตามใจศิลปินเพื่อให้พวกเขามีความสุข (และยอมมางาน) ผลที่ตามมาคือตัวงานเริ่มหมดความขลังและขาดความหมายในสายตาคนนอกอุตสาหกรรมดนตรี ในขณะที่
Grammys ยังคงยึดมั่นในมาตรฐานของ
'ความเป็นเลิศ' ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม"
Jeff Benjamin เป็นนักข่าวเจ้าของรางวัลมากมาย และคอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญด้าน K-pop ผลงานเขียนตีพิมพ์ใน
Billboard,
Rolling Stone,
The New York Times,
Forbes และ
Variety โดย เขาถือเป็นหนึ่งในนักข่าวตะวันตกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการ K-pop และเป็นคนแรกๆ ที่เขียนถึง BTS และศิลปินเกาหลีในสื่อหลักของอเมริกา
เมื่อไหร่ที่ Grammy และ VMA สลับที่กัน?
Billboard
งานประกาศรางวัลใหญ่ของ MTV เคยเป็นทางเลือกที่ "ฮิป" และดูวัยรุ่นกว่า "ค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการดนตรี" (Grammy) แต่ Grammy เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าตอนนี้ใครกันแน่ที่เป็นเวทีที่สะท้อนกระแสสังคมได้เฉียบคมกว่า
การถกเถียงว่างาน
Grammy สะท้อนดนตรีและวัฒนธรรมป๊อปได้เหมาะสมหรือไม่นั้นดูเหมือนจะมีมานานแล้ว แต่ในความเป็นจริง มันเพิ่งจะกลายเป็นประเด็นคุยกันไม่นานมานี้เอง เพราะย้อนกลับไปในอดีต Grammy เคย "หลุดวงโคจร" ไปไกลจนไม่คุ้มที่จะถกเถียงด้วยซ้ำ
ลองดูปี 1995 เป็นตัวอย่าง ในขณะที่ Alternative Rock, R&B และ Hip-hop กำลังครองเมือง แต่ Grammy กลับมอบรางวัลอัลบั้มแห่งปีให้กับ
MTV Unplugged ของ Tony Bennett หรือในอีก 10 ปีต่อมาที่ Green Day, Usher และ Kanye West มีอัลบั้มเปลี่ยนโลก แต่รางวัลสูงสุดกลับตกเป็นของ Ray Charles ผู้ล่วงลับ หลายทศวรรษที่ผ่านมา Grammy มักเลือกทางที่ "ปลอดภัย" และเน้นเอาใจกลุ่มผู้ใหญ่ (Adult-Contemporary) มากกว่าจะโชว์ศักยภาพของศิลปินรุ่นใหม่
หากคุณต้องการความสดใหม่ในช่วงนั้น คุณต้องไปดูงาน
MTV Video Music Awards (VMAs) เพราะนั่นคือที่ที่ "โมเมนต์เปลี่ยนวัฒนธรรม" เกิดขึ้นจริง เป็นที่ที่สตาร์สายป๊อป ร็อค และฮิปฮอปสร้างตำนานผ่านการแสดงและสุนทรพจน์รับรางวัล แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจในตอนนี้คือ
VMAs กลับกลายเป็นเวทีที่ทุ่มเวลาให้กับการแสดงประเภท "ความสำเร็จตลอดชีพ" (Lifetime Achievement) ของศิลปินที่ผ่านจุดสูงสุดมานานหลายทศวรรษแล้ว
ในทางตรงกันข้าม
Grammy เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 แสดงให้เห็นถึงโชว์ที่แทบไม่สนใจจะมอบพื้นที่ให้กับศิลปินที่จุดพีคเริ่มต้นด้วยเลขปี "1" (ยุค 1900s) อีกต่อไป ผู้ชนะรายใหญ่สอดคล้องกับอันดับ
Greatest Pop Star ของ Billboard มากขึ้นเรื่อยๆ และสร้างโมเมนต์ที่สั่นสะเทือนไปอีกหลายสิบปี
จุดเปลี่ยนสำคัญ: การให้พื้นที่ศิลปินหน้าใหม่
จุดเปลี่ยนเริ่มต้นจากปีที่แล้ว เมื่อการแสดงเมดเลย์ของศิลปินหน้าใหม่ (Best New Artist) ได้รับคำชมอย่างท่วมท้น ในปี 2026 นี้ Grammy จึงตัดสินใจสานต่อประเพณีนี้ด้วยการขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้น โดยเริ่มจาก
Addison Rae และ
KATSEYE ที่เปิดโชว์จากนอกอาคาร ก่อนจะนำทางไปยังศิลปินคนอื่นๆ บนเวทีหลักด้วยการออกแบบท่าเต้นที่ซับซ้อนราวกับมิวสิกวิดีโอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง "ระบบ" และศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง
