นโยบาย ai ของ 5 พรรคการเมือง มีโอกาศเป็นไปไดจริงหรือไม่

กระทู้สนทนา
เจาะลึกนโยบายปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัลของ 5 พรรคการเมืองโดยมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนเร็วยิ่งกว่าเข็มนาฬิกาแบบนี้ เรื่องของปัญญาประดิษฐ์หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป วันนี้ผมจะพาไปดูการวิเคราะห์แบบเจาะลึกจาก ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร CEO ของ ไอแอพพ์เทคโนโลยี และนายกสมาคมกิตติมศักดิ์ผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ที่ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการรีวิวนโยบายด้านเทคโนโลยีของ 5 พรรคการเมืองหลักแบบเข้าใจง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพว่าใครทำได้จริงหรือใครแค่ขายฝัน การวิเคราะห์นี้มองจากมุมนักพัฒนาที่คลุกคลีอยู่กับโค้ดและระบบมาอย่างยาวนาน โดยพิจารณาจากความเป็นไปได้จริง ผลกระทบต่อกระเป๋าเงินของคนไทย และความยั่งยืนของระบบเทคโนโลยีในบ้านเรา

พรรคประชาชน กับแนวคิดรัฐแพลตฟอร์มที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
เริ่มต้นที่พรรคประชาชนซึ่งได้รับคะแนนความเป็นไปได้สูงที่สุดในการรีวิวครั้งนี้คือ 75 เปอร์เซ็นต์ จุดที่น่าสนใจและได้ใจสายเทคไปเต็มๆ คือแนวคิดที่เรียกว่า รัฐแพลตฟอร์ม หรือ Platform State ซึ่งเป็นการวางรากฐานด้วยการใช้มาตรฐาน API First และ Open Data มาตรฐานนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับโลกเพราะประเทศอย่างสิงคโปร์หรือเอสโตเนียใช้มาจนประสบความสำเร็จอย่างมาก หัวใจสำคัญคือการทำให้ข้อมูลของรัฐเชื่อมต่อกันได้ง่ายๆ ไม่ใช่ว่าประชาชนต้องเดินไปขอเอกสารจากสำนักงานหนึ่งเพื่อไปยื่นอีกสำนักงานหนึ่งให้เสียเวลา

นอกจากนี้การกำหนดมาตรฐานหน้าตาการใช้งานหรือ UX/UI ของระบบรัฐให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ จะช่วยลดความงุนงงของประชาชนเวลาต้องใช้งานแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของรัฐที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน
อีกเรื่องที่ต้องยกนิ้วให้คือการประกาศนโยบาย Open Source Software ที่หมายความว่าซอฟต์แวร์ตัวไหนที่พัฒนาขึ้นมาจากเงินภาษีประชาชน คนทั่วไปและนักพัฒนาควรจะเข้าถึงโค้ดเพื่อนำไปต่อยอดได้ แนวคิดนี้ก้าวหน้ามากเพราะจะช่วยลดการจ้างงานซ้ำซ้อน ไม่ต้องมานั่งเขียนโปรแกรมเดิมซ้ำๆ ทุกปีให้เปลืองงบประมาณ แต่ ดร.กอบกฤตย์ ก็ตั้งข้อสังเกตว่าการจะใช้ AI มาตรวจสอบการทุจริตแบบเรียลไทม์นั้นทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ เพราะต้องใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพและโมเดลที่ฉลาดสุดๆ ซึ่งอาจจะต้องรอไปอีก 3 ถึง 5 ปีถึงจะเห็นผล และยังมีเรื่องความปลอดภัยของระบบ Digital ID ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
พรรคเพื่อไทย และสโลแกนปัญญาประดิษฐ์เพื่อทุกคนที่เน้นแก้ปัญหาปากท้อง

มาต่อกันที่พรรคเพื่อไทยที่ได้คะแนนไป 65 เปอร์เซ็นต์ ภายใต้แนวคิด AI for All ที่พยายามนำเทคโนโลยีไปแทรกซึมอยู่ในทุกภาคส่วนที่ใกล้ชิดประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพและการเกษตร จุดแข็งที่ทำได้ทันทีคือการนำข้อมูลจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่มีมาอย่างยาวนาน มาเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในการพัฒนาด้าน HealthTech เพื่อช่วยให้การรักษาพยาบาลแม่นยำขึ้น นอกจากนี้ยังมีโครงการ ทนาย AI ที่ดูจะมีอนาคตสดใสเพราะกฎหมายไทยมีโครงสร้างที่ชัดเจน สามารถสอนให้ AI เรียนรู้และช่วยให้คำปรึกษาเบื้องต้นได้ดี

อย่างไรก็ตาม มีโจทย์หินที่น่ากังวลคือการสร้างแพลตฟอร์มสัญชาติไทยที่คิดค่าธรรมเนียมหรือ GP 0 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 2 ปีแรก ซึ่งการจะไปงัดกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกต้องใช้เงินทุนมหาศาลมากจนอาจจะเป็นเรื่องที่ยากเกินกำลังไปหน่อย อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวที่น่าเป็นห่วง หากมีการนำ AI ไปเชื่อมต่อกับกล้อง CCTV ทั่วประเทศเพื่อติดตามพฤติกรรม ซึ่งต้องมีการวางกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน

