บทความนี้แปลมาจากคลิปของ Chase Hughes นักวิทยาศาสตร์พฤติกรรมมนุษย์
เขาเคยทำงานในกองทัพอเมริกา 20 ปี ในฐานะผู้ฝึกสอนปฏิบัติการจิตวิทยา(PSYOP)
คุณไม่ได้มีอิสระอย่างที่คุณคิด
คุณเป็นคนเชื่อง่าย เชื่อฟังทำตาม แบบที่คุณได้ถูกฝึกมา
ผู้คนคิดว่าเราเชื่อฟังคำสั่ง เพราะความกลัว
แต่จริงๆเราเชื่อฟังเพราะสถานะของเรา
ผู้คนสับสนระหว่างความปลอดภัย(Safety)กับตัวเอง(Self)
นี่คือปัญหาใหญ่
ความน่ากลัวที่แท้จริงเกิดขึ้น
เมื่อบางส่วนของคุณเริ่มที่จะเชื่อฟังหรือถูกฝึกให้เชื่อหมดใจ
ซึ่งมันไม่ใช่ตัวคุณที่แท้จริงในตอนเริ่มแรก
มันคือพิธีกรรม ที่คุณได้เข้าร่วมไปแล้ว โดยคุณไม่ได้สม้ครใจ
คือพิธีกรรม ที่คุณได้ทำอยู่ทุกวัน
การเชื่อฟังคือรหัสของความอยู่รอดอย่างหนึ่ง
ผู้คนคิดว่ามันอาจเป็นความคิดหรือการตัดสินใจของเราที่จะเชื่ออะไร
แต่มันคือการตอบสนองเพื่อความอยู่รอด
ระบบประสาทของคุณคือซอฟต์แวร์ที่มีอายุอย่างน้อย 2 แสนปี
ซอฟต์แวร์นี้บอกว่า การแยกจากฝูง(สังคม) หมายถึงความตาย
ซึ่งเป็นเหตุให้คุณรู้สึกเจ็บปวดเมื่อมีบางคนไม่ยอมรับคุณ
การเชื่อฟังมีความสำคัญมากกว่าการตัดสินใจเสมอ
ไมโทคอนเดรียของคุณลดการผลิตพลังงานเมื่อคุณถูกปฏิเสธ
นั่นหมายความว่าการเชื่อฟัง มีประสิทธิภาพกว่าในทางชีวภาพ
ถ้าผมเชื่อฟัง นั่นหมายถึงเซลล์ในร่างกายของผมสามารถผลิตพลังงานได้มากกว่า
ผมสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ที่ทำให้ผมปลอดภัย
แต่ผมคิดว่าข้อเสียคือ มันกำจัดความจริงความถูกต้อง
ลดอำนาจของบุคคล ลดทอนจิตวิญญาณของตัวเรา
มันไม่ใช่ปีศาจ มันเป็นแค่การเชื่อฟัง
ความรู้สึกยินยอมมาก่อนความรู้สึกผิดชอบ
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่คุณเงียบเพื่อรักษาความสงบ
เสียงในหัวคุณบอกว่ามันคือกลยุทธ์
แต่จริงๆแล้วมันคือพิธีกรรม
มี 5 ขั้นตอนของพิธีกรรมแห่งการเชื่อฟัง ที่มนุษย์ได้เข้าร่วม
ขั้นตอนที่ 1 ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ
คุณรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่า ความรักมีเงื่อนไข
การชมเชย ความชอบพอ ล้วนมีเงื่อนไข
ดังนั้นความกลัวที่จะถูกปฏิเสธจึงเป็นดั่งแท่นบูชาของโบสถ์(ในพิธีกรรม)
ขั้นตอนที่ 2 ความเงียบงันของเรา
นี่เป็นดั่งบทสวดของพิธีกรรม
คุณเงียบงันกับทุกสิ่งที่เป็นเรื่องจริง
เช่น ฉันรู้สึกเกลียดคนนั้น(ไม่แสดงออกมา)
ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัยในตอนนี้(แต่ก็เงียบ) หรือฉันเหงา
ดังนั้นเราจึงเงียบ เพื่อรักษาบางสิ่งบางอย่างของเราเอง
ขั้นตอนที่ 3 การอ้างอิงภายนอก
นี่คือพระคัมภีร์ของศาสนา/พิธีกรรมนี้
สิ่งที่ทุกคนคิดอยู่เสมอคือ คนรอบตัวคิดอย่างไรเกี่ยวกับตัวฉัน
ฉันถูกมองว่าเป็นอย่างไร
สิ่งนี้กลายเป็น gospel(ข่าวดี ในพระคัมภีร์ไบเบิล)
