โรม ซัดแรง อนุทิน ใช้คำพูดชาติปฏิปักษ์ มาหาเสียง ป้ายสีคู่แข่ง ถามนี่หรือความรักชาติ
.
.
“โรม” สวน “อนุทิน” ยัน รักชาติ ต้องไม่โกงชาติ ชี้การนำคำพูดผู้นำต่างชาติมาใช้เครื่องมือหาเสียง-ดิสเครดิตคู่แข่ง สะท้อนความสิ้นหวังทางการเมืองหลังกำแพงความรักชาติ
.
เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 นายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า พฤติกรรมของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง การหยิบยกคำพูดของผู้นำต่างชาติที่มีท่าทีแทรกแซงกิจการภายในของไทย มาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม และไม่ควรเกิดขึ้นในการเมืองไทย ยิ่งไปกว่านั้น การนำคำพูดเหล่านั้นมาใช้เพื่อใส่ร้ายป้ายสีพรรคการเมืองอื่น เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองของตนเอง สะท้อนให้เห็นไม่ใช่ความรักชาติ แต่คือความสิ้นหวังทางการเมือง ถึงขั้นต้องอาศัยคำพูดของนักการเมืองต่างชาติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศ มาเสริมความชอบธรรมให้ตนเอง
.
“ผมขอยืนยันว่า การรักชาติในแบบของพรรคประชาชนคือการทำให้ประเทศเดินหน้า ไม่ใช่แช่แข็งอยู่กับโครงสร้างเดิม คือการทำให้ทุกคนอยู่ใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ปล่อยให้บางคนอยู่เหนือกฎหมาย ยุติการทุจริต คอร์รัปชั่น การฮั้ว และการโกงกิน ไม่ใช่ปล่อยให้ใครบางคนได้ประโยชน์คือการจัดการกับทุนสีเทาที่กำลังบ่อนทำลายประเทศอย่างเด็ดขาด ภายใต้กฎหมายไทย ไม่ใช่ปล่อยให้ลอยนวลพ้นผิดชาติ คือ ประชาชนประชาชนชาวไทยทุกคนล้วนรักชาติ ไม่ใช่ใครบางคนที่ผูกขาดคำว่ารักชาติไว้เพียงฝ่ายเดียว รักชาติ ต้องไม่โกงชาติ” นายรังสิมันต์กล่าว
.
.
ปชน. รุกหนักทุกภาค แกนนำทุกรุ่นแยกย้ายกันเปิดเวทีปราศรัยหวังดึงคะแนนโค้งสุดท้าย
.
พรรคประชาชนโหมโรงโค้งสุดท้าย บรรดาตัวตึงแยกย้ายปราศรัยทั่วทุกภาค “วิโรจน์ - เท้ง”อยู่โคราช “พิธา-ปิยบุตร” ปักหลักสกลนคร
.
วันที่ 31 มกราคม 2569 คาราวาน “พรรคประชาชน” ทั้ง 8 สาย เดินหน้าหาเสียงโค้งสุดท้ายต่อเนื่องเป็นวันที่สอง โดยบรรยากาศที่จังหวัดนครราชสีมาสุดคึกคัก เมื่อนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค นำทีมสายอีสานใต้ “คมแฝก” ลงพื้นที่อำเภอบัวใหญ่และอำเภอคง ปราศรัยย่อยย้ำผลงานการตรวจสอบงบประกันสังคม ปัญหาส่วยตำรวจ และค่าไฟแพง พร้อมปลุกใจชาวอีสานว่าอย่าคิดว่าประเทศไทยมาได้ไกลแค่นี้ หากต้องการเปลี่ยนประเทศให้ดีกว่าเดิม ต้องร่วมกันกาพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อสร้างรัฐบาลที่มีภารกิจเพื่อคนส่วนใหญ่
.
สำหรับไฮไลต์การหาเสียงในช่วงเย็นวันนี้ พรรคประชาชนเตรียมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่กระจายทั่วทุกภาค โดยภาคอีสานตอนล่าง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แท็กทีมกับนายวิโรจน์ ขึ้นเวทีใหญ่ ณ ตลาดเซฟวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ส่วนภาคอีสานตอนบน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ผนึกกำลังกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เตรียมปราศรัยใหญ่ ณ ตลาดนัดหน้าค่าย บขส. จ.สกลนคร
.
