[CR] รีวิวหนัง 3 Body Problem ตอนที่ 5 วันพิพากษา (ความเห็นส่วนตัว)



ความตายที่เงียบเชียบที่สุดมักจะเป็นความตายที่น่ากลัวที่สุดเสมอ ในตอนนี้เรากำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าการทำลายล้างที่ไม่ได้มาจากการสู้รบด้วยอาวุธหนัก ๆ อย่างที่เราคุ้นเคยกันในหนังสงครามทั่วไป แต่มันคือการพิพากษาโดยน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเองผ่านเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำจนเกินจินตนาการ
 สิ่งที่เรียกว่าเส้นใยนาโนที่ถูกคิดค้นขึ้นมาจากโครงการระดับโลกอย่าง CERN ในบริบทของ 3 Body Problem มันกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังและน่าสยดสยองยิ่งกว่าปืนหรือระเบิดปรมาณูที่มนุษย์เคยประดิษฐ์มาทั้งหมดเสียอีก เพราะมันไม่ได้แค่ทำลายล้างชีวิต แต่มันทำลายทุกอย่างอย่างราบเรียบและไร้ความรู้สึก

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นด้วยการวางแผนครั้งใหญ่ที่คลองปานามา เมื่อมนุษย์ตัดสินใจว่าต้องหยุดยั้งเรือลำหนึ่งที่ชื่อว่า จัสเมนต์ เดย์ (Judgment Day) ซึ่งเป็นที่กบดานของกลุ่มคนที่ศรัทธาในมนุษย์ต่างดาว เป้าหมายหลักไม่ใช่การสังหารคนทั้งหมด แต่เป็นการช่วงชิงข้อมูลสำคัญที่อาจจะช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการบุกรุกของเอเลี่ยนในอีก 400 ปีข้างหน้าได้ แต่การจะเอาข้อมูลมาโดยไม่ให้ทางฝ่ายนั้นทำลายทิ้งเสียก่อน มันต้องใช้ความรวดเร็วและแม่นยำในระดับที่เหนือชั้น





ฉากที่ทุกคนต้องจดจำคือการติดตั้งเส้นใยนาโนข้ามฝั่งคลอง เส้นใยเหล่านี้บางเฉียบจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และมีความคมระดับที่สามารถตัดผ่านเหล็ก หิน หรือแม้แต่กระดูกมนุษย์ได้เหมือนมีดร้อน ๆ ตัดผ่านเนย เมื่อเรือจัสเมนต์ เดย์ แล่นผ่านเข้ามาตามกระแสน้ำ ทุกอย่างดูเป็นปกติจนกระทั่งตัวเรือเริ่มถูกตัดออกเป็นชิ้น ๆ ในแนวนอน เสียงเหล็กที่เสียดสีกันและเสียงที่ของทุกอย่างพังทลายลงมาตามแรงโน้มถ่วงมันช่างน่าหดหู่ใจ เพราะบนเรือลำนั้นไม่ได้มีแค่ศัตรู แต่ยังมีครอบครัว มีเด็ก และมีเมล็ดพันธุ์ของมนุษยชาติที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลย

การทำลายล้างครั้งนี้เป็นข้อเตือนใจที่เจ็บปวดจากการสูญเสียที่มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกันเอง ไม่ว่าเราจะมีเหตุผลที่ดูดีแค่ไหนว่าทำเพื่อรักษาโลกหรือรักษาเผ่าพันธุ์ แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเราไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าใครควรจะอยู่หรือใครควรจะไป โดยเฉพาะเมื่อเราใช้เทคโนโลยีที่ทรงพลังขนาดนี้มาทำลายล้างกันเอง เส้นใยนาโนที่ดูสวยงามในห้องแล็บ กลับกลายเป็นเครื่องมือประหารชีวิตที่โหดเหี้ยมที่สุด และมันพิสูจน์ให้เห็นว่าภัยคุกคามที่แท้จริงอาจจะไม่ได้มาจากฟากฟ้าที่ห่างไกล แต่อาจจะมาจากกิเลส ความกลัว และความทะเยอทะยานของมนุษย์ที่อยู่ข้าง ๆ เรานี่เอง