มันกลายเป็นความคิดซ้ำๆในหัว ว่าฉันถูกมองว่าเป็นคนอย่างไร
ขั้นตอนที่ 4 การจัดการรูปลักษณ์
ขอเรียกสิ่งนี้ว่าชุดคลุม
ชุดคลุมที่คุณสวมใส่ขณะร่วมพิธีกรรมในศาสนานี้
คุณใส่ชุดคลุมปิดหน้าปิดตา
เพื่อไม่ให้ใครเห็นส่วนที่เป็นกบฏหรือความอ่อนด้อยของตัวเอง
พวกเรากำลังจัดการรูปลักษณ์ซึ่งโดยธรรมชาติ นำไปสู่ขั้นตอนต่อไป
ขั้นตอนที่ 5 ความสอดคล้องทางพฤติกรรม
ถ้ามันคือศาสนา นี่คือเครื่องบูชาที่คุณมอบให้
คุณกำลังเสียสละตัวตนที่แท้จริงของคุณ เพื่อได้รับการยอมรับ
การเชื่อฟังคำสั่ง คือการขโมยตัวตน
เราเริ่มเข้าใจผิดว่าบาดแผลทางใจมากมายนั้นคือบุคลิกภาพ
ในตอนที่คุณตอบรับว่า "ได้" ทั้งๆที่คุณควรกรีดร้องว่า "ไม่ ฉันไม่ต้องการทำแบบนั้น"
นั่นไม่ใช่คุณ นั่นเป็นเงื่อนไขของคุณ
คุณยังไม่ได้เป็นคนไม่เชื่อฟังคำสั่ง
คุณแค่สรรหาวิธีโอนอ่อนผ่อนตาม
การไม่เชื่อฟังไม่ได้เกี่ยวกับการแหกกฎ
มันเกี่ยวกับการหลุดพ้นจากการเดินเหม่อตลอดเวลา
ขัดขวางพิธีกรรมนี้
คุณสามารถทำได้ด้วยคำถามเดียวซ้ำๆในหัว
"จะเกิดอะไรน่ากลัวกับฉัน ถ้าฉันพูดความจริงในตอนนี้"
ดั้งนั้น ความจริงกลายเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านเล็กๆน้อยๆ
ระบบประสาทของคุณต้องรู้สึกว่า คุณรอดชีวิตจากการไม่เชื่อฟัง
ช่วงเวลาที่ระบบประสาทของคุณรอดผ่านจุดนั้นมาได้
โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยไม่ตาย
พูดว่า "ไม่" จากที่ปกติคุณจะยิ้มให้ใครบางคน พยายามทำให้คนนั้นพอใจ
นิ่งสนิท เมื่อคุณเห็นความปรารถนา(ของคนอื่น)
ที่จะแสดงให้ผู้คนได้เห็นเริ่มพลุ่งพล่านออกมา
ความปรารถนาที่เป็นของปลอม เพียงคุณนิ่งไว้และมีความสุขด้วยตัวเอง
การเชื่อฟังคือพิธีกรรมของระบบประสาท
มันเป็นพิธีกรรมอย่างแท้จริง
แต่คุณไม่ต้องเป็นบาทหลวง ไม่ต้องเป็นศาสนิกชน
และสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นบุคลิกภาพของคุณ
มันอาจเป็นระบบป้องกันของคุณ ที่แปะป้ายชื่อเล็กๆไว้
คุณไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะทำตาม ประพฤติตัว นิ่งเฉย เงียบ
และพูดเมื่อมีใครพูดด้วย และลดความเป็นตัวตนของคุณ
เพื่อให้ผู้อื่นรู้สึกสุขสบายใจ
คุณเกิดมาเพื่อที่จะเป็นตัวคุณ
เราถูกสอนมาให้เชื่อฟังมาตั้งแต่แรกเริ่ม
แต่ผมคิดว่าหนทางที่แท้จริงที่กบฏเกิดขึ้น
คือให้นึกขึ้นได้ว่า คุณยืนขึ้นแล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จะไม่มีอะไร(แย่)เกิดขึ้น
และเมื่อคุณผ่านจุดนี้มาได้
ภายในระบบประสาทของคุณจะเปลี่ยนอย่างมาก
มันจะเปลี่ยนการมองโลกของคุณ
ถ้าคุณคิดถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆที่คุณต้องการในชีวิตของคุณ
มันเป็นผลจากการเปลี่ยนมุมมองต่อโลกของคุณ ว่าคุณมองโลกอย่างไร
