ต้องยอมรับกันตรง ๆ ก่อนนะครับว่า แนวคิดเรื่องการ “ขายคนรุ่นใหม่” จริง ๆ มันไม่ได้เดินออกมาจากตำรารัฐศาสตร์จ๋าอะไรหรอก แต่มันมาจากโลกของโฆษณาล้วน ๆ เลยครับ เป็นโลกที่เข้าใจธรรมชาติมนุษย์ดีว่าเรามักจะ “ใช้ความรู้สึกนำความคิด” เสมอ หน้าตาของหนุ่มสาวเลยถูกหยิบมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของอนาคต ความรวดเร็ว และการสลัดภาพอดีตที่ไม่ค่อยสวยงามทิ้งไป พอวิธีคิดแบบนี้มันเวิร์คในตลาดสินค้า มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกลากมาใช้ในสนามการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้คนเริ่มรู้สึกตรงกันว่า “เฮ้ย ระบบเดิมมันตอบโจทย์ชีวิตเราไม่ได้แล้วนะ”
ถ้ามองในมุมรัฐศาสตร์ จังหวะที่การเมืองหันมาขายคำว่า “ความใหม่” มักจะเป็นช่วงที่อำนาจเก่าถูกมองว่าอืดอาด หูหนวก และเข้าไม่ถึงความจริงของชีวิตคน ประชาชนเขาไม่ได้โหยหาแค่นโยบายใหม่ ๆ อย่างเดียวหรอกครับ แต่เขาอยากได้ใครสักคนที่คุยกับเขาด้วยภาษาที่รู้สึกว่าเป็น “คนจริง ๆ” ไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ในระบบที่พูดเก่งแต่ไร้ชีวิต นี่คือเหตุผลที่บารัก โอบามา ชนะใจคนได้แบบถล่มทลาย เพราะเขาไม่ได้ขายแค่ความเด็ก แต่เขาขายความรู้สึกที่ว่า “อนาคตมันยังไม่ปิดตาย และทุกคนยังมีที่ยืนอยู่ในเรื่องเล่าของประเทศนี้”
แต่ประเด็นคือ การขายความใหม่มันเป็นอาวุธที่คมกริบครับ และมันบาดตัวเองได้ง่ายมาก ถ้ามันกลายเป็นแค่ภาพลักษณ์สวยหรูที่ไม่มีรากอยู่ในชีวิตจริง ความใหม่ก็จะถูกมองว่าเป็นแค่ความลอย ๆ ว่างเปล่า และไม่เข้าใจโลก เคสของเอมมานูเอล มาครง คือตัวอย่างที่ชัดเป๊ะครับ เขาเปิดตัวในฐานะคนรุ่นใหม่ทั้งอายุและสไตล์ ขายภาพนักเศรษฐศาสตร์มือโปร เอาข้อดีฝั่งขวาเรื่องเศรษฐกิจตลาดมาแพ็กคู่กับข้อดีฝั่งซ้ายเรื่องเสรีภาพ แต่ยิ่งอยู่ไป คนยิ่งรู้สึกว่าเขา “ฟังแต่ตัวเอง” จนความหวังที่จะได้เห็นภาษาใหม่ ๆ ทางการเมือง กลายเป็นแค่เหล้าเก่าในขวดใหม่ และมันยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างรัฐกับคนเจ็บปวดกว่าเดิมเสียอีก
ส่วนเคสของกาเบรียล บอริช ในชิลี ก็สะท้อนอีกด้านให้เห็นชัดเลยครับ เขาคือคนรุ่นใหม่ที่โตมาจากพลังสังคมจริง ๆ มีความชอบธรรมทางศีลธรรมสูงมาก แต่ต้องไม่ลืมว่าการเมืองมันไม่ได้วัดกันที่ความถูกต้องเพียงอย่างเดียว เมื่ออุดมการณ์มันวิ่งเร็วกว่าความสามารถในการขยับโครงสร้างรัฐที่แข็งทื่อ ผลที่ตามมาคือความผิดหวังที่มาไวพอ ๆ กับความหวังในวันแรก และความผิดหวังนี่แหละครับที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่นำไปสู่วิกฤตการเมืองในเวลาต่อมา
