อะไรคือ AEO ???
โลกของการตลาดออนไลน์กำลังพลิกโฉมครั้งใหญ่ ใครที่ยังยึดติดอยู่กับการทำ SEO (Search Engine Optimization) แบบเดิม ๆ อาจจะต้องเตรียมตัวลดการมองเห็นของการเข้าชมเว็บไซต์แต่ว็บยังไม่ได้ตายนะครับ เพราะวันนี้เราไม่ได้แข่งกันแค่ "ติดอันดับ 1 ใน Google" อีกต่อไปแล้ว แต่เรากำลังเข้าสู่ยุคของ
AEO (Answer Engine Optimization)

ลองนึกภาพตามนะครับ เมื่อก่อนเวลาเราต้องการหาข้อมูลอะไรสักอย่าง เราจะเปิด Google แล้วพิมพ์ "คำค้นหา" ยาว ๆ หรือสั้น ๆ ลงไป จากนั้นเราต้องไล่ดูผลลัพธ์ตั้งแต่หน้า 1 ไล่ลงมาถึงหน้า 2 หน้า 3 เพื่อเปรียบเทียบและตัดสินใจว่าเว็บไซต์ไหนให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด
แต่โลกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้
ค้นหา (Search) อีกต่อไปแล้วครับแต่เปลี่ยนไป
ถาม (Ask) ระบบ AI ขนาดใหญ่ หรือ LLM (Large Language Model) แทน เช่น
ChatGPT, Perplexity, Grok, หรือ Claude ไม่ได้อยากได้แค่
รายชื่อเว็บไซต์ แต่ต้องการ
คำตอบสำเร็จรูป ที่ใช่และเชื่อถือได้ทันที
AEO นี่แหละครับ คือกุญแจสำคัญ มันคือแนวคิดที่เน้นการปรับกลยุทธ์เพื่อให้แบรนด์หรือเว็บไซต์ของคุณ
เป็นคำตอบ ที่ระบบ AI เหล่านี้จะเลือกแนะนำให้แก่ผู้ใช้โดยอัตโนมัติ ไม่ใช่แค่การเป็นเว็บไซต์ที่ติดอันดับบน Google อีกต่อไปแล้ว ถ้าแบรนด์ของคุณไม่ถูกเลือกเป็น
คำตอบ ในโลกของ AI นั่นหมายความว่าคุณเสียโอกาสทางการตลาดครั้งใหญ่ไปโดยปริยายทันทีในวินาทีนั้น
SEO = การติดอันดับบน Google ด้วยคอนเทนต์ยาว, backlinks, และเทคนิคการทำเว็บ
ในยุคเก่าและยังคงมีอยู่ของการตลาดออนไลน์ การทำ SEO คือการแข่งขันในสนามของ Google เป้าหมายหลักคือการทำให้เว็บไซต์ของคุณไต่อันดับไปอยู่หน้า 1 หรือยิ่งไปกว่านั้นคืออันดับ 1 ถึง 3 ในหน้าผลลัพธ์การค้นหา (SERP)
กลยุทธ์ที่ใช้ก็คือการสร้าง
คอนเทนต์ที่มีความยาวอย่างละเอียด (มักจะเน้นที่ 1,500 ถึง 3,000 คำขึ้นไป) เพื่อครอบคลุมหัวข้อให้ครบถ้วนมากที่สุด การสร้าง
Backlinks หรือการมีเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถืออื่น ๆ ลิงก์กลับมาหาคุณ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้ Google รู้ว่าคุณคือแหล่งข้อมูลที่มีอำนาจ และการปรับปรุง
เทคนิคการทำเว็บ (Technical SEO) ตั้งแต่ความเร็วในการโหลดการใช้ Schema Markup หรือการปรับโครงสร้างเว็บไซต์ให้ Google Bot เข้าใจง่าย ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ
เอาใจ ระบบอัลกอริทึมของ Google โดยเฉพาะ