ส่วนภาคใต้ สายบินหลาดง ที่นำโดยนางสาวชุติมา คชพันธ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน และนายรอมฎอน ปันจอร์ เดินทางถึง จ.กระบี่ พร้อมเปิดเวทีปราศรัยที่สวนธารา โดยมีนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 3 ร่วมทัพ ซึ่งการเคลื่อนไหวอย่างหนักในรอบนี้ แสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การเข้าถึงพื้นที่ในระดับตำบลและจังหวัดอย่างเข้มข้น เพื่อดึงคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศเพื่อส่งให้นายณัฐพงษ์ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
.
.
ผู้รายงานพิเศษ UN ผิดหวัง กสม.ปฏิเสธสอบสวน กรณีขู่ฆ่า อังคณา-สุณัย
https://www.matichon.co.th/foreign/news_5574792
.
ผู้รายงานพิเศษ UN ผิดหวัง กสม.ปฏิเสธสอบสวน กรณีขู่ฆ่า อังคณา-สุณัย
.
เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา องค์กร Protection International (PI) รายงานว่า
แมรี ลอว์เลอร์ (Mary Lawlor) ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้สื่อสารผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้ง X (Twitter), Facebook และ Bluesky เพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อท่าทีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ของประเทศไทย
.
แมรี ลอว์เลอร์ ระบุในแถลงการณ์ออนไลน์ว่า “
ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ไม่เริ่มการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ กรณีรายงานการคุกคามและข่มขู่ทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (HRDs) อย่างอังคณา นีละไพจิตร และสุนัย ผาสุก การแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น”
.
นอกจากนี้ เธอยังได้แท็ก (Tag) ข้อความดังกล่าวไปยัง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ กระทรวงการต่างประเทศเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน
.
ทั้งนี้ การออกมาเคลื่อนไหวของ UN ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกรณีที่ตัวแทนขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และองค์กร Protection International (PI) ได้เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ กสม. เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายคุ้มครอง
อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและอดีต กสม. และ
สุณัย ผาสุก นักวิจัยอาวุโส องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ หลังทั้งสองถูกข่มขู่เอาชีวิตจากการแสดงความคิดเห็นกรณีประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา
.
ในจดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นว่ามีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) อย่างเป็นระบบ จนนำไปสู่สภาวะวิกฤตที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ กำหนดให้ กสม. สามารถ “
ร้องทุกข์แทนผู้เสียหายได้” หากผู้เสียหายไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง
.
ขบวนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนฯ และ Protection International (PI) จึงเรียกร้องให้ กสม. เร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยเฉพาะ ใน 3 ข้อหลักคือ
.
1. ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที ตามมาตรา 34–35 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบการคุกคามออนไลน์ที่เข้าข่ายอาชญากรรมจากความเกลียดชัง
.
2. ดำเนินมาตรการคุ้มครองเชิงป้องกัน (Preventive Protection) ตามมาตรา 38 โดยมีหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองชีวิตของนางอังคณา ครอบครัว และนายสุณัย
.
3. เผยแพร่ผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ ตามมาตรา 40 และ 44 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในบทบาทของ กสม. ในฐานะกลไกอิสระที่ต้องยึดมั่นในหลักการปารีส (Paris Principles)
.
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แจ้งผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีการคุกคามและสร้างความเกลียดชังต่อสองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนนั้น แม้ในรายละเอียด กสม. จะระบุว่ามีมติรับเรื่องไว้เพื่อประสานการคุ้มครองสิทธิ และระบุว่ากสม. ได้หารือประเด็นดังกล่าวร่วมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองการมีส่วนร่วมของประชาชนสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการโภควุฒิสภาโดยได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิฯ รวมถึงประสาน กสทช. และกระทรวงดิจิทัลฯ ให้ช่วยคัดกรองและลบเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง
.
แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวกลับถูกมองว่าเป็นเพียงขั้นตอนเชิงธุรการตามปกติ ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ข้อเรียกร้องเร่งด่วนที่ผู้ร้องเคยยื่นเสนอไปก่อนหน้านี้ การที่ กสม. ปฏิเสธที่จะดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นทางการตามข้อเรียกร้องดังกล่าว ได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้ร้องละกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองโดยกลไกสิทธิมนุษยชนระดับสากลในขณะนี้
.