คุณไม่มีอิสระทางความคิด คุณเป็นคนเชื่อฟังง่าย (อธิบายโดยนักวิทยาศาสตร์พฤติกรรม)
เขาเคยทำงานในกองทัพอเมริกา 20 ปี ในฐานะผู้ฝึกสอนปฏิบัติการจิตวิทยา(PSYOP)
คุณไม่ได้มีอิสระอย่างที่คุณคิด
คุณเป็นคนเชื่อง่าย เชื่อฟังทำตาม แบบที่คุณได้ถูกฝึกมา
ผู้คนคิดว่าเราเชื่อฟังคำสั่ง เพราะความกลัว
แต่จริงๆเราเชื่อฟังเพราะสถานะของเรา
ผู้คนสับสนระหว่างความปลอดภัย(Safety)กับตัวเอง(Self)
นี่คือปัญหาใหญ่
ความน่ากลัวที่แท้จริงเกิดขึ้น
เมื่อบางส่วนของคุณเริ่มที่จะเชื่อฟังหรือถูกฝึกให้เชื่อหมดใจ
ซึ่งมันไม่ใช่ตัวคุณที่แท้จริงในตอนเริ่มแรก
มันคือพิธีกรรม ที่คุณได้เข้าร่วมไปแล้ว โดยคุณไม่ได้สม้ครใจ
คือพิธีกรรม ที่คุณได้ทำอยู่ทุกวัน
การเชื่อฟังคือรหัสของความอยู่รอดอย่างหนึ่ง
ผู้คนคิดว่ามันอาจเป็นความคิดหรือการตัดสินใจของเราที่จะเชื่ออะไร
แต่มันคือการตอบสนองเพื่อความอยู่รอด
ระบบประสาทของคุณคือซอฟต์แวร์ที่มีอายุอย่างน้อย 2 แสนปี
ซอฟต์แวร์นี้บอกว่า การแยกจากฝูง(สังคม) หมายถึงความตาย
ซึ่งเป็นเหตุให้คุณรู้สึกเจ็บปวดเมื่อมีบางคนไม่ยอมรับคุณ
การเชื่อฟังมีความสำคัญมากกว่าการตัดสินใจเสมอ
ไมโทคอนเดรียของคุณลดการผลิตพลังงานเมื่อคุณถูกปฏิเสธ
นั่นหมายความว่าการเชื่อฟัง มีประสิทธิภาพกว่าในทางชีวภาพ
ถ้าผมเชื่อฟัง นั่นหมายถึงเซลล์ในร่างกายของผมสามารถผลิตพลังงานได้มากกว่า
ผมสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ที่ทำให้ผมปลอดภัย
แต่ผมคิดว่าข้อเสียคือ มันกำจัดความจริงความถูกต้อง
ลดอำนาจของบุคคล ลดทอนจิตวิญญาณของตัวเรา
มันไม่ใช่ปีศาจ มันเป็นแค่การเชื่อฟัง
ความรู้สึกยินยอมมาก่อนความรู้สึกผิดชอบ
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่คุณเงียบเพื่อรักษาความสงบ
เสียงในหัวคุณบอกว่ามันคือกลยุทธ์
แต่จริงๆแล้วมันคือพิธีกรรม
มี 5 ขั้นตอนของพิธีกรรมแห่งการเชื่อฟัง ที่มนุษย์ได้เข้าร่วม
ขั้นตอนที่ 1 ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ
คุณรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่า ความรักมีเงื่อนไข
การชมเชย ความชอบพอ ล้วนมีเงื่อนไข
ดังนั้นความกลัวที่จะถูกปฏิเสธจึงเป็นดั่งแท่นบูชาของโบสถ์(ในพิธีกรรม)
ขั้นตอนที่ 2 ความเงียบงันของเรา
นี่เป็นดั่งบทสวดของพิธีกรรม
คุณเงียบงันกับทุกสิ่งที่เป็นเรื่องจริง
เช่น ฉันรู้สึกเกลียดคนนั้น(ไม่แสดงออกมา)
ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัยในตอนนี้(แต่ก็เงียบ) หรือฉันเหงา
ดังนั้นเราจึงเงียบ เพื่อรักษาบางสิ่งบางอย่างของเราเอง
ขั้นตอนที่ 3 การอ้างอิงภายนอก
นี่คือพระคัมภีร์ของศาสนา/พิธีกรรมนี้
สิ่งที่ทุกคนคิดอยู่เสมอคือ คนรอบตัวคิดอย่างไรเกี่ยวกับตัวฉัน
ฉันถูกมองว่าเป็นอย่างไร