การทำ SEO เน้นที่ปริมาณ (ความยาวของคอนเทนต์) และความน่าเชื่อถือทางเทคนิค (Backlinks และโครงสร้างเว็บ) แต่วันนี้เมื่อ AI เข้ามามีบทบาท การมีแค่คอนเทนต์ยาว ๆ อาจไม่เพียงพออีกแล้ว เพราะผู้ใช้ต้องการความรวดเร็วและตรงประเด็น
AEO = การสร้างคำตอบสั้น กระชับมีบริบทและสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการถูกพูดถึงในหลายแพลตฟอร์ม (เช่น Reddit, Quora, YouTube, Social Media)
มาถึง AEO หัวใจสำคัญคือการกลับด้านกลยุทธ์โดยสิ้นเชิง แทนที่จะเน้นความยาว AEO เน้นที่ความ
สั้น กระชับ และตรงประเด็น หรือพูดง่าย ๆ คือการสร้างคอนเทนต์ที่เป็น
คำตอบที่สมบูรณ์แบบ (Perfect Answer) ซึ่งมักมีความยาวเพียงแค่
100 ถึง 300 คำ แต่ต้องสามารถตอบคำถามของผู้ใช้ได้ครบถ้วนในบริบทที่ถูกต้อง
แต่ที่สำคัญกว่าคอนเทนต์คือ
การสร้างความน่าเชื่อถือ ในโลกของ AEO ความน่าเชื่อถือไม่ได้มาจาก Backlinks เพียงอย่างเดียวแล้วครับ แต่มันมาจาก
Online Reputation หรือการถูกพูดถึงในวงกว้างบนหลายแพลตฟอร์ม ระบบ LLM จะสแกนหา
ทามติ หรือความเห็นร่วมจากหลายแหล่งที่เชื่อถือได้ นั่นหมายความว่า ถ้าสินค้าหรือแบรนด์ของคุณถูกกล่าวถึงในเชิงบวกบน
Reddit, Quora, YouTube, หรือแม้กระทั่ง Social Media อย่างสม่ำเสมอ คุณจะถูกประเมินว่ามี
Authority หรือความน่าเชื่อถือสูงกว่าแค่การมีเว็บไซต์ที่ติดอันดับ Google
พฤติกรรมผู้ใช้เปลี่ยนจาก “ค้นหา” → “ถาม” และเชื่อคำตอบแรกจาก AI
นี่คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้ที่สำคัญที่สุด และเป็นตัวเร่งให้ AEO มีความสำคัญอย่างรวดเร็ว ลองคิดดูว่าเมื่อคุณใช้ ChatGPT หรือ Perplexity คุณไม่ได้เลื่อนดูผลลัพธ์เป็นหน้า ๆ เหมือนใน Google ใช่ไหมครับ
คุณแค่
ถาม ออกไป และ AI ก็จะส่ง
คำตอบ ที่ผ่านการประมวลผลแล้วกลับมาให้คุณทันที และโดยธรรมชาติของมนุษย์ จะมีความเชื่อมั่นในคำตอบแรกที่ AI นำเสนอออกมาสูงมาก เนื่องจากเชื่อว่า AI ได้ทำการ
กรอง ข้อมูลที่ดีที่สุดมาให้แล้ว
ถ้าแบรนด์ของคุณไม่ถูกเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบแรกนั้น มันหมายถึงการ
หายไปจากการมองเห็น ทันที ไม่ใช่แค่ตกไปอยู่หน้า 2 หรือหน้า 3 แต่คือการไม่ถูกนำเสนอเลย ซึ่งส่งผลให้คุณเสียโอกาสในการสร้างการรับรู้และสร้างรายได้ไปอย่างสิ้นเชิง
การแข่งขันจึงเปลี่ยนจาก
ติดอันดับ เป็น
เป็นคำตอบ อย่างแท้จริง
Conversion rate จาก LLM สูงกว่าการค้นหาแบบเดิมหลายร้อยเท่า เพราะผู้ใช้มีเจตนาซื้อหรือขอข้อมูลทันที
ทำไมเราถึงต้องจริงจังกับ AEO มากขนาดนี้ คำตอบอยู่ในตัวเลขของ
Conversion Rate หรืออัตราการเปลี่ยนผู้เยี่ยมชมเป็นลูกค้า
เมื่อผู้ใช้
ถาม AI มักจะมาพร้อมกับ
เจตนา (Intent) ที่ชัดเจนและสูงมาก เช่น
