ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ รู้เท่าทันก่อนสายเกินไป : Healthcare Insight โดย ธานี มณีนุตร์
เมื่อถึงช่วงวัยหนึ่งของชีวิต เชื่อว่าหลายคนคงเคยคิดว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ผ่านโลกมากมากมาย มีประสบการณ์ชีวิตโชกโชน และก้าวผ่านความยากลำบากมาได้ด้วยตัวเองทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย และเมื่อก้าวเข้าสู่วัยเกษียณก็คงเป็นช่วงชีวิตที่สงบสุข เรียบง่าย และมีความสุขที่สุดใช่ไหมครับ เพราะไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องดิ้นรนทำงาน และไม่ต้องมีภาระอันหนักอึ้งแบกไว้บนบ่า แต่จะบอกว่านั่นก็เป็นความจริงแค่ส่วนหนึ่งครับ ความลับอีกด้านที่ซ่อนอยู่ คือความเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นจนแทบไม่ทันสังเกต ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน
แต่เหมือนภาพที่ซูมช้า ๆ ให้เห็นบางสิ่งค่อยเลือนหายไปทีละนิด บ้านที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนวันนี้อาจเหลือเพียงบ้านที่เงียบสงัด ลูกหลานแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง งานที่เคยทำก็หมดหน้าที่ เพื่อนรุ่นเดียวกันบางคนเริ่มจากลา และสุขภาพร่างกายก็ไม่ได้แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป ชีวิตที่เคยเป็นเสาหลักกลับค่อย ๆ เลือนหายจนทำให้ “ความเศร้า” แทรกตัวเข้ามาภายในจิตใจผู้สูงอายุโดยที่เราไม่ได้รู้ตัวครับ
โดยเฉพาะในสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรามักเห็นข่าวหรือเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นชีวิตของผู้สูงอายุที่ถูกหลงลืม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยอยู่บ้านตามลำพัง ผู้ที่ต้องดูแลตัวเองทั้งที่ร่างกายไม่แข็งแรง หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุที่อยู่ท่ามกลางครอบครัว แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบางบ้านเท่านั้นครับ
แต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยในปัจจุบันที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนมอง แม้ไม่ได้แสดงออกด้วยการร้องไห้เสมอไป แต่บางครั้งมันมักมาในรูปแบบของความเงียบเหงา ภายนอกบางคนอาจดูร่าเริง พูดคุยหัวเราะได้ปกติ แต่แท้จริงแล้วกำลังโดนความเหงากัดกินหัวใจอยู่ไม่น้อย พอเริ่มสะสมความเศร้าไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็กลายเป็น “ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ” ได้ในที่สุดครับ
ดังนั้นเพื่อลดปัญหานี้ในอนาคต ยิ่งเข้าใจเร็วเท่าไร เราก็ยิ่งช่วยคนที่เรารักได้เร็วเท่านั้นครับ บทความผมอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจอารมณ์ของผู้สูงอายุด้วยหัวใจ เข้าใจความรู้สึก และเรียนรู้วิธีดูแลจิตใจของวัยเกษียณ ก่อนที่ความเศร้าจะกลายเป็นความเจ็บปวดที่เราเข้าไม่ถึงครับ
สัญญาณเตือนที่บอกว่า “ผู้สูงอายุอาจกำลังไม่สบายใจ”
ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าคนสมัยก่อน ส่วนมากถูกเลี้ยงดูให้เติบโตมากับความคิดว่า “ต้องอดทน” “ต้องไม่เป็นภาระใคร” การแสดงความรู้สึกอ่อนแอถูกมองว่าไม่ควร หรือเป็นสิ่งที่ต้องเก็บไว้กับตัวเองให้มากที่สุด ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเงียบ และเก็บทุกอย่างไว้ลึก ๆ ภายในใจแทนการพูดออกมา ซึ่งถ้าเราไม่ตั้งใจเราจะไม่ทันเห็นเลยครับ
เพราะฉะนั้น เวลาที่ผู้สูงอายุไม่สบายใจ อาจไม่ได้แสดงออกด้วยการร้องไห้ฟูมฟาย หรือพูดว่ากำลังเศร้า หรือบอกตรง ๆ ว่าเหงา อย่างที่หลายคนคิดครับ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าเพราะไม่อยากคุย แต่เพราะรู้สึกว่า “พูดไปก็ไม่มีใครสนใจ” หรือไม่อยากเป็นภาระทางใจให้ลูกหลาน ดังนั้นแทนที่เขาจะบอกว่า เหงา กังวล หรือไม่สบายใจตรง ๆ เขาอาจเลือกที่จะลดการสื่อสารลงเรื่อย ๆ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่ความดื้อ แต่เป็นสัญญาณครับ เช่น
