ฉันเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าผ่านอะไรมามากกว่าคนในอายุเท่ากันประมาณหนึ่ง ทั้งวัยเด็กที่แสนสนุก และเศร้าเพราะไม่ได้มีครอบครัวแบบคนอื่นๆ ความหมายของมิตรภาพที่แท้จริงที่เมื่อโตมาแล้วถึงจะรู้ การโตมาโดยไม่มีใครสอนว่าต้องเป็นคนแบบไหน ต้องทำอะไร วัยรุ่นที่สุดเหวี่ยง มีชีวิตอิสระจนโหยหาความสุขจากความรัก ลองผิดลองถูกเอง เจอความผิดพลาดมากมาย ความรักที่เจ็บปวด การโดนทำร้ายร่างกาย การถูกหักหลัง การเป็นคนที่ถูกรัก การเป็นคนสำคัญของใครสักคน และคนที่จากไปจากโลกใบนี้.. สังคมที่ไม่จริงใจ มิตรภาพจากทุกชนชั้นที่มีความหลากหลาย ความรู้สึกที่มีเงินเหมือนใช้ไม่หมด มีกินมีใช้ หรือวันที่แทบจะไม่มีเงินซื้อข้าว จนไปถึงไม่มีข้าวกิน ..ความพยายามลุกขึ้นสู้โดยที่ไม่คิดสั้น ครั้งแล้วครั้งเล่า
สิ่งที่ผ่านมาในชีวิตล้วน สอนให้เราเติบโตเป็นเวอร์ชั่รที่ดีกว่าเดิม มีวิธีรับมือกับสิ่งต่างๆ เราแข็งแกร่งขึ้น หลีกเลี่ยงสิ่งที่คิดว่าเป็นภัย
สุดท้าย ที่พอใจแล้วคือความสุขที่ได้อยู่กับตัวเอง
จนมาวันหนึ่ง แค่นั่งมองท้องฟ้าเฉยๆ มองดูตึกสูงใหญ่สวยงามมากมายผ่านระเบียงหน้าต่าง มองดวงดาวในยามค่ำคืน
เสียงตึกที่กำลังสร้าง เสียงรถบนทางด่วน เสียงรถไฟที่ผ่านวันละสองครั้ง เสียงมอเตอร์ไซต์ เสียงนก อีกา
จนเริ่มสงสัย ความหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร
ฉันห่างจากโซเชียล ไม่รู้ใครใครคือดาราอีกต่อไป จะรู้แค่จากคนในที่ทำงานคุยกัน แล้วมีเพลงอะไรใหม่บ้างนะ? แต่เพลงที่เพราะที่สุดก็ยังคงเป็นเพลงจากอดีต
เปิด TIKTOK IG หรือ Facebook บ้างเพื่ออัพเดตข่าวสาร พอนานๆได้เปิดโซเชียลก็ค่อยๆเห็นว่าสิ่งต่างๆกำลังกลายเป็นอนาคต และบางอย่างกำลังกลายเป็นอดีต
จนมีคำถามชีวิตกับตัวเองเรื่อยๆ และได้คำตอบจากการใช้ชีวิตในแต่ละวันไปเอง
ตอนนี้เราทุกคนเชื่อมต่อกันผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เรามีสื่อเรียนรู้ ที่แค่กดบนมือถือหรือคลิกผ่านหน้าจอก็เจอแล้ว
ฉันถึงขั้นอยากรู้ว่าข้างนอกโลกเรามีอะไร ก็เจอสิ่งที่สมัยเด็กฉันไม่เคยเรียนเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ
และมันเมกเซ้นส์จริงๆ ว่าเราอาจเทียบไม่ได้กับฝุ่นที่แม้แต่เรายังมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ ถ้าเปรียบกับจักวาลที่กว้างใหญ่ข้างนอกโลก
สำหรับฉันโลกไปไกลมากๆแล้ว คิดว่าคนแก่คนเฒ่าสมัยนี้ครั้งหนึ่งก็คงคิดแบบเดียวกัน
ในขณะที่นอกโลกนั้นกว้างใหญ่ไพศาลจนจินตนาการไม่ถึง แต่มนุษย์เราก็ติดอยู่ในสังคมที่ถูกจำกัดด้วยเงิน ชนชั้น ซึ่งฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
เลยคิดไปเรื่อยว่าทำไมเราไม่หาความหมายจริงๆของการใช้ชีวิตล่ะ เคยลองเปิดใจคุยเรื่องในสมองของตัวเองให้เพื่อนคนที่พอคุยได้ฟัง
คนแรกบอกว่าฉันละเมออะไร คนสองบอกว่าคิดไปก็แค่นั้น คนที่สี่ห้าหก กลับบอกว่าฉันแปลก
คนที่สามถามฉันกลับมาว่า แล้วถ้าไม่มีสังคมแบบนี้ วิถีชีวิตแบบนี้ ชนชั้นเอย สิ่งต่างๆที่เธอเคยประสบการณ์ ความหมายของมนุษย์คำนี้จะมีอยู่ในหัวเธอไหม?