“ช่วยเปรียบเทียบ iPhone 17 กับ Samsung Galaxy S25 ให้หน่อยว่าอันไหนเหมาะกับการถ่ายวิดีโอมากกว่ากัน” (เจตนาซื้อสูง)
“ควรใช้ซอฟต์แวร์ CRM ตัวไหนสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงาน 10 คน” (เจตนาขอข้อมูลเชิงลึกก่อนตัดสินใจ)
เมื่อ AI ตอบคำถามเหล่านี้พร้อมการแนะนำผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณในบริบทที่ถูกต้อง ผู้ใช้จะถูกนำทางไปยังขั้นตอนการซื้อหรือขอข้อมูลทันทีโดยแทบไม่มีการลังเลหรือเปรียบเทียบกับคู่แข่งอีก
นี่คือสาเหตุที่ Conversion Rate จากผู้ใช้ที่มาจาก LLM นั้นสูงกว่าการค้นหาแบบเดิม
หลาย 100 เท่า ในบางกรณี เพราะได้รับคำตอบที่ตรงใจและถูกนำเสนอโซลูชันอย่างมีบริบทแล้ว AEO จึงไม่ใช่แค่กลยุทธ์การตลาด แต่เป็นกลยุทธ์การสร้างยอดขายในยุคใหม่
SEO ยังไม่ตาย แต่ต้องทำคู่กับ AEO เพื่อไม่ให้แบรนด์ “หายไปจากการมองเห็น”
ถึงแม้ AEO จะมาแรงและเป็นอนาคต แต่เราต้องย้ำว่า SEO ไม่ได้ตาย
Google ยังคงเป็นเครื่องมือค้นหาหลักของโลก และคอนเทนต์ SEO ที่ดีก็เป็น
วัตถุดิบ สำคัญที่ AI จะนำไปใช้ประมวลผลเป็นคำตอบใน AEO ด้วยซ้ำไป การทำ SEO คือการสร้างฐานรากของข้อมูลที่มั่นคงและน่าเชื่อถือบนเว็บไซต์ของคุณ ส่วน AEO คือการใช้กลยุทธ์ที่ทำให้ข้อมูลเหล่านั้นถูก
ส่งออก ไปยังช่องทางของ AI และ LLM
กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในวันนี้คือ
การทำคู่กัน หรือที่เรียกว่า
SEO + AEO
ใช้ SEO ในการสร้างคอนเทนต์เชิงลึกและเทคนิคที่ครอบคลุม เพื่อสร้าง Authority บน Google และทำหน้าที่เป็น
แหล่งข้อมูลอ้างอิงหลัก ที่แข็งแกร่ง
ใช้ AEO ในการสกัดใจความสำคัญของคอนเทนต์ SEO มาสร้างเป็นคำตอบสั้น ๆ ที่ถูกจริตกับ AI พร้อมกับการสร้างความน่าเชื่อถือข้ามแพลตฟอร์ม เพื่อให้แบรนด์ของคุณไม่ถูกกลืนหายไปจากสายตาผู้บริโภคในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามของ AI
หากทำแค่ SEO อย่างเดียว คุณอาจติดอันดับ 1 ใน Google แต่ถ้า AI เลือกดึงคำตอบจากเว็บไซต์คู่แข่งไปใช้เป็นคำตอบแรก นั่นเท่ากับว่าคุณแพ้ทันที
การเปลี่ยนพฤติกรรมการค้นหา
การเปลี่ยนจาก
ค้นหา เป็น
ถาม นี้เป็นมากกว่าแค่การพิมพ์ การค้นหาแบบเดิม ๆ มักจะนำไปสู่การเปรียบเทียบที่วุ่นวายและใช้เวลานาน แต่การ
ถาม AI นั้นเป็นไปเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจนและต้องการการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วทันใจ
ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนเราอาจจะพิมพ์ว่า
รีวิวเครื่องชงกาแฟยี่ห้อดัง แต่ตอนนี้เราจะ
ถาม AI ว่า