ความสำเร็จของ Bad Bunny และศิลปินรุ่นปัจจุบัน
การมีอยู่ของ
Bad Bunny ในปี 2026 คือกุญแจสำคัญ แม้ปีนี้จะไร้เงา Taylor Swift (ซึ่งคาดว่าจะกลับมาทวงคืนปี 2027) แต่อิทธิพลของ "กระต่ายเลว" (El Conejo Malo) นั้นครอบคลุมไปทั้งงาน เขาคว้าอัลบั้มแห่งปีจาก
Debí Tirar Más Fotos ซึ่งเป็นชัยชนะที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับอัลบั้มภาษาสเปนล้วนเมื่อ 5 ปีก่อน แต่วันนี้มันดูเป็นเรื่องปกติเพราะ Grammy เร่งปรับตัวให้ทันสมัย
นอกจากนี้ยังมีผู้ชนะที่น่าสนใจ:
Kendrick Lamar และ SZA: คว้าบันทึกเสียงแห่งปี (Record of the Year) จากเพลง "Luther" (ซึ่งการที่ Cher ประกาศชื่อผิดเป็น Luther Vandross จะกลายเป็นตำนานไปอีกนาน)
Lola Young: น้องใหม่ที่หักปากกาเซียนคว้า Best Pop Solo Performance จากเพลง "Messy" แซงหน้าตัวเต็งระดับท็อป 40 ไปได้
การแสดงที่สดใหม่: Tyler, The Creator มอบโชว์ที่เหมือนมิวสิกวิดีโอ Michael Jackson ยุค 80 ที่กำกับโดย David Lynch ขณะที่
Sabrina Carpenter เปลี่ยนเวทีให้กลายเป็นสายพานรับกระเป๋าในสนามบินสำหรับเพลง "Manchild"
Gaga & Bruno: ทั้งคู่ไม่ได้แค่มาเล่นเพลงฮิต แต่จัดเต็มด้วยเวอร์ชันกรันจ์ (Grunge) สำหรับ "Abracadabra" และ
"APT." (ร่วมกับ โรเซ่) ที่มอบพลังงานใหม่ให้กับซิงเกิลที่เปิดกันทั่วเมือง
เสียงสะท้อนจากสุนทรพจน์: ดนตรีกับการเมือง
สิ่งที่ทำให้ Grammy ปีนี้ดูขลังกว่าปีก่อนๆ คือสุนทรพจน์รับรางวัล ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดเรื่องการกวาดล้างผู้อพยพ (ICE) ในสหรัฐฯ ทั้ง
Bad Bunny, Billie Eilish และ
Olivia Dean ต่างใช้เวทีนี้แสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจนและทรงพลัง แตกต่างจากงาน Golden Globes เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่แทบไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้
เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่เราไม่ต้องตั้งคำถามว่า Grammy สะท้อนดนตรีและวัฒนธรรมป๊อปปัจจุบันหรือไม่ เพราะคำตอบคือ
"ใช่" และพวกเขาทำได้อย่างน่าประทับใจเสียด้วย มันยากที่จะจินตนาการว่า Grammy จะกลับไปล้าหลังเหมือนเดิม หรือ VMAs จะมาทวงพื้นที่ความ "ล้ำ" นี้คืนได้ในเร็วๆ นี้
Jeff Benjamin นักข่าวที่ทรงอิทธิพลโพสว่า VMAs เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นงานประกาศรางวัลประเภทที่ 'ต้องมางานถึงจะได้รางวัล'
"เพราะว่า VMAs เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นงานประกาศรางวัลประเภทที่ 'ต้องมางานถึงจะได้รางวัล' และลงเอยด้วยการยอมตามใจศิลปินเพื่อให้พวกเขามีความสุข (และยอมมางาน) ผลที่ตามมาคือตัวงานเริ่มหมดความขลังและขาดความหมายในสายตาคนนอกอุตสาหกรรมดนตรี ในขณะที่ Grammys ยังคงยึดมั่นในมาตรฐานของ 'ความเป็นเลิศ' ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม"
Jeff Benjamin เป็นนักข่าวเจ้าของรางวัลมากมาย และคอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญด้าน K-pop ผลงานเขียนตีพิมพ์ใน Billboard, Rolling Stone, The New York Times, Forbes และ Variety โดย เขาถือเป็นหนึ่งในนักข่าวตะวันตกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการ K-pop และเป็นคนแรกๆ ที่เขียนถึง BTS และศิลปินเกาหลีในสื่อหลักของอเมริกา
เมื่อไหร่ที่ Grammy และ VMA สลับที่กัน?