สิ่งนี้กลายเป็น gospel(ข่าวดี ในพระคัมภีร์ไบเบิล)
มันกลายเป็นความคิดซ้ำๆในหัว ว่าฉันถูกมองว่าเป็นคนอย่างไร
ขั้นตอนที่ 4 การจัดการรูปลักษณ์
ขอเรียกสิ่งนี้ว่าชุดคลุม
ชุดคลุมที่คุณสวมใส่ขณะร่วมพิธีกรรมในศาสนานี้
คุณใส่ชุดคลุมปิดหน้าปิดตา
เพื่อไม่ให้ใครเห็นส่วนที่เป็นกบฏหรือความอ่อนด้อยของตัวเอง
พวกเรากำลังจัดการรูปลักษณ์ซึ่งโดยธรรมชาติ นำไปสู่ขั้นตอนต่อไป
ขั้นตอนที่ 5 ความสอดคล้องทางพฤติกรรม
ถ้ามันคือศาสนา นี่คือเครื่องบูชาที่คุณมอบให้
คุณกำลังเสียสละตัวตนที่แท้จริงของคุณ เพื่อได้รับการยอมรับ
การเชื่อฟังคำสั่ง คือการขโมยตัวตน
เราเริ่มเข้าใจผิดว่าบาดแผลทางใจมากมายนั้นคือบุคลิกภาพ
ในตอนที่คุณตอบรับว่า "ได้" ทั้งๆที่คุณควรกรีดร้องว่า "ไม่ ฉันไม่ต้องการทำแบบนั้น"
นั่นไม่ใช่คุณ นั่นเป็นเงื่อนไขของคุณ
คุณยังไม่ได้เป็นคนไม่เชื่อฟังคำสั่ง
คุณแค่สรรหาวิธีโอนอ่อนผ่อนตาม
การไม่เชื่อฟังไม่ได้เกี่ยวกับการแหกกฎ
มันเกี่ยวกับการหลุดพ้นจากการเดินเหม่อตลอดเวลา
ขัดขวางพิธีกรรมนี้
คุณสามารถทำได้ด้วยคำถามเดียวซ้ำๆในหัว
"จะเกิดอะไรน่ากลัวกับฉัน ถ้าฉันพูดความจริงในตอนนี้"
ดั้งนั้น ความจริงกลายเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านเล็กๆน้อยๆ
ระบบประสาทของคุณต้องรู้สึกว่า คุณรอดชีวิตจากการไม่เชื่อฟัง
ช่วงเวลาที่ระบบประสาทของคุณรอดผ่านจุดนั้นมาได้
โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยไม่ตาย
พูดว่า "ไม่" จากที่ปกติคุณจะยิ้มให้ใครบางคน พยายามทำให้คนนั้นพอใจ
นิ่งสนิท เมื่อคุณเห็นความปรารถนา(ของคนอื่น)
ที่จะแสดงให้ผู้คนได้เห็นเริ่มพลุ่งพล่านออกมา
ความปรารถนาที่เป็นของปลอม เพียงคุณนิ่งไว้และมีความสุขด้วยตัวเอง
การเชื่อฟังคือพิธีกรรมของระบบประสาท
มันเป็นพิธีกรรมอย่างแท้จริง
แต่คุณไม่ต้องเป็นบาทหลวง ไม่ต้องเป็นศาสนิกชน
และสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นบุคลิกภาพของคุณ
มันอาจเป็นระบบป้องกันของคุณ ที่แปะป้ายชื่อเล็กๆไว้
คุณไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะทำตาม ประพฤติตัว นิ่งเฉย เงียบ
และพูดเมื่อมีใครพูดด้วย และลดความเป็นตัวตนของคุณ
เพื่อให้ผู้อื่นรู้สึกสุขสบายใจ
คุณเกิดมาเพื่อที่จะเป็นตัวคุณ
เราถูกสอนมาให้เชื่อฟังมาตั้งแต่แรกเริ่ม
แต่ผมคิดว่าหนทางที่แท้จริงที่กบฏเกิดขึ้น
คือให้นึกขึ้นได้ว่า คุณยืนขึ้นแล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จะไม่มีอะไร(แย่)เกิดขึ้น
และเมื่อคุณผ่านจุดนี้มาได้
ภายในระบบประสาทของคุณจะเปลี่ยนอย่างมาก
มันจะเปลี่ยนการมองโลกของคุณ
ถ้าคุณคิดถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆที่คุณต้องการในชีวิตของคุณ
มันเป็นผลจากการเปลี่ยนมุมมองต่อโลกของคุณ ว่าคุณมองโลกอย่างไร