“ช่วยแนะนำเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติงบ 10,000 บาท ที่ดูแลรักษาง่ายและชงกาแฟอร่อยที่สุด 3 รุ่น”
ถ้าแบรนด์หรือสินค้าของคุณไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปเป็นคำแนะนำ 1 ใน 3 ข้อของ AI ได้ คุณก็คือ
ผู้แพ้ ทันที เพราะผู้ใช้จะเชื่อและคลิกไปยังลิงก์ที่ AI แนะนำโดยตรง ซึ่งนั่นคือโอกาสและรายได้ที่สูญหายไปในทันที
คอนเทนต์ที่ LLM ชอบ
การสร้างคอนเทนต์สำหรับ AEO ต้องเปลี่ยนวิธีการนำเสนอโดยสิ้นเชิง หากคอนเทนต์ของคุณถูกออกแบบมาให้
มนุษย์อ่าน อย่างเดียว อาจไม่ถูกจริตกับ AI สิ่งที่ LLM ชื่นชอบและดึงไปใช้เป็นคำตอบได้อย่างง่ายดายคือคอนเทนต์ที่มีโครงสร้างชัดเจนและมีรูปแบบเฉพาะดังนี้
FAQs (คำถามที่พบบ่อย) นี่คือรูปแบบที่ AI ชอบที่สุด เพราะมันคือ
คำตอบสำเร็จรูป ที่ตรงกับคำถามที่ผู้ใช้มักจะถาม การมีส่วน FAQ ที่ชัดเจนและกระชับในแต่ละหน้าเป็นสิ่งจำเป็น
How-to Guides (คู่มือวิธีการ) คอนเทนต์ที่อธิบายขั้นตอนการทำสิ่งต่าง ๆ แบบ Step-by-step ที่แบ่งเป็นหัวข้อและใช้ Bullet Points อย่างชัดเจน
Explainers (คำอธิบาย) คอนเทนต์ที่ให้คำจำกัดความหรืออธิบายแนวคิดที่ซับซ้อนอย่างง่ายดายใน 1-2 ย่อหน้า
Comparisons (การเปรียบเทียบ) คอนเทนต์เปรียบเทียบคุณสมบัติหรือข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์ 2-3 ตัวในรูปแบบตารางหรือรายการ
โครงสร้างที่ชัดเจน LLM ทำงานได้ดีที่สุดกับคอนเทนต์ที่แบ่งออกเป็น
หัวข้อ (Headings) ที่ชัดเจน
Bullet Points หรือรายการ
คำจำกัดความ ที่อยู่ด้านบนสุดของส่วนนั้น ๆ
การปรับคอนเทนต์ให้มีโครงสร้างเหล่านี้คือการ
ป้อน ข้อมูลเข้าสู่ระบบ AI โดยตรง ทำให้พวกมันดึงไปใช้ได้ง่ายและลดการประมวลผลซ้ำซ้อน
มุมมองของผมการทำ seo ยังไม่ตาย และยังสามารถต่อยอดไป AEO ได้อีกด้วย
โลกของการตลาดออนไลน์กำลังพลิกโฉมครั้งใหญ่ ใครที่ยังยึดติดอยู่กับการทำ SEO (Search Engine Optimization) แบบเดิม ๆ อาจจะต้องเตรียมตัวลดการมองเห็นของการเข้าชมเว็บไซต์แต่ว็บยังไม่ได้ตายนะครับ เพราะวันนี้เราไม่ได้แข่งกันแค่ "ติดอันดับ 1 ใน Google" อีกต่อไปแล้ว แต่เรากำลังเข้าสู่ยุคของ AEO (Answer Engine Optimization)
ลองนึกภาพตามนะครับ เมื่อก่อนเวลาเราต้องการหาข้อมูลอะไรสักอย่าง เราจะเปิด Google แล้วพิมพ์ "คำค้นหา" ยาว ๆ หรือสั้น ๆ ลงไป จากนั้นเราต้องไล่ดูผลลัพธ์ตั้งแต่หน้า 1 ไล่ลงมาถึงหน้า 2 หน้า 3 เพื่อเปรียบเทียบและตัดสินใจว่าเว็บไซต์ไหนให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด
แต่โลกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้ค้นหา (Search) อีกต่อไปแล้วครับแต่เปลี่ยนไป ถาม (Ask) ระบบ AI ขนาดใหญ่ หรือ LLM (Large Language Model) แทน เช่น ChatGPT, Perplexity, Grok, หรือ Claude ไม่ได้อยากได้แค่ รายชื่อเว็บไซต์ แต่ต้องการ คำตอบสำเร็จรูป ที่ใช่และเชื่อถือได้ทันที
AEO นี่แหละครับ คือกุญแจสำคัญ มันคือแนวคิดที่เน้นการปรับกลยุทธ์เพื่อให้แบรนด์หรือเว็บไซต์ของคุณ เป็นคำตอบ ที่ระบบ AI เหล่านี้จะเลือกแนะนำให้แก่ผู้ใช้โดยอัตโนมัติ ไม่ใช่แค่การเป็นเว็บไซต์ที่ติดอันดับบน Google อีกต่อไปแล้ว ถ้าแบรนด์ของคุณไม่ถูกเลือกเป็น คำตอบ ในโลกของ AI นั่นหมายความว่าคุณเสียโอกาสทางการตลาดครั้งใหญ่ไปโดยปริยายทันทีในวินาทีนั้น
SEO = การติดอันดับบน Google ด้วยคอนเทนต์ยาว, backlinks, และเทคนิคการทำเว็บ
ในยุคเก่าและยังคงมีอยู่ของการตลาดออนไลน์ การทำ SEO คือการแข่งขันในสนามของ Google เป้าหมายหลักคือการทำให้เว็บไซต์ของคุณไต่อันดับไปอยู่หน้า 1 หรือยิ่งไปกว่านั้นคืออันดับ 1 ถึง 3 ในหน้าผลลัพธ์การค้นหา (SERP)
กลยุทธ์ที่ใช้ก็คือการสร้าง คอนเทนต์ที่มีความยาวอย่างละเอียด (มักจะเน้นที่ 1,500 ถึง 3,000 คำขึ้นไป) เพื่อครอบคลุมหัวข้อให้ครบถ้วนมากที่สุด การสร้าง Backlinks หรือการมีเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถืออื่น ๆ ลิงก์กลับมาหาคุณ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้ Google รู้ว่าคุณคือแหล่งข้อมูลที่มีอำนาจ และการปรับปรุงเทคนิคการทำเว็บ (Technical SEO) ตั้งแต่ความเร็วในการโหลดการใช้ Schema Markup หรือการปรับโครงสร้างเว็บไซต์ให้ Google Bot เข้าใจง่าย ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ เอาใจ ระบบอัลกอริทึมของ Google โดยเฉพาะ
การทำ SEO เน้นที่ปริมาณ (ความยาวของคอนเทนต์) และความน่าเชื่อถือทางเทคนิค (Backlinks และโครงสร้างเว็บ) แต่วันนี้เมื่อ AI เข้ามามีบทบาท การมีแค่คอนเทนต์ยาว ๆ อาจไม่เพียงพออีกแล้ว เพราะผู้ใช้ต้องการความรวดเร็วและตรงประเด็น
AEO = การสร้างคำตอบสั้น กระชับมีบริบทและสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการถูกพูดถึงในหลายแพลตฟอร์ม (เช่น Reddit, Quora, YouTube, Social Media)
มาถึง AEO หัวใจสำคัญคือการกลับด้านกลยุทธ์โดยสิ้นเชิง แทนที่จะเน้นความยาว AEO เน้นที่ความ สั้น กระชับ และตรงประเด็น หรือพูดง่าย ๆ คือการสร้างคอนเทนต์ที่เป็น คำตอบที่สมบูรณ์แบบ (Perfect Answer) ซึ่งมักมีความยาวเพียงแค่ 100 ถึง 300 คำ แต่ต้องสามารถตอบคำถามของผู้ใช้ได้ครบถ้วนในบริบทที่ถูกต้อง