ฉันได้แต่นิ่งแล้วก็ไม่มีคำถามหรือตอบกลับ…
ฉันไม่ใช่คนที่มีศาสนา เคยเข้าวัดเมื่อสมัยเด็ก ได้ฟังพระเทศน์ แต่โตมาไม่มีความเชื่ออีกต่อไป
สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมรับว่ามันต้องเป็นไปตามนั้น ตามหลักคำสอนของศาสนาจริงๆ และก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องมีพระ
ฉันคุยกับ AI มาตลอด อยากลองโพสบ้าง เผื่อเจอคนที่มีความคิดแบบเดียวกัน..
ไม่มีพื้นที่คุยในชีวิตจริง ขอมาพิมพ์ในนี้แล้วกันนะ : ความหมายของการมีขีวิตคืออะไร
สิ่งที่ผ่านมาในชีวิตล้วน สอนให้เราเติบโตเป็นเวอร์ชั่รที่ดีกว่าเดิม มีวิธีรับมือกับสิ่งต่างๆ เราแข็งแกร่งขึ้น หลีกเลี่ยงสิ่งที่คิดว่าเป็นภัย
สุดท้าย ที่พอใจแล้วคือความสุขที่ได้อยู่กับตัวเอง
จนมาวันหนึ่ง แค่นั่งมองท้องฟ้าเฉยๆ มองดูตึกสูงใหญ่สวยงามมากมายผ่านระเบียงหน้าต่าง มองดวงดาวในยามค่ำคืน
เสียงตึกที่กำลังสร้าง เสียงรถบนทางด่วน เสียงรถไฟที่ผ่านวันละสองครั้ง เสียงมอเตอร์ไซต์ เสียงนก อีกา
จนเริ่มสงสัย ความหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร
ฉันห่างจากโซเชียล ไม่รู้ใครใครคือดาราอีกต่อไป จะรู้แค่จากคนในที่ทำงานคุยกัน แล้วมีเพลงอะไรใหม่บ้างนะ? แต่เพลงที่เพราะที่สุดก็ยังคงเป็นเพลงจากอดีต
เปิด TIKTOK IG หรือ Facebook บ้างเพื่ออัพเดตข่าวสาร พอนานๆได้เปิดโซเชียลก็ค่อยๆเห็นว่าสิ่งต่างๆกำลังกลายเป็นอนาคต และบางอย่างกำลังกลายเป็นอดีต
จนมีคำถามชีวิตกับตัวเองเรื่อยๆ และได้คำตอบจากการใช้ชีวิตในแต่ละวันไปเอง
ตอนนี้เราทุกคนเชื่อมต่อกันผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เรามีสื่อเรียนรู้ ที่แค่กดบนมือถือหรือคลิกผ่านหน้าจอก็เจอแล้ว
ฉันถึงขั้นอยากรู้ว่าข้างนอกโลกเรามีอะไร ก็เจอสิ่งที่สมัยเด็กฉันไม่เคยเรียนเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ
และมันเมกเซ้นส์จริงๆ ว่าเราอาจเทียบไม่ได้กับฝุ่นที่แม้แต่เรายังมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ ถ้าเปรียบกับจักวาลที่กว้างใหญ่ข้างนอกโลก
สำหรับฉันโลกไปไกลมากๆแล้ว คิดว่าคนแก่คนเฒ่าสมัยนี้ครั้งหนึ่งก็คงคิดแบบเดียวกัน
ในขณะที่นอกโลกนั้นกว้างใหญ่ไพศาลจนจินตนาการไม่ถึง แต่มนุษย์เราก็ติดอยู่ในสังคมที่ถูกจำกัดด้วยเงิน ชนชั้น ซึ่งฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
เลยคิดไปเรื่อยว่าทำไมเราไม่หาความหมายจริงๆของการใช้ชีวิตล่ะ เคยลองเปิดใจคุยเรื่องในสมองของตัวเองให้เพื่อนคนที่พอคุยได้ฟัง
คนแรกบอกว่าฉันละเมออะไร คนสองบอกว่าคิดไปก็แค่นั้น คนที่สี่ห้าหก กลับบอกว่าฉันแปลก
คนที่สามถามฉันกลับมาว่า แล้วถ้าไม่มีสังคมแบบนี้ วิถีชีวิตแบบนี้ ชนชั้นเอย สิ่งต่างๆที่เธอเคยประสบการณ์ ความหมายของมนุษย์คำนี้จะมีอยู่ในหัวเธอไหม?
ฉันได้แต่นิ่งแล้วก็ไม่มีคำถามหรือตอบกลับ…
ฉันไม่ใช่คนที่มีศาสนา เคยเข้าวัดเมื่อสมัยเด็ก ได้ฟังพระเทศน์ แต่โตมาไม่มีความเชื่ออีกต่อไป
สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมรับว่ามันต้องเป็นไปตามนั้น ตามหลักคำสอนของศาสนาจริงๆ และก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงต้องมีพระ
ฉันคุยกับ AI มาตลอด อยากลองโพสบ้าง เผื่อเจอคนที่มีความคิดแบบเดียวกัน..