Billboard
งานประกาศรางวัลใหญ่ของ MTV เคยเป็นทางเลือกที่ "ฮิป" และดูวัยรุ่นกว่า "ค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการดนตรี" (Grammy) แต่ Grammy เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าตอนนี้ใครกันแน่ที่เป็นเวทีที่สะท้อนกระแสสังคมได้เฉียบคมกว่า
การถกเถียงว่างาน Grammy สะท้อนดนตรีและวัฒนธรรมป๊อปได้เหมาะสมหรือไม่นั้นดูเหมือนจะมีมานานแล้ว แต่ในความเป็นจริง มันเพิ่งจะกลายเป็นประเด็นคุยกันไม่นานมานี้เอง เพราะย้อนกลับไปในอดีต Grammy เคย "หลุดวงโคจร" ไปไกลจนไม่คุ้มที่จะถกเถียงด้วยซ้ำ
ลองดูปี 1995 เป็นตัวอย่าง ในขณะที่ Alternative Rock, R&B และ Hip-hop กำลังครองเมือง แต่ Grammy กลับมอบรางวัลอัลบั้มแห่งปีให้กับ MTV Unplugged ของ Tony Bennett หรือในอีก 10 ปีต่อมาที่ Green Day, Usher และ Kanye West มีอัลบั้มเปลี่ยนโลก แต่รางวัลสูงสุดกลับตกเป็นของ Ray Charles ผู้ล่วงลับ หลายทศวรรษที่ผ่านมา Grammy มักเลือกทางที่ "ปลอดภัย" และเน้นเอาใจกลุ่มผู้ใหญ่ (Adult-Contemporary) มากกว่าจะโชว์ศักยภาพของศิลปินรุ่นใหม่
หากคุณต้องการความสดใหม่ในช่วงนั้น คุณต้องไปดูงาน MTV Video Music Awards (VMAs) เพราะนั่นคือที่ที่ "โมเมนต์เปลี่ยนวัฒนธรรม" เกิดขึ้นจริง เป็นที่ที่สตาร์สายป๊อป ร็อค และฮิปฮอปสร้างตำนานผ่านการแสดงและสุนทรพจน์รับรางวัล แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจในตอนนี้คือ VMAs กลับกลายเป็นเวทีที่ทุ่มเวลาให้กับการแสดงประเภท "ความสำเร็จตลอดชีพ" (Lifetime Achievement) ของศิลปินที่ผ่านจุดสูงสุดมานานหลายทศวรรษแล้ว
ในทางตรงกันข้าม Grammy เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 แสดงให้เห็นถึงโชว์ที่แทบไม่สนใจจะมอบพื้นที่ให้กับศิลปินที่จุดพีคเริ่มต้นด้วยเลขปี "1" (ยุค 1900s) อีกต่อไป ผู้ชนะรายใหญ่สอดคล้องกับอันดับ Greatest Pop Star ของ Billboard มากขึ้นเรื่อยๆ และสร้างโมเมนต์ที่สั่นสะเทือนไปอีกหลายสิบปี
จุดเปลี่ยนสำคัญ: การให้พื้นที่ศิลปินหน้าใหม่
จุดเปลี่ยนเริ่มต้นจากปีที่แล้ว เมื่อการแสดงเมดเลย์ของศิลปินหน้าใหม่ (Best New Artist) ได้รับคำชมอย่างท่วมท้น ในปี 2026 นี้ Grammy จึงตัดสินใจสานต่อประเพณีนี้ด้วยการขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้น โดยเริ่มจาก Addison Rae และ KATSEYE ที่เปิดโชว์จากนอกอาคาร ก่อนจะนำทางไปยังศิลปินคนอื่นๆ บนเวทีหลักด้วยการออกแบบท่าเต้นที่ซับซ้อนราวกับมิวสิกวิดีโอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง "ระบบ" และศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง
ความสำเร็จของ Bad Bunny และศิลปินรุ่นปัจจุบัน
การมีอยู่ของ Bad Bunny ในปี 2026 คือกุญแจสำคัญ แม้ปีนี้จะไร้เงา Taylor Swift (ซึ่งคาดว่าจะกลับมาทวงคืนปี 2027) แต่อิทธิพลของ "กระต่ายเลว" (El Conejo Malo) นั้นครอบคลุมไปทั้งงาน เขาคว้าอัลบั้มแห่งปีจาก Debí Tirar Más Fotos ซึ่งเป็นชัยชนะที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับอัลบั้มภาษาสเปนล้วนเมื่อ 5 ปีก่อน แต่วันนี้มันดูเป็นเรื่องปกติเพราะ Grammy เร่งปรับตัวให้ทันสมัย
นอกจากนี้ยังมีผู้ชนะที่น่าสนใจ:
Kendrick Lamar และ SZA: คว้าบันทึกเสียงแห่งปี (Record of the Year) จากเพลง "Luther" (ซึ่งการที่ Cher ประกาศชื่อผิดเป็น Luther Vandross จะกลายเป็นตำนานไปอีกนาน)
Lola Young: น้องใหม่ที่หักปากกาเซียนคว้า Best Pop Solo Performance จากเพลง "Messy" แซงหน้าตัวเต็งระดับท็อป 40 ไปได้
การแสดงที่สดใหม่: Tyler, The Creator มอบโชว์ที่เหมือนมิวสิกวิดีโอ Michael Jackson ยุค 80 ที่กำกับโดย David Lynch ขณะที่ Sabrina Carpenter เปลี่ยนเวทีให้กลายเป็นสายพานรับกระเป๋าในสนามบินสำหรับเพลง "Manchild"
Gaga & Bruno: ทั้งคู่ไม่ได้แค่มาเล่นเพลงฮิต แต่จัดเต็มด้วยเวอร์ชันกรันจ์ (Grunge) สำหรับ "Abracadabra" และ "APT." (ร่วมกับ โรเซ่) ที่มอบพลังงานใหม่ให้กับซิงเกิลที่เปิดกันทั่วเมือง
เสียงสะท้อนจากสุนทรพจน์: ดนตรีกับการเมือง
สิ่งที่ทำให้ Grammy ปีนี้ดูขลังกว่าปีก่อนๆ คือสุนทรพจน์รับรางวัล ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดเรื่องการกวาดล้างผู้อพยพ (ICE) ในสหรัฐฯ ทั้ง Bad Bunny, Billie Eilish และ Olivia Dean ต่างใช้เวทีนี้แสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจนและทรงพลัง แตกต่างจากงาน Golden Globes เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่แทบไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้
เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่เราไม่ต้องตั้งคำถามว่า Grammy สะท้อนดนตรีและวัฒนธรรมป๊อปปัจจุบันหรือไม่ เพราะคำตอบคือ "ใช่" และพวกเขาทำได้อย่างน่าประทับใจเสียด้วย มันยากที่จะจินตนาการว่า Grammy จะกลับไปล้าหลังเหมือนเดิม หรือ VMAs จะมาทวงพื้นที่ความ "ล้ำ" นี้คืนได้ในเร็วๆ นี้