การเผชิญความจริงจากคนใช้กัญชาเพื่อหนีความเจ็บปวด

ผมคือคนที่ติดกัญชาเรื้อรังมาหลายปี และแล้วก็ถึงเวลาที่จะได้หยุดใช้มันสักที ต้องให้เข้าใจก่อนว่าผมไม่ได้ใช้มันอย่างถูกต้อง ในช่วงตลอดระยะเวลาที่ใช้กัญชา ผมใช้มันเพื่อเยี่ยวยาความรู้สึกลบๆ ใช้มันในตอนที่เผชิญกับปัญหาในชีวิต ซึ่งในมุมของการใช้กัญชา แบบนี้ถือว่าแย่เลยเพราะเมื่อหมดฤทธิ์ ความรู้สึกมันดีดกลับจากข้างบนสุด ลงมาล่างสุดได้ และเราอาจเลือกใช้มันเพิ่มขึ้นเพื่อให้เรารู้สึกดีอีกครั้ง ยิ่งสำหรับคนที่มีปัญหาภายในจิตใจยิ่งเสี่ยงมากขึ้น
     เมื่อถึงเวลาหนึ่งในชีวิต เมื่อผมเรียนจบรับปริญญา กำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ผมเริ่มตระหนักได้เองด้วยช่วงวัย และอายุที่มากขึ้น ที่ผ่านมาผมผ่านหลายอย่างมาได้มันไม่ใช่ว่าเราเจ๋ง แม้จะติดกัญชาก็ยังเรียนจนจบ รับปริญญาได้ แต่คิดดูดีๆผมแค่โชคดีที่มีคนรอบข้างที่จริงใจ และรักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่ทุกคนแต่ก็ถือว่ามี ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นสิ่งที่ทำให้ผมยังไม่หลุดหายไปจากระบบการศึกษา และผมขอบคุณทุกคนจากใจจริง
     สิ่งที่ทำให้ผมหยุดใช้กัญชาได้จริงๆคือสิ่งที่ผมมองว่ามันเป็นหน้าที่ เป็นสิ่งที่ต้องทำตามศาสนากำหนด นั่นเป็นความเข้าใจแรกสุด แต่เมื่อผมมีเวลาคิดสักหน่อย ผมเกิดมีความรู้สึกที่ต่างออกไป ผมเริ่มคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเริ่มต้นใหม่ของผม “นั่นคือการบวช” เมื่อความต้องการของครอบครัวคือสิ่งนี้ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะเป็นจุดเปลี่ยนให้กับชีวิตผมได้ จนกระทั่งเวลานั้นใกล้มาถึง ผมได้รู้ว่าในปัจจุบันการจะบวชจะต้องมีการตรวจสารเสพติดและสุขภาพก่อนบวชพระ ถือว่ายังโชคดี ที่ผมมีเวลาให้หยุดใช้กัญชาและเข้าสู่ช่วงเลิกใช้ ล่วงหน้าประมาณ 2 เดือนซึ่งยังถือว่าเสี่ยงที่จะไม่ทันสำหรับคนที่ติดมานานหลายปี เพราะสารจากกัญชาจะยังคงอยู่ในตัวเรานานพอสมควร ผมไม่แน่ใจว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่จะส่งผลให้ผมบรรลุเป้าหมายเพื่อที่จะได้บวช ดังนั้นในช่วงที่ต้องรอเวลา ผมใช้เวลาอยู่ที่บ้าน ออกกำลังกายบ่อยๆ พยายามกินข้าวให้อิ่ม ดูแลตัวเองมากขึ้น มันจะทรมานมากที่สุดในช่วงสัปดาห์แรกสำหรับผม มีความรู้สึกกระวนกระวาย ซึ่งรู้ดีเลยว่าเป็นเพราะไม่ได้สูบ หลังจากที่เคยสูบทุกวันมาหลายปี แต่ความคิดที่อยากจะบวช และการที่ผมมีคนที่ไว้ใจและคอยซับพอร์ตผมอยู่เสมอ ช่วยให้ความรู้สึกอยากนั้นเจือจางและค่อยๆหายไปในที่สุด