แต่ที่สำคัญกว่าคอนเทนต์คือ การสร้างความน่าเชื่อถือ ในโลกของ AEO ความน่าเชื่อถือไม่ได้มาจาก Backlinks เพียงอย่างเดียวแล้วครับ แต่มันมาจาก Online Reputation หรือการถูกพูดถึงในวงกว้างบนหลายแพลตฟอร์ม ระบบ LLM จะสแกนหา ทามติ หรือความเห็นร่วมจากหลายแหล่งที่เชื่อถือได้ นั่นหมายความว่า ถ้าสินค้าหรือแบรนด์ของคุณถูกกล่าวถึงในเชิงบวกบน Reddit, Quora, YouTube, หรือแม้กระทั่ง Social Media อย่างสม่ำเสมอ คุณจะถูกประเมินว่ามี Authority หรือความน่าเชื่อถือสูงกว่าแค่การมีเว็บไซต์ที่ติดอันดับ Google
พฤติกรรมผู้ใช้เปลี่ยนจาก “ค้นหา” → “ถาม” และเชื่อคำตอบแรกจาก AI
นี่คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้ที่สำคัญที่สุด และเป็นตัวเร่งให้ AEO มีความสำคัญอย่างรวดเร็ว ลองคิดดูว่าเมื่อคุณใช้ ChatGPT หรือ Perplexity คุณไม่ได้เลื่อนดูผลลัพธ์เป็นหน้า ๆ เหมือนใน Google ใช่ไหมครับ
คุณแค่ ถาม ออกไป และ AI ก็จะส่ง คำตอบ ที่ผ่านการประมวลผลแล้วกลับมาให้คุณทันที และโดยธรรมชาติของมนุษย์ จะมีความเชื่อมั่นในคำตอบแรกที่ AI นำเสนอออกมาสูงมาก เนื่องจากเชื่อว่า AI ได้ทำการ กรอง ข้อมูลที่ดีที่สุดมาให้แล้ว
ถ้าแบรนด์ของคุณไม่ถูกเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบแรกนั้น มันหมายถึงการ หายไปจากการมองเห็น ทันที ไม่ใช่แค่ตกไปอยู่หน้า 2 หรือหน้า 3 แต่คือการไม่ถูกนำเสนอเลย ซึ่งส่งผลให้คุณเสียโอกาสในการสร้างการรับรู้และสร้างรายได้ไปอย่างสิ้นเชิง
การแข่งขันจึงเปลี่ยนจาก ติดอันดับ เป็น เป็นคำตอบ อย่างแท้จริง
Conversion rate จาก LLM สูงกว่าการค้นหาแบบเดิมหลายร้อยเท่า เพราะผู้ใช้มีเจตนาซื้อหรือขอข้อมูลทันที
ทำไมเราถึงต้องจริงจังกับ AEO มากขนาดนี้ คำตอบอยู่ในตัวเลขของ Conversion Rate หรืออัตราการเปลี่ยนผู้เยี่ยมชมเป็นลูกค้า
เมื่อผู้ใช้ ถาม AI มักจะมาพร้อมกับ เจตนา (Intent) ที่ชัดเจนและสูงมาก เช่น
“ช่วยเปรียบเทียบ iPhone 17 กับ Samsung Galaxy S25 ให้หน่อยว่าอันไหนเหมาะกับการถ่ายวิดีโอมากกว่ากัน” (เจตนาซื้อสูง)
“ควรใช้ซอฟต์แวร์ CRM ตัวไหนสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงาน 10 คน” (เจตนาขอข้อมูลเชิงลึกก่อนตัดสินใจ)
เมื่อ AI ตอบคำถามเหล่านี้พร้อมการแนะนำผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณในบริบทที่ถูกต้อง ผู้ใช้จะถูกนำทางไปยังขั้นตอนการซื้อหรือขอข้อมูลทันทีโดยแทบไม่มีการลังเลหรือเปรียบเทียบกับคู่แข่งอีก
นี่คือสาเหตุที่ Conversion Rate จากผู้ใช้ที่มาจาก LLM นั้นสูงกว่าการค้นหาแบบเดิม หลาย 100 เท่า ในบางกรณี เพราะได้รับคำตอบที่ตรงใจและถูกนำเสนอโซลูชันอย่างมีบริบทแล้ว AEO จึงไม่ใช่แค่กลยุทธ์การตลาด แต่เป็นกลยุทธ์การสร้างยอดขายในยุคใหม่
กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในวันนี้คือ การทำคู่กัน หรือที่เรียกว่า SEO + AEO
ใช้ SEO ในการสร้างคอนเทนต์เชิงลึกและเทคนิคที่ครอบคลุม เพื่อสร้าง Authority บน Google และทำหน้าที่เป็น แหล่งข้อมูลอ้างอิงหลัก ที่แข็งแกร่ง
ใช้ AEO ในการสกัดใจความสำคัญของคอนเทนต์ SEO มาสร้างเป็นคำตอบสั้น ๆ ที่ถูกจริตกับ AI พร้อมกับการสร้างความน่าเชื่อถือข้ามแพลตฟอร์ม เพื่อให้แบรนด์ของคุณไม่ถูกกลืนหายไปจากสายตาผู้บริโภคในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามของ AI
หากทำแค่ SEO อย่างเดียว คุณอาจติดอันดับ 1 ใน Google แต่ถ้า AI เลือกดึงคำตอบจากเว็บไซต์คู่แข่งไปใช้เป็นคำตอบแรก นั่นเท่ากับว่าคุณแพ้ทันที
ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนเราอาจจะพิมพ์ว่า รีวิวเครื่องชงกาแฟยี่ห้อดัง แต่ตอนนี้เราจะ ถาม AI ว่า “ช่วยแนะนำเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติงบ 10,000 บาท ที่ดูแลรักษาง่ายและชงกาแฟอร่อยที่สุด 3 รุ่น”
ถ้าแบรนด์หรือสินค้าของคุณไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปเป็นคำแนะนำ 1 ใน 3 ข้อของ AI ได้ คุณก็คือ ผู้แพ้ ทันที เพราะผู้ใช้จะเชื่อและคลิกไปยังลิงก์ที่ AI แนะนำโดยตรง ซึ่งนั่นคือโอกาสและรายได้ที่สูญหายไปในทันที
การสร้างคอนเทนต์สำหรับ AEO ต้องเปลี่ยนวิธีการนำเสนอโดยสิ้นเชิง หากคอนเทนต์ของคุณถูกออกแบบมาให้ มนุษย์อ่าน อย่างเดียว อาจไม่ถูกจริตกับ AI สิ่งที่ LLM ชื่นชอบและดึงไปใช้เป็นคำตอบได้อย่างง่ายดายคือคอนเทนต์ที่มีโครงสร้างชัดเจนและมีรูปแบบเฉพาะดังนี้
FAQs (คำถามที่พบบ่อย) นี่คือรูปแบบที่ AI ชอบที่สุด เพราะมันคือ คำตอบสำเร็จรูป ที่ตรงกับคำถามที่ผู้ใช้มักจะถาม การมีส่วน FAQ ที่ชัดเจนและกระชับในแต่ละหน้าเป็นสิ่งจำเป็น
How-to Guides (คู่มือวิธีการ) คอนเทนต์ที่อธิบายขั้นตอนการทำสิ่งต่าง ๆ แบบ Step-by-step ที่แบ่งเป็นหัวข้อและใช้ Bullet Points อย่างชัดเจน
Explainers (คำอธิบาย) คอนเทนต์ที่ให้คำจำกัดความหรืออธิบายแนวคิดที่ซับซ้อนอย่างง่ายดายใน 1-2 ย่อหน้า
Comparisons (การเปรียบเทียบ) คอนเทนต์เปรียบเทียบคุณสมบัติหรือข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์ 2-3 ตัวในรูปแบบตารางหรือรายการ
โครงสร้างที่ชัดเจน LLM ทำงานได้ดีที่สุดกับคอนเทนต์ที่แบ่งออกเป็น
หัวข้อ (Headings) ที่ชัดเจน
Bullet Points หรือรายการ
คำจำกัดความ ที่อยู่ด้านบนสุดของส่วนนั้น ๆ
การปรับคอนเทนต์ให้มีโครงสร้างเหล่านี้คือการ ป้อน ข้อมูลเข้าสู่ระบบ AI โดยตรง ทำให้พวกมันดึงไปใช้ได้ง่ายและลดการประมวลผลซ้ำซ้อน