ล่าสุดขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และ PI ได้ “
ยื่นอุทธรณ์” ต่อประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หลัง กสม. ไม่ดำเนินการตามสามข้อเรียกร้อง โดยในหนังสืออุทธรณ์ เครือข่ายฯ ได้โต้แย้งเหตุผลของ กสม. ใน 4 ประเด็นหลัก โดยระบุว่าแถลงการณ์ที่ กสม. เคยออกมาก่อนหน้านี้นั้น เป็นเพียงการกล่าวถึงสถานการณ์ทั่วไป ไม่ได้เน้นย้ำถึงพันธกรณีของรัฐในการปกป้องนักปกป้องสิทธิฯ ตามปฏิญญาสหประชาชาติ พ.ศ. 2541 และไม่ใช่การใช้อำนาจตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพตาม หลักการปารีส(Paris Principles)
.
นอกจากนี้ ยังระบุว่าการที่ กสม. อ้างว่าได้หารือร่วมกับคณะกรรมาธิการของวุฒิสภานั้น เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย มิใช่การใช้อำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อออกรายงานและข้อเสนอแนะตามกฎหมาย
.
ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และ PI ชี้แจงว่าแม้ กสม. จะส่งเรื่องประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ แต่หน่วยงานเหล่านั้นมีหน้าที่เพียง “
คุ้มครองความปลอดภัย” เท่านั้น ซึ่งตำรวจได้ดำเนินการไปแล้ว แต่ “
หน้าที่ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” เป็นอำนาจโดยตรงของ กสม. เพียงองค์กรเดียวที่ยังไม่เกิดขึ้น อีกทั้งการประสานงานดังกล่าวไม่อาจทดแทนหน้าที่หลักของ กสม. ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายตามกฎหมายได้
.
เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และPI ได้ส่งสำเนาหนังสืออุทธรณ์ฉบับนี้ไปยังหน่วยงานระดับสากล ได้แก่ 1. สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 2. เครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (GANHRI) 3. สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APF)
.
การยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้ เครือข่ายฯ ย้ำว่าเป็นการทำหน้าที่ตามความยินยอมของผู้เสียหาย และเป็นการทวงถามคำมั่นที่ประธาน กสม. เคยให้ไว้ ณ นครเจนีวาในระหว่างสมัยประชุมของ คณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือ CEDAW ว่าจะให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยหวังว่า กสม. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ โปร่งใส และไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใด ๆ
.
https://www.facebook.com/MaryLawlorHRDs/posts/pfbid0xsD3yFiD8FLzmBLDQBL3qEYvLZVM1a45hDgNp9UQCL8ihp1TVXwDYbdr3BoQN6QWl
JJNY : โรมซัดแรงอนุทิน│ปชน.รุกหนักทุกภาค│ผิดหวัง กสม. ปฏิเสธสอบสวน กรณีขู่ฆ่าอังคณา-สุณัย│ราคาทองและเงินร่วงอย่างแรง
.
ผู้รายงานพิเศษ UN ผิดหวัง กสม.ปฏิเสธสอบสวน กรณีขู่ฆ่า อังคณา-สุณัย
https://www.matichon.co.th/foreign/news_5574792
.
ผู้รายงานพิเศษ UN ผิดหวัง กสม.ปฏิเสธสอบสวน กรณีขู่ฆ่า อังคณา-สุณัย
.
เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา องค์กร Protection International (PI) รายงานว่า แมรี ลอว์เลอร์ (Mary Lawlor) ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้สื่อสารผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้ง X (Twitter), Facebook และ Bluesky เพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อท่าทีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ของประเทศไทย
.
แมรี ลอว์เลอร์ ระบุในแถลงการณ์ออนไลน์ว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ไม่เริ่มการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ กรณีรายงานการคุกคามและข่มขู่ทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (HRDs) อย่างอังคณา นีละไพจิตร และสุนัย ผาสุก การแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น”
.
นอกจากนี้ เธอยังได้แท็ก (Tag) ข้อความดังกล่าวไปยัง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ กระทรวงการต่างประเทศเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน
.
ทั้งนี้ การออกมาเคลื่อนไหวของ UN ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกรณีที่ตัวแทนขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และองค์กร Protection International (PI) ได้เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ กสม. เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายคุ้มครอง อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและอดีต กสม. และ สุณัย ผาสุก นักวิจัยอาวุโส องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ หลังทั้งสองถูกข่มขู่เอาชีวิตจากการแสดงความคิดเห็นกรณีประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา
.
ในจดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นว่ามีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) อย่างเป็นระบบ จนนำไปสู่สภาวะวิกฤตที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ กำหนดให้ กสม. สามารถ “ร้องทุกข์แทนผู้เสียหายได้” หากผู้เสียหายไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง
.
ขบวนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนฯ และ Protection International (PI) จึงเรียกร้องให้ กสม. เร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยเฉพาะ ใน 3 ข้อหลักคือ
.
1. ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที ตามมาตรา 34–35 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบการคุกคามออนไลน์ที่เข้าข่ายอาชญากรรมจากความเกลียดชัง
.
2. ดำเนินมาตรการคุ้มครองเชิงป้องกัน (Preventive Protection) ตามมาตรา 38 โดยมีหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองชีวิตของนางอังคณา ครอบครัว และนายสุณัย
.
3. เผยแพร่ผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ ตามมาตรา 40 และ 44 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในบทบาทของ กสม. ในฐานะกลไกอิสระที่ต้องยึดมั่นในหลักการปารีส (Paris Principles)
.
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แจ้งผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีการคุกคามและสร้างความเกลียดชังต่อสองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนนั้น แม้ในรายละเอียด กสม. จะระบุว่ามีมติรับเรื่องไว้เพื่อประสานการคุ้มครองสิทธิ และระบุว่ากสม. ได้หารือประเด็นดังกล่าวร่วมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองการมีส่วนร่วมของประชาชนสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการโภควุฒิสภาโดยได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิฯ รวมถึงประสาน กสทช. และกระทรวงดิจิทัลฯ ให้ช่วยคัดกรองและลบเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง
.
แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวกลับถูกมองว่าเป็นเพียงขั้นตอนเชิงธุรการตามปกติ ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ข้อเรียกร้องเร่งด่วนที่ผู้ร้องเคยยื่นเสนอไปก่อนหน้านี้ การที่ กสม. ปฏิเสธที่จะดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นทางการตามข้อเรียกร้องดังกล่าว ได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้ร้องละกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองโดยกลไกสิทธิมนุษยชนระดับสากลในขณะนี้
.
ล่าสุดขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และ PI ได้ “ยื่นอุทธรณ์” ต่อประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หลัง กสม. ไม่ดำเนินการตามสามข้อเรียกร้อง โดยในหนังสืออุทธรณ์ เครือข่ายฯ ได้โต้แย้งเหตุผลของ กสม. ใน 4 ประเด็นหลัก โดยระบุว่าแถลงการณ์ที่ กสม. เคยออกมาก่อนหน้านี้นั้น เป็นเพียงการกล่าวถึงสถานการณ์ทั่วไป ไม่ได้เน้นย้ำถึงพันธกรณีของรัฐในการปกป้องนักปกป้องสิทธิฯ ตามปฏิญญาสหประชาชาติ พ.ศ. 2541 และไม่ใช่การใช้อำนาจตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพตาม หลักการปารีส(Paris Principles)
.
นอกจากนี้ ยังระบุว่าการที่ กสม. อ้างว่าได้หารือร่วมกับคณะกรรมาธิการของวุฒิสภานั้น เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย มิใช่การใช้อำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อออกรายงานและข้อเสนอแนะตามกฎหมาย
.
ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และ PI ชี้แจงว่าแม้ กสม. จะส่งเรื่องประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ แต่หน่วยงานเหล่านั้นมีหน้าที่เพียง “คุ้มครองความปลอดภัย” เท่านั้น ซึ่งตำรวจได้ดำเนินการไปแล้ว แต่ “หน้าที่ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” เป็นอำนาจโดยตรงของ กสม. เพียงองค์กรเดียวที่ยังไม่เกิดขึ้น อีกทั้งการประสานงานดังกล่าวไม่อาจทดแทนหน้าที่หลักของ กสม. ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายตามกฎหมายได้
.
เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และPI ได้ส่งสำเนาหนังสืออุทธรณ์ฉบับนี้ไปยังหน่วยงานระดับสากล ได้แก่ 1. สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 2. เครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (GANHRI) 3. สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APF)
.
การยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้ เครือข่ายฯ ย้ำว่าเป็นการทำหน้าที่ตามความยินยอมของผู้เสียหาย และเป็นการทวงถามคำมั่นที่ประธาน กสม. เคยให้ไว้ ณ นครเจนีวาในระหว่างสมัยประชุมของ คณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือ CEDAW ว่าจะให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยหวังว่า กสม. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ โปร่งใส และไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใด ๆ
.
https://www.facebook.com/MaryLawlorHRDs/posts/pfbid0xsD3yFiD8FLzmBLDQBL3qEYvLZVM1a45hDgNp9UQCL8ihp1TVXwDYbdr3BoQN6QWl