31 มกราคม 1997 คือวันที่ FFVII วางจำหน่าย และสำหรับผู้เล่นยุคนั้น มันให้ความรู้สึกเหมือนได้เห็นอนาคตของเกมอยู่ตรงหน้า ซีรีส์ที่เคยใช้กราฟิกดอทมาตลอด ขยับสู่โมเดลตัวละคร 3D เต็มรูปแบบ ฉากหลังเป็น CG ที่มีมิติและรายละเอียดสูง เมือง Midgar ขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยเตาปฏิกรณ์และโครงสร้างอุตสาหกรรม ทำให้โลกของเกมดูใหญ่และสมจริงแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
โทนของเรื่องก็ร่วมสมัยขึ้นอย่างชัดเจน แม้ Final Fantasy VI จะมีความเป็นสตีมพังก์อยู่แล้ว แต่ FFVII ใส่องค์ประกอบของโลกยุคใหม่เข้าไปเต็มที่ ทั้งมอเตอร์ไซค์ รถไฟใต้ดิน ตึกสำนักงาน และโทรศัพท์มือถือ ระบบเปลี่ยนสมาชิกปาร์ตี้ผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า PHS ก็อ้างอิงจาก personal handy-phone system เทคโนโลยีสื่อสารยอดนิยมของญี่ปุ่นยุค 90 ซึ่งในบ้านเราใช้ชื่อว่า PCT หลายคนที่โตมากับยุคนั้นน่าจะจำได้ดี
ความแปลกใหม่อีกอย่างคือ “ศัตรู” ของเรื่อง Shinra Company ไม่ใช่จักรวรรดิแฟนตาซีหรือปีศาจโบราณ แต่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาดพลังงานและอำนาจ การบุกเข้าไปในสำนักงานใหญ่ของ Shinra ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับองค์กรในโลกจริง เป็นบรรยากาศที่ทำให้ FFVII แตกต่างจาก RPG รุ่นก่อนอย่างชัดเจน
ด้านเกมเพลย์ Materia System กลายเป็นหัวใจสำคัญของการเล่น ผู้เล่นสามารถติดตั้งมาเทเรียเพื่อใช้เวทมนตร์และความสามารถต่าง ๆ และยังเชื่อมสล็อตเพื่อเสริมพลังได้ ทำให้การจัดบิลด์ตัวละครมีอิสระสูงมาก การจับคู่ Knights of the Round กับ W-Summon กลายเป็นหนึ่งในคอมโบในตำนานที่ทรงพลังเกินสมดุล ส่วนระบบ Limit Break ก็สร้างภาพจำไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ Omnislash ของ Cloud ที่ยังถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้
FFVII ไม่ได้เป็นแค่เกมที่ขายดี แต่เป็นผลงานที่ขยายฐานผู้เล่น RPG ไปทั่วโลก ทำให้ชื่อ Final Fantasy กลายเป็นกระแสหลัก และช่วยผลักดันภาพลักษณ์ของ PlayStation ในยุคนั้นอย่างมหาศาล
แม้เวลาจะผ่านไปเกือบสามทศวรรษ Final Fantasy VII ก็ยังถูกพูดถึงเสมอในฐานะเกมที่ทำให้ผู้เล่นจำนวนมากจำวันที่ได้สัมผัสยุคใหม่ของวิดีโอเกมเป็นครั้งแรกได้อย่างชัดเจน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
https://www.retrovs.com/2026/01/29-final-fantasy-vii-rpg.html
วันนี้ครบรอบ 29 ปี Final Fantasy VII บน PlayStation เกมที่หลายคนยกให้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการ RPG
โทนของเรื่องก็ร่วมสมัยขึ้นอย่างชัดเจน แม้ Final Fantasy VI จะมีความเป็นสตีมพังก์อยู่แล้ว แต่ FFVII ใส่องค์ประกอบของโลกยุคใหม่เข้าไปเต็มที่ ทั้งมอเตอร์ไซค์ รถไฟใต้ดิน ตึกสำนักงาน และโทรศัพท์มือถือ ระบบเปลี่ยนสมาชิกปาร์ตี้ผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า PHS ก็อ้างอิงจาก personal handy-phone system เทคโนโลยีสื่อสารยอดนิยมของญี่ปุ่นยุค 90 ซึ่งในบ้านเราใช้ชื่อว่า PCT หลายคนที่โตมากับยุคนั้นน่าจะจำได้ดี
ความแปลกใหม่อีกอย่างคือ “ศัตรู” ของเรื่อง Shinra Company ไม่ใช่จักรวรรดิแฟนตาซีหรือปีศาจโบราณ แต่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาดพลังงานและอำนาจ การบุกเข้าไปในสำนักงานใหญ่ของ Shinra ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับองค์กรในโลกจริง เป็นบรรยากาศที่ทำให้ FFVII แตกต่างจาก RPG รุ่นก่อนอย่างชัดเจน
ด้านเกมเพลย์ Materia System กลายเป็นหัวใจสำคัญของการเล่น ผู้เล่นสามารถติดตั้งมาเทเรียเพื่อใช้เวทมนตร์และความสามารถต่าง ๆ และยังเชื่อมสล็อตเพื่อเสริมพลังได้ ทำให้การจัดบิลด์ตัวละครมีอิสระสูงมาก การจับคู่ Knights of the Round กับ W-Summon กลายเป็นหนึ่งในคอมโบในตำนานที่ทรงพลังเกินสมดุล ส่วนระบบ Limit Break ก็สร้างภาพจำไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ Omnislash ของ Cloud ที่ยังถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้
FFVII ไม่ได้เป็นแค่เกมที่ขายดี แต่เป็นผลงานที่ขยายฐานผู้เล่น RPG ไปทั่วโลก ทำให้ชื่อ Final Fantasy กลายเป็นกระแสหลัก และช่วยผลักดันภาพลักษณ์ของ PlayStation ในยุคนั้นอย่างมหาศาล
แม้เวลาจะผ่านไปเกือบสามทศวรรษ Final Fantasy VII ก็ยังถูกพูดถึงเสมอในฐานะเกมที่ทำให้ผู้เล่นจำนวนมากจำวันที่ได้สัมผัสยุคใหม่ของวิดีโอเกมเป็นครั้งแรกได้อย่างชัดเจน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.retrovs.com/2026/01/29-final-fantasy-vii-rpg.html