ตรงนี้แหละครับที่ผมอยากจะพูดให้ชัด เพราะเมื่อไหร่ที่การขายคนรุ่นใหม่เริ่มไปต่อไม่ไหว การเมืองมักจะไหลไปหาทางที่ง่ายกว่า แต่อันตราย นั่นคือ Populism หรือประชานิยม มันคือทางลัดที่ไม่ต้องใช้เวลา ไม่ต้องมานั่งอธิบายอะไรเยอะ และไม่ต้องรับผิดชอบกับอนาคตด้วย ประชานิยมไม่ได้สัญญาหรอกครับว่าโลกจะดีขึ้น แต่มันสัญญาว่าคุณจะมี “ใครสักคนให้ได้โกรธ” ทันที และความโกรธนั่นแหละที่ทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองยังมีอำนาจอยู่ในมือ
ปัญหาใหญ่ที่น่าชวนคิด โดยเฉพาะในบริบทในบ้านเราตอนนี้ คือพรรคการเมืองที่ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของความหวัง กลับเลือกจะขายทั้งความหวังไปพร้อม ๆ กับการปลุกอารมณ์แบบประชานิยม ซึ่งมันย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงเลยนะ เพราะความหวังมันต้องการความอดทน วินัย และการสร้างความเชื่อใจระยะยาว แต่ประชานิยมมันเน้นการปะทะ ต้องการคำตอบง่าย ๆ และต้องมีศัตรูที่ชัดเจน ในเกมแบบนี้บอกเลยว่าความโกรธจะชนะความหวังเสมอ และเมื่อถึงจุดนั้น พรรคการเมืองจะไม่ใช่แค่เสียหน้า แต่มันจะทำลายรากฐานคุณค่าที่ตัวเองอ้างว่าปกป้องมาตลอดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ประวัติศาสตร์ทั่วโลกมันย้ำเตือนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าครับว่า ความหวังที่ขับเคลื่อนด้วยความโกรธมันจะหมดแรงเร็วมาก และทิ้งต้นทุนทางสังคมไว้สูงลิ่ว ทั้งความแตกแยก ความไม่ไว้ใจกัน และวัฒนธรรมการเมืองที่นับวันจะหยาบขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งต้นทุนพวกนี้มันไม่ได้หายไปพร้อมกับรัฐบาลหรอกครับ แต่มันจะตกค้างอยู่ในสังคมเราไปอีกนานแสนนาน
ในทางกลับกัน ผู้นำที่เจ๋งจริงในระยะยาว มักจะไม่ยอมตกหลุมพรางของคำว่า “รุ่น” ครับ อย่างอังเกลา แมร์เคิล ไม่เคยถูกขายว่าสดหรือใหม่ แต่เธอสร้างความมั่นคงให้สังคมท่ามกลางความวุ่นวายได้ หรืออย่างจัสติน ทรูโด ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถสื่อสารแบบคนรุ่นใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องปลุกระดมอารมณ์หรือสร้างศัตรูไปทั่ว
สุดท้ายแล้ว การเมืองมันไม่ได้พังเพราะคนหนุ่มหรือคนแก่หรอกครับ แต่มันจะพังเพราะผู้นำเลือกใช้ “ทางลัดทางอารมณ์” แทนที่จะเลือก “ทางยากของความรับผิดชอบ” และถ้าจะมีบทเรียนไหนที่ควรตะโกนให้ดังที่สุดตอนนี้ ก็คือ ความหวังไม่ควรถูกเอาไปผสมกับความโกรธ เพราะความโกรธไม่เคยกอดคอใครไปถึงอนาคตที่ดีกว่าได้จริง ๆ เลยครับ
