ย้อนกลับไปปี 1596 ยุคที่คนส่วนใหญ่ยังใช้ส้วมหลุมหรือกระโถน เซอร์ จอห์น แฮริงตัน ขุนนางชาวอังกฤษผู้ช่างคิด และเป็นลูกทูนหัวของ ควีนเอลิซาเบธที่ 1 ได้ประดิษฐ์สิ่งที่ถือว่าแปลกใหม่มากในยุคนั้น นั่นคือ ส้วมที่ใช้น้ำชะล้าง พร้อมถังพักน้ำ
เขาอธิบายแนวคิดนี้ไว้ในหนังสือปีเดียวกัน และถึงขั้นติดตั้งมันไว้ในวังให้ราชินีได้ทดลองใช้ แต่ถึงจะล้ำหน้าแค่ไหน นวัตกรรมนี้กลับแป้กในเวลานั้น
เหตผลง่าย ๆ คือ ระบบประปายังไม่พร้อม กลิ่นย้อนจากท่อก็รุนแรง แถมคนยังมองว่าเป็นของฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น
ส้วมกดน้ำเลยถูกพับเก็บเข้ากรุไปนานหลายร้อยปี ก่อนที่โลกจะพร้อมต้อนรับมันจริง ๆ
.
ในยุคกลาง หากคุณเป็นชาวบ้านทั่วไป การเข้าห้องน้ำมักหมายถึงส้วมหลุมรวม แต่สำหรับผู้มีฐานะหรืออาศัยในปราสาท จะมีสิ่งที่เรียกว่า Garderobe
มันคือห้องเล็ก ๆ ที่ยื่นออกมาจากกำแพงปราสาท มีช่องให้ของเสียตกลงไปด้านล่างโดยตรง
และคำว่า Garderobe มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า "ที่เก็บเสื้อผ้า" นักประวัติศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการแขวนเสื้อผ้าไว้ใกล้ช่องถ่าย เพราะกลิ่นแอมโมเนียที่โชยมาจากปัสสาวะ อาจช่วยลดหมัดและเหาได้ เรียกว่ายอมตัวเหม็นฉี่ ดีกว่าทนโดนแมลงกัด
.
แต่ความอันตรายของช่องส้วมในปราสาทยุคกลาง ไม่ได้มีแค่เรื่องเชื้อโรค แต่มันคือจุดอ่อนของปราสาท เพราะช่องถ่ายต้องเปิดโล่งให้ของเสียไหลลงไป จึงกลายเป็นช่องทางให้ศัตรูแอบปีนย้อนขึ้นไปลอบโจมตี
เลยไม่แปลกที่ประวัติศาสตร์จะมีเรื่องเล่าชวนขนลุกตามมาอยู่เรื่อย ๆ
ว่ากันว่า พระเจ้าเอ็ดมันด์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ถูกลอบสังหารขณะกำลังเข้าส้วม โดยมีศัตรูซ่อนอยู่ด้านล่างแล้วแทงย้อนขึ้นมา เรื่องนี้มีบันทึกในเอกสารยุคหลัง แต่หลักฐานร่วมสมัยก็ไม่ได้เล่าวิธีการตายไว้ชัดเจนนัก
ส่วนในญี่ปุ่น เรื่องของ อูเอสึงิ เคนชิน ก็ไม่แพ้กัน มีตำนานเล่าว่าเขาถูกนินจาซุ่มอยู่ใต้ส้วมหลุม รอจังหวะปลดทุกข์แล้วจู่โจมทันที
แม้นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะเชื่อว่าเขาเสียชีวิตจากอาการป่วยเฉียบพลันมากกว่า แต่เวอร์ชัน "โดนแทงในส้วม" ก็ยังถูกเล่าต่อมาจนกลายเป็นเรื่องเล่าคลาสสิกไปแล้ว
.
และกว่าที่ชักโครกจะกลายเป็นของสามัญประจำบ้าน ก็ต้องรอจนถึงศตวรรษที่ 19 เมื่อระบบประปาเมืองเริ่มพัฒนา และมีการคิดค้นท่อรูปตัว S (S-trap) ที่ช่วยกันกลิ่นไม่ให้ย้อนขึ้นมาได้สำเร็จ
คราวนี้ส้วมกดน้ำเลยไม่ใช่แค่ไอเดียล้ำ ๆ บนกระดาษ แต่กลายเป็นของที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
จากยุคที่ห้องน้ำยังต้องพึ่งแรงโน้มถ่วง กลิ่นแอมโมเนีย และเรื่องเล่าชวนเสียวจากใต้ส้วม จนมาถึงยุคที่ทุกอย่างจบลงได้ง่าย ๆ แค่กดปุ่มเดียว
::
อ้างอิงจาก - A New Discourse of a Stale Subject, Called the Metamorphosis of Ajax (1596), History (Who invented the flush toilet?)
