“ไม่ตายก็คางเหลือง” มีที่มาจากไหน ทำไม “คาง” ต้อง “สีเหลือง”
“คางเหลือง” หรือประโยคเต็มที่ว่า “ไม่ตายก็คางเหลือง” เป็นสำนวนไทยที่มีความหมายว่า “ป่วยหรือบาดเจ็บมากจนแทบเสียชีวิต, มักใช้ว่า ไม่ตายก็คางเหลือง” (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554)
แล้วสำนวนนี้ มีที่มาจากไหน ทำไม “คาง” จึงเป็น “สีเหลือง”
ในการวิวาทต่อยตีนั้นจุดสำคัญที่หากโดนโจมตีเข้าแล้วอาจถึงตายได้ มี 8 แห่ง ได้แก่ ท้ายทอย, ต้นคอ, จมูก, แสกหน้า, เพรียงหู (ส่วนร่างกายที่นูนอยู่หลังหู), ขากรรไกร, ชายโครง และคาง
“คาง” หรือ “ปลายคาง” เป็นอวัยวะส่วนที่ยื่นออกมา ล่อแหลมมากในการต่อสู้ประชิดตัว ไม่ว่าจะเป็นการวิวาทต่อยตีกันหรือชกมวย หากโดนบริเวณนี้แล้วก็มีสิทธิบาดเจ็บได้ง่ายกว่าส่วนอื่น
เมื่อถูกชกคาง, ถูกเสยคาง ฯลฯ ก็ต้องรักษาพยาบาลเบื้องต้น ในสมัยโบราณนิยมใช้ ไพลหรือขมิ้น มาฝนทาแก้ฟกช้ำ ทาที่คางจนเหลืองตามสีของไพลหรือขมิ้น เป็นที่มาของประโยคที่ว่า “ถ้าไม่ตายก็คางเหลือง” นั่นเอง
อ่านเนื้อหาสาระเต็มๆได้ที่นี่
“ไม่ตายก็คางเหลือง” มีที่มาจากไหน ทำไม “คาง” ต้อง “เหลือง”
“คางเหลือง” หรือประโยคเต็มที่ว่า “ไม่ตายก็คางเหลือง” เป็นสำนวนไทยที่มีความหมายว่า “ป่วยหรือบาดเจ็บมากจนแทบเสียชีวิต, มักใช้ว่า ไม่ตายก็คางเหลือง” (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554)
แล้วสำนวนนี้ มีที่มาจากไหน ทำไม “คาง” จึงเป็น “สีเหลือง”
ในการวิวาทต่อยตีนั้นจุดสำคัญที่หากโดนโจมตีเข้าแล้วอาจถึงตายได้ มี 8 แห่ง ได้แก่ ท้ายทอย, ต้นคอ, จมูก, แสกหน้า, เพรียงหู (ส่วนร่างกายที่นูนอยู่หลังหู), ขากรรไกร, ชายโครง และคาง
“คาง” หรือ “ปลายคาง” เป็นอวัยวะส่วนที่ยื่นออกมา ล่อแหลมมากในการต่อสู้ประชิดตัว ไม่ว่าจะเป็นการวิวาทต่อยตีกันหรือชกมวย หากโดนบริเวณนี้แล้วก็มีสิทธิบาดเจ็บได้ง่ายกว่าส่วนอื่น
เมื่อถูกชกคาง, ถูกเสยคาง ฯลฯ ก็ต้องรักษาพยาบาลเบื้องต้น ในสมัยโบราณนิยมใช้ ไพลหรือขมิ้น มาฝนทาแก้ฟกช้ำ ทาที่คางจนเหลืองตามสีของไพลหรือขมิ้น เป็นที่มาของประโยคที่ว่า “ถ้าไม่ตายก็คางเหลือง” นั่นเอง
อ่านเนื้อหาสาระเต็มๆได้ที่นี่