เมื่อความหวังถูกผสมความโกรธ การเมืองก็เริ่มเดินผิดทาง
ต้องยอมรับกันตรง ๆ ก่อนนะครับว่า แนวคิดเรื่องการ “ขายคนรุ่นใหม่” จริง ๆ มันไม่ได้เดินออกมาจากตำรารัฐศาสตร์จ๋าอะไรหรอก แต่มันมาจากโลกของโฆษณาล้วน ๆ เลยครับ เป็นโลกที่เข้าใจธรรมชาติมนุษย์ดีว่าเรามักจะ “ใช้ความรู้สึกนำความคิด” เสมอ หน้าตาของหนุ่มสาวเลยถูกหยิบมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของอนาคต ความรวดเร็ว และการสลัดภาพอดีตที่ไม่ค่อยสวยงามทิ้งไป พอวิธีคิดแบบนี้มันเวิร์คในตลาดสินค้า มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกลากมาใช้ในสนามการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้คนเริ่มรู้สึกตรงกันว่า “เฮ้ย ระบบเดิมมันตอบโจทย์ชีวิตเราไม่ได้แล้วนะ”
ถ้ามองในมุมรัฐศาสตร์ จังหวะที่การเมืองหันมาขายคำว่า “ความใหม่” มักจะเป็นช่วงที่อำนาจเก่าถูกมองว่าอืดอาด หูหนวก และเข้าไม่ถึงความจริงของชีวิตคน ประชาชนเขาไม่ได้โหยหาแค่นโยบายใหม่ ๆ อย่างเดียวหรอกครับ แต่เขาอยากได้ใครสักคนที่คุยกับเขาด้วยภาษาที่รู้สึกว่าเป็น “คนจริง ๆ” ไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ในระบบที่พูดเก่งแต่ไร้ชีวิต นี่คือเหตุผลที่บารัก โอบามา ชนะใจคนได้แบบถล่มทลาย เพราะเขาไม่ได้ขายแค่ความเด็ก แต่เขาขายความรู้สึกที่ว่า “อนาคตมันยังไม่ปิดตาย และทุกคนยังมีที่ยืนอยู่ในเรื่องเล่าของประเทศนี้”
แต่ประเด็นคือ การขายความใหม่มันเป็นอาวุธที่คมกริบครับ และมันบาดตัวเองได้ง่ายมาก ถ้ามันกลายเป็นแค่ภาพลักษณ์สวยหรูที่ไม่มีรากอยู่ในชีวิตจริง ความใหม่ก็จะถูกมองว่าเป็นแค่ความลอย ๆ ว่างเปล่า และไม่เข้าใจโลก เคสของเอมมานูเอล มาครง คือตัวอย่างที่ชัดเป๊ะครับ เขาเปิดตัวในฐานะคนรุ่นใหม่ทั้งอายุและสไตล์ ขายภาพนักเศรษฐศาสตร์มือโปร เอาข้อดีฝั่งขวาเรื่องเศรษฐกิจตลาดมาแพ็กคู่กับข้อดีฝั่งซ้ายเรื่องเสรีภาพ แต่ยิ่งอยู่ไป คนยิ่งรู้สึกว่าเขา “ฟังแต่ตัวเอง” จนความหวังที่จะได้เห็นภาษาใหม่ ๆ ทางการเมือง กลายเป็นแค่เหล้าเก่าในขวดใหม่ และมันยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างรัฐกับคนเจ็บปวดกว่าเดิมเสียอีก
ส่วนเคสของกาเบรียล บอริช ในชิลี ก็สะท้อนอีกด้านให้เห็นชัดเลยครับ เขาคือคนรุ่นใหม่ที่โตมาจากพลังสังคมจริง ๆ มีความชอบธรรมทางศีลธรรมสูงมาก แต่ต้องไม่ลืมว่าการเมืองมันไม่ได้วัดกันที่ความถูกต้องเพียงอย่างเดียว เมื่ออุดมการณ์มันวิ่งเร็วกว่าความสามารถในการขยับโครงสร้างรัฐที่แข็งทื่อ ผลที่ตามมาคือความผิดหวังที่มาไวพอ ๆ กับความหวังในวันแรก และความผิดหวังนี่แหละครับที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่นำไปสู่วิกฤตการเมืองในเวลาต่อมา