https://www.facebook.com/share/1CLsVVD4Tf/
🚽 ปี 1596 ต้นกำเนิดแห่งชักโครก
เขาอธิบายแนวคิดนี้ไว้ในหนังสือปีเดียวกัน และถึงขั้นติดตั้งมันไว้ในวังให้ราชินีได้ทดลองใช้ แต่ถึงจะล้ำหน้าแค่ไหน นวัตกรรมนี้กลับแป้กในเวลานั้น
เหตผลง่าย ๆ คือ ระบบประปายังไม่พร้อม กลิ่นย้อนจากท่อก็รุนแรง แถมคนยังมองว่าเป็นของฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น
ส้วมกดน้ำเลยถูกพับเก็บเข้ากรุไปนานหลายร้อยปี ก่อนที่โลกจะพร้อมต้อนรับมันจริง ๆ
.
ในยุคกลาง หากคุณเป็นชาวบ้านทั่วไป การเข้าห้องน้ำมักหมายถึงส้วมหลุมรวม แต่สำหรับผู้มีฐานะหรืออาศัยในปราสาท จะมีสิ่งที่เรียกว่า Garderobe
มันคือห้องเล็ก ๆ ที่ยื่นออกมาจากกำแพงปราสาท มีช่องให้ของเสียตกลงไปด้านล่างโดยตรง
และคำว่า Garderobe มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า "ที่เก็บเสื้อผ้า" นักประวัติศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการแขวนเสื้อผ้าไว้ใกล้ช่องถ่าย เพราะกลิ่นแอมโมเนียที่โชยมาจากปัสสาวะ อาจช่วยลดหมัดและเหาได้ เรียกว่ายอมตัวเหม็นฉี่ ดีกว่าทนโดนแมลงกัด
.
แต่ความอันตรายของช่องส้วมในปราสาทยุคกลาง ไม่ได้มีแค่เรื่องเชื้อโรค แต่มันคือจุดอ่อนของปราสาท เพราะช่องถ่ายต้องเปิดโล่งให้ของเสียไหลลงไป จึงกลายเป็นช่องทางให้ศัตรูแอบปีนย้อนขึ้นไปลอบโจมตี
เลยไม่แปลกที่ประวัติศาสตร์จะมีเรื่องเล่าชวนขนลุกตามมาอยู่เรื่อย ๆ
ว่ากันว่า พระเจ้าเอ็ดมันด์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ถูกลอบสังหารขณะกำลังเข้าส้วม โดยมีศัตรูซ่อนอยู่ด้านล่างแล้วแทงย้อนขึ้นมา เรื่องนี้มีบันทึกในเอกสารยุคหลัง แต่หลักฐานร่วมสมัยก็ไม่ได้เล่าวิธีการตายไว้ชัดเจนนัก
ส่วนในญี่ปุ่น เรื่องของ อูเอสึงิ เคนชิน ก็ไม่แพ้กัน มีตำนานเล่าว่าเขาถูกนินจาซุ่มอยู่ใต้ส้วมหลุม รอจังหวะปลดทุกข์แล้วจู่โจมทันที
แม้นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะเชื่อว่าเขาเสียชีวิตจากอาการป่วยเฉียบพลันมากกว่า แต่เวอร์ชัน "โดนแทงในส้วม" ก็ยังถูกเล่าต่อมาจนกลายเป็นเรื่องเล่าคลาสสิกไปแล้ว
.
และกว่าที่ชักโครกจะกลายเป็นของสามัญประจำบ้าน ก็ต้องรอจนถึงศตวรรษที่ 19 เมื่อระบบประปาเมืองเริ่มพัฒนา และมีการคิดค้นท่อรูปตัว S (S-trap) ที่ช่วยกันกลิ่นไม่ให้ย้อนขึ้นมาได้สำเร็จ
คราวนี้ส้วมกดน้ำเลยไม่ใช่แค่ไอเดียล้ำ ๆ บนกระดาษ แต่กลายเป็นของที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
จากยุคที่ห้องน้ำยังต้องพึ่งแรงโน้มถ่วง กลิ่นแอมโมเนีย และเรื่องเล่าชวนเสียวจากใต้ส้วม จนมาถึงยุคที่ทุกอย่างจบลงได้ง่าย ๆ แค่กดปุ่มเดียว
::
อ้างอิงจาก - A New Discourse of a Stale Subject, Called the Metamorphosis of Ajax (1596), History (Who invented the flush toilet?)
https://www.facebook.com/share/1CLsVVD4Tf/