พ้นสัปดาห์แรกผมไม่มีความคิดหรือความรู้สึกอยากสูบมันอีกเลย แม้จะมีอาการที่เป็นผลข้างเคียงจากการเลิกกัญชาอยู่แต่ในสมองเรารู้ดีว่าไม่อยาก สิ่งที่อยากจะเล่าก็คือ ในทุกๆคืนผมจะฝัน มันเป็นฝันที่จะเรียกว่าฝันร้ายก็ยังได้ ต้องย้ำเลยว่าฝันทุกคืนจริงๆ เพียงแต่จะจำได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่ที่ผมจำได้ มันทำให้ผมเข้าใจหลายๆอย่างในตัวเองมากขึ้น ความฝันทั้งหมดมาจากความรู้สึกในจิตใต้สำนึก ผมคิดแบบนั้น ซึ่งมันดูจะเป็นความจริง เพราะแต่ละครั้งที่ฝันจะมีความรู้สึกเก่าๆ เหตุการณ์ในฝันมักจะสัมพันธ์กับเรื่องในอดีต บาดแผลในใจ หรือความกังวลในปัจจุบัน ซึ่งมันอาจไม่ได้ชัดเจนเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่มาในรูปแบบที่ผสมปนเปกันมั่วไปหมด แต่ถ้าพยายามนึกให้ออกก็จะจับทางได้ว่าทำไมถึงฝันแบบนั้น แล้วพอเรานึกออกว่าในฝันนั้นมันสัมพันธ์กับเรื่องอะไร เราจะได้ทำความเข้าใจตัวเองทำความเข้าใจความรู้สึกของเรื่องราวนั้นอีกครั้งในปัจจุบัน ซึ่งเป็นตอนที่เรามีสติ และโตมากขึ้นในกรณีที่เป็นเรื่องราวจากในอดีต สำหรับผมมันกลายเป็นว่านี้คือช่วงเวลาแห่งการทบทวนตัวเอง ทบทวนความรู้สึกในจิตใต้สำนึกของตัวเรา อะไรที่เคยเกิดขึ้น ในฝันนั้นภาพมันอาจไม่ชัดเจนแต่ความรู้สึกจะชัดเสมอ ว่าเราในตอนนั้นกำลังกลัว วิตกกังวล หรือโกรธ เมื่อผมมั่นใจแล้วว่ามันคือเรื่องไหน เหตุการณ์ใดในชีวิต ผมใช้โอกาสนี้เพื่อทำความเข้าใจมันอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราผ่านจุดนั้นมาแล้วเราคิดอะไรได้บ้างในตอนนี้ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยความรู้สึกที่กักเก็บไว้ในจิตใจส่วนลึกมานาน มันเป็นอะไรที่อธิบายเป็นคำพูดยาก แต่มันโล่งใจแปลกๆเหมือนเราได้พูดคุยกับตัวเอง ถึงสิ่งที่ค้างคาในจิตใจส่วนลึกมานาน
     เรื่องราวนี้เป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผม และเป็นบันทึกเพื่อยืนยันให้ผมไม่ลืมว่าผมผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะเป็นตัวผมในปัจจุบันได้ ตอนที่ผมได้เขียนบทความนี้ ผมยังอยู่ในช่วงเลิกกัญชา และยังไม่ถึงวันที่จะได้บวชผมยังไม่รู้ว่าอนาคตวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่สิ่งที่รู้ตอนนี้คือผมคิดได้ดีมากขึ้น และมีความสุขกับการใช้ชีวิตโดยไม่พึ่งมันได้อีกครั้ง สำหรับคนที่ใช้มานานมันทำให้รู้สึกดีมากจริงๆ ขอบคุณตัวเอง ขอบคุณคนรอบข้างที่เข้าใจผมจากใจจริง

(27 มกราคม 2569)
Panejohn
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่