พูดน้อยลง เงียบมากขึ้น ผู้สูงอายุที่เคยชวนคุยหรือเล่าเรื่องต่าง ๆ อาจเริ่มเงียบลง ไม่ค่อยถาม ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น เหมือนถอยกลับเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัว บางคนอาจตอบสั้นลง เช่น ไม่เป็นไร, แล้วแต่, ยังไงก็ได้, ฉันอยู่ได้ ไม่ต้องห่วง,ไม่อยากเป็นภาระ ซึ่งประโยคเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเขาสบายใจ แต่อาจหมายถึงไม่อยากรบกวนใคร หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสำคัญเหมือนเดิมครับ เลิกทำสิ่งที่เคยชอบ อันนี้เป็นสัญญาณที่เห็นได้ง่ายและสำคัญมากครับ
สาเหตุอาจไม่ใช่ร่างกายไม่ไหวเสมอไปแต่เป็น ใจไม่อยากทำความสุขที่เคยมี ค่อย ๆ จางหายไปโดยที่ไม่มีใครทันสังเกต เช่น เคยชอบทำกับข้าว แต่ตอนนี้บอกว่าไม่อยากทำ เคยดูละครทุกเย็น แต่ตอนนี้นั่งมองลอย ๆ กินน้อยลง หรือกินเยอะผิดปกติ เรื่องอาหารสะท้อนอารมณ์ได้ดีมากครับ ถ้าผู้สูงอายุเริ่มกินน้อยลง บ่นว่า “ไม่ค่อยหิว” หรือ “กินอะไรก็ไม่อร่อย” ทั้งที่เมนูเดิมเคยกินได้
นั่นอาจหมายถึงกำลังเจอความเครียดหรือความเศร้าอยู่เงียบ ๆ บางคนอาจกินเยอะขึ้นเพื่อ “กลบความว่างเปล่าหรือเหงา” ซึ่งก็เป็นสัญญาณที่ควรสังเกตเช่นกันครับ เลี่ยงการพบปะผู้คน บางคนอาจเริ่มบอกว่าไม่อยากออกไปไหน ไม่ใช่เพราะร่างกายไม่ไหวเสมอไป แต่เพราะท่าน กลัวว่าจะสร้างความลำบาก หรือรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า
ซึ่งนี่เป็นสัญญาณของการถอยออกจากสังคม ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานจะทำให้อารมณ์แย่ลงครับ บ่นเจ็บป่วยบ่อย ทั้งที่ตรวจไม่เจออะไร ความเครียดและความเศร้าสามารถแสดงออกเป็นอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดเมื่อยเรื้อรัง เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม นี่คือสิ่งที่เรียกว่า อารมณ์สะท้อนผ่านร่างกาย เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้บ่อยมากในผู้สูงอายุครับ
ทำความเข้าใจสาเหตุภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ
เมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งด้านร่างกายที่เริ่มอ่อนแรง ทำอะไรได้ไม่เหมือนเดิม การมีโรคประจำตัวทำให้รู้สึกว่าต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น รวมถึงบทบาทในครอบครัวและสังคมที่ค่อย ๆ ลดลง จากเดิมเคยเป็นคนทำงาน หาเงิน ดูแลลูกหลาน กลายมาเป็นคนที่อยู่บ้านหรือพักผ่อนเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุหลายคนรู้สึก “ไม่มีคุณค่า” หรือ “เป็นภาระ” กับคนอื่น แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่ความรู้สึกนี้มักสะสมอยู่ข้างในและส่งผลต่อสภาพจิตใจได้ง่ายครับ
อีกด้านหนึ่งคือความเหงาและความโดดเดี่ยว ซึ่งมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตตามลำพังมากขึ้น ไม่ว่าจะเพราะลูกหลานมีภาระงาน เพื่อนรุ่นเดียวกันเริ่มห่างหายหรือจากไป หรือแม้อยู่ในครอบครัวแต่ขาดการพูดคุยที่ลึกและจริงใจ เมื่อพื้นที่ทางสังคมลดลง ผู้สูงอายุจึงมีเวลาอยู่กับความคิดของตัวเองมากขึ้น ทำให้ย้อนคิดเรื่องอดีต ความเสียใจ หรือสิ่งที่ยังค้างคาในใจ และหากไม่มีใครรับฟังหรือเข้าใจ ความเศร้าเหล่านี้ก็อาจค่อย ๆ ก่อตัวกลายเป็นภาวะซึมเศร้าได้โดยไม่รู้ตัวครับ
สิ่งเล็กๆ สำหรับเรา แต่อาจเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้สูงอายุ
สิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการ ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือซับซ้อนเลยครับ ไม่ใช่ของขวัญราคาแพงหรือคำพูดสวยงาม แต่เป็น “ความใส่ใจเล็ก ๆ” จากคนใกล้ตัว เช่น การชวนคุยวันละนิด การฟังเรื่องราวเก่า ๆ ซ้ำ ๆ โดยไม่บ่น หรือการชวนทำกิจกรรมง่าย ๆ ในบ้านอย่างรดน้ำต้นไม้ ทำอาหาร หรือเดินเล่นรับแดดอ่อนตอนเช้า อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเรา แต่สำหรับผู้สูงอายุมันคือสิ่งที่ทำให้เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่ายังมีคนเห็นคุณค่า และยังมีคนต้องการเขาอยู่ ซึ่งช่วยเติมเต็มหัวใจและลดความรู้สึกโดดเดี่ยวได้มากครับ
อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกัน เพราะความเข้าใจบางอย่างไม่จำเป็นต้องอธิบายมาก เพียงแค่เห็นแววตาและหัวเราะในเรื่องเดียวกันก็เชื่อมถึงกันได้แล้ว การพาไปพบเพื่อนเก่า เข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัคร หรือแม้แต่เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุบางแห่ง ช่วยทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีกครั้ง ไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เมื่อใจได้รับการเติมเต็ม ความสุขเล็ก ๆ ก็สามารถงอกงามขึ้นใหม่ได้เสมอครับ
เมื่อเรารู้แล้วว่าสิ่งเล็ก ๆ อย่างการชวนคุย หรือกิจกรรมง่าย ๆ ภายในบ้าน มีความหมายมากแค่ไหนกับหัวใจของผู้สูงอายุ สิ่งหนึ่งที่อยากให้จำไว้เสมอคือ การดูแลใจนั้นไม่ต้องใช้เงินเยอะครับ แต่ต้องใช้เวลาและความตั้งใจ เพราะความรู้สึกผูกพันและความอบอุ่นที่ได้รับจากคนในครอบครัว คือพลังสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุอยากลุกขึ้นมาใช้ชีวิตในทุกวัน และเมื่อใจดี…สุขภาพกายก็ดีตามครับ
วิธีดูแลและการช่วยเหลืออย่างถูกต้อง
การดูแลผู้สูงอายุไม่ได้หมายถึงการทำทุกอย่างแทนเขาเสมอไปครับ ตรงกันข้าม การให้โอกาสเขาทำสิ่งเล็ก ๆ ด้วยตัวเอง เช่น ช่วยกันเตรียมอาหาร ปลูกต้นไม้ จัดโต๊ะ หรือขอคำแนะนำในเรื่องที่เขาเชี่ยวชาญ เป็นวิธีที่ช่วยยืนยันกับเขาว่า “เขายังสำคัญและยังมีบทบาทในครอบครัว” ไม่ได้เป็นภาระอย่างที่บางคนกลัวหรือเก็บไว้ในใจ
การพูดคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน การถามความคิดเห็นก่อนตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขา และการให้พื้นที่เขาได้แสดงความคิดเห็น คือการให้เกียรติ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีพลังทางใจสูงมากสำหรับผู้สูงอายุครับ อาจลองถามว่า “คุณแม่คิดว่าแบบไหนดีครับ?” แววตาที่เปลี่ยนไปจะตอบเราทันทีว่า เขารู้สึกมีคุณค่านั้นมากแค่ไหน
อย่างไรก็ตามเราก็เข้าใจดีว่าความเป็นจริงของหลายครอบครัววันนี้เต็มไปด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา การทำงาน หรือระยะทาง ทำให้ไม่สามารถดูแลใกล้ชิดได้ตลอดเวลา ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าโทษใครเลยครับ ในกรณีแบบนี้ การเลือกให้ผู้สูงอายุได้ใช้เวลาในสภาพแวดล้อมที่มีทั้งการดูแลที่เหมาะสม และมีเพื่อนในวัยเดียวกัน เช่นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือเนอร์สซิ่งโฮม ที่มีรูปแบบการดูแลแบบอบอุ่นและเป็นกันเอง
ก็เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีไม่น้อยเลยครับ เรียกได้ว่าช่วยเติมเต็มได้มาก ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ค่อย ๆ ฟื้นคืนอย่างเป็นธรรมชาติจากกิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้อื่นทุกวัน เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการมากที่สุดคือ ความรักที่ส่งให้กันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะอยู่บ้านหรืออยู่ในสถานที่ดูแล ความรักและความใส่ใจเล็ก ๆ ก็ยังส่งไปถึงหัวใจของเขาได้เสมอครับ
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ รู้เท่าทันก่อนสายเกินไป