เมื่อเรามองย้อนกลับไปถึงข้อมูลที่หนังพยายามจะสื่อสาร ภัยจากเอเลี่ยนที่กำลังเดินทางมานั้นอาจจะดูน่ากลัวในเชิงทฤษฎี แต่ถ้าเทียบกับระยะเวลา 400 ปีที่พวกมันต้องใช้ในการเดินทางมาถึงโลก ระยะเวลาขนาดนั้นนานพอที่จะทำให้มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีไปจนถึงจุดที่อาจจะทัดเทียมหรือเหนือกว่าพวกมันได้เสียด้วยซ้ำ มนุษย์เราถือว่าโชคดีมากเมื่อเทียบกับเผ่าพันธุ์อื่นในจักรวาล เพราะโลกของเราไม่เคยเผชิญกับภัยพิบัติระดับที่ทำให้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์แบบถอนรากถอนโคน แต่เรากลับใช้ความโชคดีนั้นมาสร้างอาวุธเพื่อทำลายกันเอง




ในทางกลับกัน ฝั่งเอเลี่ยนหรือที่เราเรียกว่าพวกซานถิ (San-Ti) ต้องเผชิญกับภัยพิบัติในดาวของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนต้องเริ่มต้นใหม่จาก 0 ทุกครั้ง การที่พวกเขามุ่งหน้ามายังโลกจึงเป็นเรื่องของความอยู่รอด แต่สำหรับมนุษย์เรา การทำลายล้างที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันไม่ได้เกิดจากความจำเป็นของธรรมชาติ แต่มันเกิดจากตัวเลือก "เราทุกคนมีทางเลือกเสมอ" คำนี้สะท้อนออกมาผ่านการกระทำของตัวละครที่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดหลังจากการสังหารหมู่บนเรือจัสเมนต์ เดย์
ถ้าเรายังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ เราควรจะเว้นโทษตายไว้บ้างในบางกรณี ไม่ใช่เลือกการกวาดล้างแบบไม่เลือกหน้า เส้นใยนาโนที่ทำลายแม้กระทั่งเมล็ดพันธุ์ของเราเองมันเปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนว่า มนุษย์น่ากลัวกว่าเอเลี่ยนถึง 100 เท่า เพราะเราทำลายล้างกันเองได้โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาบุกรุก หากมนุษย์ยังคงเลือกเส้นทางนี้ ต่อให้ไม่มีเอเลี่ยนมาในอีก 400 ปี ผมก็ขอแทงข้างหลังเลยว่ามนุษย์คงจะทำลายตัวเองจนสิ้นซากไปก่อนหน้านั้นแล้ว
การเดินทางของเอเลี่ยนที่ยาวนานขนาดนั้นอาจจะกลายเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ไปเลย หากเมื่อพวกเขามาถึงแล้วพบว่าโลกที่เขามุ่งหวังจะมาอยู่อาศัยนั้นถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านด้วยน้ำมือของเจ้าบ้านเดิมอย่างเราเอง นี่คือโศกนาฏกรรมที่ลึกซึ้งที่สุดของตอนนี้ วันพิพากษาไม่ได้เป็นแค่วันที่มนุษย์ตัดสินคนอื่น แต่มันคือวันที่มนุษย์ได้พิพากษาความเป็นมนุษย์ของตัวเองไปพร้อม ๆ กันด้วย




สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือการที่เนื้อเรื่องเผยให้เห็นว่า เอเลี่ยนไม่ได้เป็นภัยกับเราในรูปแบบที่คุกคามเอาชีวิตในทันที แต่พวกเขาเปลี่ยนจุดมุ่งหมายไปหลังจากที่ได้เห็นธาตุแท้ของมนุษย์ ความกลัวที่พวกเขามีต่อความก้าวหน้าและการสื่อสารที่บิดเบือนของมนุษย์ ทำให้พวกเขามองว่าเราคือสิ่งที่คาดเดาไม่ได้และเป็นอันตรายเกินไปที่จะเจรจาด้วย มนุษย์อาจจะมองว่าตัวเองฉลาดที่สร้างอาวุธได้ แต่ความฉลาดนั้นแหละที่เป็นกำแพงกั้นไม่ให้เราได้พบกับสันติภาพ
ในฉากสุดท้ายของตอนที่ 5 เราจะได้เห็นความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณที่เคยเป็นคลองปานามา ข้อมูลที่ได้มาจากการสังหารคนจำนวนมากนั้นถูกกู้คืนมาได้ แต่มันกลับมาพร้อมกับคำถามที่ทิ่มแทงใจว่า "คุ้มค่าแล้วหรือ?" กับการแลกมาด้วยชีวิตของคนมากมายเพียงเพื่อความหวังที่ริบหรี่ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดมันควรจะมีขอบเขตที่เรียกว่ามนุษยธรรมอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นเราก็คงไม่ต่างอะไรจากเครื่องจักรหรือไวรัสที่มุ่งแต่จะขยายตัวและทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า
ความยาวของหนังในตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 60 นาที ซึ่งเป็น 1 ชั่วโมงที่บีบคั้นหัวใจที่สุด และได้รับเรตติ้ง 18+ เนื่องจากมีความรุนแรงทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ที่เห็นการทำลายล้างอย่างชัดเจน และความรุนแรงในแง่ของจิตวิทยาที่กดดันให้ผู้ชมต้องตั้งคำถามกับศีลธรรมในใจตัวเอง การดูตอนนี้จบลงด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง แต่ในขณะเดียวกันมันก็ให้บทเรียนที่ล้ำค่าว่า สิ่งที่เราควรกลัวที่สุดไม่ใช่สิ่งที่อยู่บนฟ้า แต่คือสิ่งที่อยู่ในใจมนุษย์เราเอง
แนะนำตัวละครหลัก
1 ออกกี้ ซาลาซาร์ (Auggie Salazar)  วิศวกรสาวผู้เป็นมันสมองเบื้องหลังการพัฒนาเส้นใยนาโน เธอต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อเทคโนโลยีที่เธอตั้งใจสร้างมาเพื่อมวลมนุษยชาติต้องกลายเป็นอาวุธประหารชีวิตที่โหดเหี้ยม
2 โทมัส เวด (Thomas Wade)  ชายผู้มีบุคลิกเผด็จการและเด็ดขาด เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนปฏิบัติการที่คลองปานามา เวดเชื่อว่าเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นสำคัญกว่าชีวิตของคนเพียงไม่กี่คน
3 จิน เฉิง (Jin Cheng)  นักฟิสิกส์สาวผู้มีความผูกพันกับกลุ่มเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ เธอเป็นคนคอยดึงสติและตั้งคำถามถึงผลกระทบที่ตามมาจากการกระทำของกลุ่ม
4 ไมค์ อีแวนส์ (Mike Evans) : มหาเศรษฐีผู้ที่หมดศรัทธาในมนุษยชาติและหันไปช่วยเหลือพวกซานถิ เขาเป็นเจ้าของเรือจัสเมนต์ เดย์ และเป็นตัวแปรสำคัญในความขัดแย้งครั้งนี้
5 เย่ เหวินเจี๋ย (Ye Wenjie)  จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด เธอคือผู้ที่ส่งข้อความออกไปหาเอเลี่ยนด้วยความหวังว่าจะมีอำนาจภายนอกมาช่วยเปลี่ยนแปลงโลก แต่สุดท้ายเธอก็ต้องดูผลลัพธ์ที่เธอก่อขึ้นด้วยความเจ็บปวด

รายละเอียดของหนัง
ซีรีส์ : 3 Body Problem (ดาวซานถิ)
ตอนที่ : 5 วันพิพากษา (Judgment Day)
ความยาว : 60 นาที
เรตติ้ง : 18+ (มีความรุนแรงทางภาพและเนื้อหาที่หนักหน่วง)
 
ชื่อสินค้า:   3 Body Problem
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่