พรรคภูมิใจไทย กับการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและเร่งด่วนสำหรับประชาชน
สำหรับพรรคภูมิใจไทยนั้นได้รับคะแนนความน่าจะเป็นไปได้ที่ 70 เปอร์เซ็นต์ นโยบายส่วนใหญ่เน้นไปที่การแก้ปัญหารายวันที่คนไทยต้องเจอจริงๆ เช่น เรื่องภัยพิบัติและอาชญากรรมทางไซเบอร์ การใช้ AI มาพยากรณ์น้ำท่วมและภัยแล้งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการอย่างเร่งด่วน เพราะส่งผลโดยตรงต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจ รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีมาปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว แต่สิ่งที่ถูกวิจารณ์คือภาพรวมนโยบายยังดูแยกส่วนกันเกินไปหน่อย ขาดทิศทางที่เป็นหนึ่งเดียวในการสร้างระบบนิเวศของนวัตกรรมในระยะยาว รวมถึงการพัฒนาทักษะคนไทยให้ก้าวทันโลกอย่างยั่งยืน

พรรคประชาธิปัตย์ กับการป้องกันการโกงและการศึกษาเฉพาะบุคคล
ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนไป 60 เปอร์เซ็นต์ นโยบายที่โดดเด่นคือ AI Fraud Radar หรือเรดาร์จับโกงทางการเงิน ซึ่งถือว่าเป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมในการปกป้องเงินในกระเป๋าของชาวบ้าน และการนำ AI มาใช้ในการศึกษาแบบเฉพาะบุคคลเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยตามความถนัดของแต่ละคน แต่จุดที่ดูจะไกลตัวไปนิดคือการพูดถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศ เพราะพื้นฐานทางเทคโนโลยีด้านนี้ของบ้านเรายังไม่เข้มแข็งพอที่จะแข่งขันได้ในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้แนวคิดเรื่อง คนไทยเป็นลำดับแรก ในการจัดซื้อจัดจ้างเทคโนโลยีอาจจะไปติดปัญหาเรื่องข้อตกลงการค้าเสรีกับต่างประเทศในอนาคตได้

พรรคพลังประชารัฐ กับการกระจายนวัตกรรมสู่ภูมิภาคและตัวเลขที่ท้าทาย
ปิดท้ายด้วยพรรคพลังประชารัฐที่ได้คะแนนไป 55 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าจะมีพื้นฐานที่ดีจากการวางระบบ 5G ไว้ซึ่งจำเป็นต่อการใช้งาน AI และอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตต่างๆ รวมถึงโครงการกระจายนวัตกรรมไปยังภาคอีสานและภาคเหนือ แต่สิ่งที่นักพัฒนาอย่าง ดร.กอบกฤตย์ มองว่าอาจจะเกินจริงไปหน่อยคือเป้าหมายการสร้าง Smart SME และ Startup ให้ได้ถึง 1 ล้านราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเกินไปมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์จริงที่ปัจจุบันเรามีกลุ่มธุรกิจที่แข็งแกร่งเพียงหลักพันรายเท่านั้น ทำให้นโยบายนี้อาจจะเป็นเพียงตัวเลขเชิงสัญลักษณ์ที่ทำตามได้ยากในทางปฏิบัติ

3 อันดับนโยบายที่สร้างประโยชน์สูงสุด
จากการวิเคราะห์ทั้งหมด ดร.กอบกฤตย์ มองว่ายังไม่มีพรรคไหนที่มีนโยบายสมบูรณ์แบบเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าต้องจัดลำดับนโยบายที่สร้างประโยชน์และความยั่งยืนได้ดีที่สุด อันดับ 1 ต้องยกให้พรรคประชาชน เพราะเน้นไปที่การวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เปรียบเสมือนการสร้างถนนให้รถวิ่งได้อย่างเสรี รวมถึงโครงการ Reskill Voucher ที่ช่วยพัฒนาคน อันดับ 2 คือพรรคเพื่อไทย ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยีการเกษตรและการเข้าถึงระบบสาธารณสุข และอันดับ 3 คือพรรคภูมิใจไทย ที่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องภัยพิบัติและอาชญากรรมที่คนไทยต้องเผชิญอยู่ทุกวัน
การเลือกนโยบายด้านเทคโนโลยีในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความล้ำสมัย แต่เป็นเรื่องของการนำมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตคนไทยและเศรษฐกิจของบ้านเราอย่างแท้จริง ซึ่งประชาชนอย่างเราๆ ก็ต้องคอยติดตามว่านโยบายที่แต่ละพรรคประกาศออกมานั้น เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริงจะสามารถทำได้ตามที่หวังไว้หรือไม่ เพราะโลกของ AI ไม่ได้มีแค่เรื่องของความฉลาด แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัย ความเท่าเทียม และการสร้างโอกาสให้คนไทยทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.msn.com
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่