ตรงนี้แหละครับที่ผมอยากจะพูดให้ชัด เพราะเมื่อไหร่ที่การขายคนรุ่นใหม่เริ่มไปต่อไม่ไหว การเมืองมักจะไหลไปหาทางที่ง่ายกว่า แต่อันตราย นั่นคือ Populism หรือประชานิยม มันคือทางลัดที่ไม่ต้องใช้เวลา ไม่ต้องมานั่งอธิบายอะไรเยอะ และไม่ต้องรับผิดชอบกับอนาคตด้วย ประชานิยมไม่ได้สัญญาหรอกครับว่าโลกจะดีขึ้น แต่มันสัญญาว่าคุณจะมี “ใครสักคนให้ได้โกรธ” ทันที และความโกรธนั่นแหละที่ทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองยังมีอำนาจอยู่ในมือ
ปัญหาใหญ่ที่น่าชวนคิด โดยเฉพาะในบริบทในบ้านเราตอนนี้ คือพรรคการเมืองที่ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของความหวัง กลับเลือกจะขายทั้งความหวังไปพร้อม ๆ กับการปลุกอารมณ์แบบประชานิยม ซึ่งมันย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงเลยนะ เพราะความหวังมันต้องการความอดทน วินัย และการสร้างความเชื่อใจระยะยาว แต่ประชานิยมมันเน้นการปะทะ ต้องการคำตอบง่าย ๆ และต้องมีศัตรูที่ชัดเจน ในเกมแบบนี้บอกเลยว่าความโกรธจะชนะความหวังเสมอ และเมื่อถึงจุดนั้น พรรคการเมืองจะไม่ใช่แค่เสียหน้า แต่มันจะทำลายรากฐานคุณค่าที่ตัวเองอ้างว่าปกป้องมาตลอดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ประวัติศาสตร์ทั่วโลกมันย้ำเตือนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าครับว่า ความหวังที่ขับเคลื่อนด้วยความโกรธมันจะหมดแรงเร็วมาก และทิ้งต้นทุนทางสังคมไว้สูงลิ่ว ทั้งความแตกแยก ความไม่ไว้ใจกัน และวัฒนธรรมการเมืองที่นับวันจะหยาบขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งต้นทุนพวกนี้มันไม่ได้หายไปพร้อมกับรัฐบาลหรอกครับ แต่มันจะตกค้างอยู่ในสังคมเราไปอีกนานแสนนาน
ในทางกลับกัน ผู้นำที่เจ๋งจริงในระยะยาว มักจะไม่ยอมตกหลุมพรางของคำว่า “รุ่น” ครับ อย่างอังเกลา แมร์เคิล ไม่เคยถูกขายว่าสดหรือใหม่ แต่เธอสร้างความมั่นคงให้สังคมท่ามกลางความวุ่นวายได้ หรืออย่างจัสติน ทรูโด ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถสื่อสารแบบคนรุ่นใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องปลุกระดมอารมณ์หรือสร้างศัตรูไปทั่ว
สุดท้ายแล้ว การเมืองมันไม่ได้พังเพราะคนหนุ่มหรือคนแก่หรอกครับ แต่มันจะพังเพราะผู้นำเลือกใช้ “ทางลัดทางอารมณ์” แทนที่จะเลือก “ทางยากของความรับผิดชอบ” และถ้าจะมีบทเรียนไหนที่ควรตะโกนให้ดังที่สุดตอนนี้ ก็คือ ความหวังไม่ควรถูกเอาไปผสมกับความโกรธ เพราะความโกรธไม่เคยกอดคอใครไปถึงอนาคตที่ดีกว่าได้จริง ๆ เลยครับ