โรคบ้างาน

กระทู้สนทนา
เมื่อความขยันเริ่มกลายเป็น "พิษ"

ในสังคมที่ยกย่องความสำเร็จ หลายคนมักสับสนระหว่าง "คนตั้งใจทำงาน" กับ "คนบ้างาน" ซึ่งสองอย่างนี้มีเส้นกั้นบางๆ ที่เรียกว่า "ความสุข" และ "สุขภาพ" ค่ะ

🔍 เช็กด่วน! สัญญาณว่าคุณเข้าข่ายโรคบ้างาน
หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้ : แม้จะเป็นวันหยุด หรือช่วงเวลาพักผ่อน สมองก็ยังวนเวียนอยู่กับ To-do list

รู้สึกผิดเมื่อไม่ได้ทำอะไร : การนั่งเฉยๆ หรือการพักผ่อนทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเอง "ไร้ค่า" หรือ "ขี้เกียจ"
ความสัมพันธ์เริ่มพัง: โดนคนรอบข้างตัดพ้อว่า "ไม่มีเวลาให้" หรือมักจะผิดนัดเพราะงานด่วนเสมอ
ใช้การทำงานหนีปัญหา : ใช้ความยุ่งมาเป็นเกราะกำบังเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความรู้สึก หรือปัญหาในครอบครัว
สุขภาพเริ่มประท้วง : นอนไม่หลับ ปวดบ่าไหล่เรื้อรัง หรือสายตาพร่ามัว แต่ก็ยังฝืนทำต่อ

🔥 ผลกระทบที่มากกว่าแค่ "ความเหนื่อย"
การเป็น Workaholic ไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้คุณเพลีย แต่มันอาจนำไปสู่ภาวะที่รุนแรงกว่า:
Burnout Syndrome : ภาวะหมดไฟที่ทำให้คุณไม่อยากตื่นไปทำงานอีกเลย
โรคทางกาย : ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และระบบย่อยอาหารผิดปกติ
สุขภาพจิต: ภาวะซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล

✅ 3 วิธี "ดีท็อกซ์" ชีวิตจากอาการบ้างาน
ตั้งขอบเขตให้ชัดเจน : ลองกำหนดเวลา "Log off" ที่แน่นอน เช่น หลัง 2 ทุ่มจะไม่เช็กอีเมลหรือตอบแชทงานเด็ดขาด (ยกเว้นเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ)
ฝึก "อยู่เฉยๆ" ให้เป็น : อนุญาตให้ตัวเองมีความสุขกับงานอดิเรกที่ไม่ต้องได้ "ผลผลิต" (Productivity) บ้าง เช่น การฟังเพลง ดูนก หรือการนอนโง่ๆ เพื่อให้สมองได้รีเซ็ต
โฟกัสที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณชั่วโมง : จำไว้ว่า การทำงานนานไม่ได้แปลว่างานจะดีเสมอไป ฝึกจัดลำดับความสำคัญแบบ Eisenhower Matrix (ด่วน/สำคัญ) เพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็น

ข้อคิดทิ้งท้าย : บริษัทหาคนใหม่มาแทนเราได้ในไม่กี่วัน แต่ครอบครัวและสุขภาพของเราไม่มีใครมาแทนที่ได้นะคะ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่