มีใครบ้าง? นักแสดงฮอลลีวู้ดค่าตัว 20 ล้านเหรียญฯ


ยุคหนึ่งที่วงการหนังฮอลลีวู้ดเฟื่องฟูและหลากหลาย ยุคที่หนังตลก หนังรอมคอม หนังแอ็คชั่น หนังไซไฟ สามารถทำเงินได้โดยการมีนักแสดงชื่อดังเรียกคนดูให้ตบเท้าเข้าโรงหนัง

“พลังดารา”จากชื่อนักแสดงตัวโตๆบนใบปิดหนัง การแข่งขันเพื่อพิสูจน์ความเป็นซูเปอร์สตาร์ การนับความเจ๋งของนักแสดงจากหนังทำเงินบนบ๊อกซ์ออฟฟิต หรือใครมีหนังทำเงินระดับ  100 ล้านเหรียญฯ ในอเมริกามากกว่ากัน

ทำให้มีนักแสดงดังกลุ่มหนึ่งสามารถเรียกค่าตัวในการแสดงหนังต่อเรื่องได้มากถึง 20 ล้านเหรียญ (บางคน 20 +)
ในยุคสมัยที่ชื่อของพวกเขาคือแบรนด์ เรามาดูกันว่านักแสดงกลุ่มนี้มีใครกันบ้าง

*หมายเหตุ* ไม่นับนักแสดงที่เรียกค่าตัวระดับ 20 ล้านเหรียญฯ ได้จากหนังภาคต่อหรือหนังแฟรนไชส์  
ไม่นับนักแสดงที่ต่อรองค่าตัว 20 ล้านเหรียญฯได้แค่ครั้งเดียวแล้วหายจ้อย เช่น Martin Lawrence จาก National Security (2003) หรือ Sean Connery จาก Entrapment (1999) หรือ Vince Vaughn จาก Fred Claus (2007)
และไม่นับนักแสดงที่ต่อรองค่าตัว 20+ ล้านฯ ได้จากงานแสดงหนังสตรีมมิ่ง

--------------------------------------------------------------------------------------------

Jim Carrey

จากความสำเร็จติดต่อกันในช่วงต้นยุค 90 ของหนังอย่าง Ace Ventura: Pet Detective (1994) , The Mask (1994) , Dumb & Dumber (1994)  นักแสดงตลกเจ้าของฉายา”เทวดา” ก็เป็นนักแสดงรุ่นบุกเบิกที่สามารถเรียกค่าตัวระดับ 20 ล้านเหรียญฯ  จากหนัง The Cable Guy (1996) ที่แม้จะแป้กด้านรายได้ แต่นักแสดงคนนี้ก็กลับมาได้ทันควันจาก Liar Liar (1997) , Me, Myself & Irene (2000) เรื่อยมาจนถึงช่วงกลางยุค 2000 กับหนัง Fun with Dick and Jane (2005)

--------------------------------------------------------------------------------------------

Tom Hanks

นักแสดงดีกรีสองรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม(สองปีซ้อน) มีภาพจำเป็นคู่จิ้นของ เม็ก ไรอัน  จากหนัง Sleepless in Seattle (1993) มาเหนือเมฆเพราะสามารถต่อรองส่วนแบ่งค่าตัวจากรายได้ของหนังอย่าง Forrest Gump (1994) ที่ได้ค่าตัวถึง 70 ล้านเหรียญฯ และ Saving Private Ryan (1998) ได้ค่าตัวรวม 40 ล้านเหรียญฯ

รับค่าตัวเรต 20 ล้านเหรียญฯ จาก You've Got Mail (1998) , The Green Mile (1999) , Cast Away (2000)

และ Tom Hanks  ยังเป็นนักแสดงที่มีหนังทำเงินเกิน 100 ล้านเหรียญฯ(ในอเมริกาฯ) จำนวน 7 เรื่องติดต่อกัน เมื่อรวมงานพากย์เสียง Toy Story 2 (1999) หรือ 6 เรื่องติดต่อกันเมื่อนับเฉพาะงานแสดงโดยไม่มีหนังแฟรนไชส์หรือหนังภาคต่อ

--------------------------------------------------------------------------------------------

Tom Cruise

คงไม่ต้องบรรยายอะไรให้กับสุดยอดซุปเปอร์สตาร์คนนี้ เริ่มดังพลุแตกจาก Top Gun (1986) ทำสถิติเป็นนักแสดงที่มีหนังทำเงินเกิน 100 ล้านเหรียญฯ(ในอเมริกาฯ) ติดต่อกัน มากถึงสองยุค (จำนวน 5 เรื่อง ในยุค 90 และ 7 เรื่องในยุค 2000)
เรตค่าตัว 20 ล้านเหรียญฯคงน้อยไป เพราะ Tom Cruise สามารถต่อรองส่วนแบ่งค่าตัวจากรายได้หนังอย่าง Mission: Impossible (1996)ที่ ได้ค่าตัว 70 ล้านเหรียญฯ และ War of the Worlds (2005) ได้ค่าตัว 100 ล้านเหรียญฯ

ส่วนค่าตัวระดับ 20 ล้านเหรียญฯ ก็เป็นผลงานอย่าง Jerry Maguire (1996) , Eyes Wide Shut (1999) และเพิ่มถึง 25 ล้านเหรียญฯ กับผลงานอย่าง Minority Report (2002) , The Last Samurai (2003)

--------------------------------------------------------------------------------------------

Johnny Depp

ถ้านับเฉพาะนักแสดงรุ่นใกล้ๆกัน  Johnny Depp  น่าจะเป็นนักแสดงที่ดังช้าสุด แต่หลังจาก Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl (2003) ที่ดังเป็นพลุแตก ยุค 2000 ก็เป็นของเขาผู้นี้อย่างไม่ต้องสงสัย กับการต่อรองส่วนแบ่งค่าตัวจากรายได้หนังอย่าง Charlie and the Chocolate Factory (2005) ที่ได้ค่าตัว 60 ล้านเหรียญฯ หรืออย่าง Alice in Wonderland (2010) ก็ได้ค่าตัวถึง 68 ล้านเหรียญฯ

ส่วนเรตค่าตัว 20 ล้านเหรียญฯ ก็ได้จากหนังอย่าง The Tourist (2010) , Dark Shadows (2012) , The Lone Ranger (2013)  และ Transcendence (2014) เป็นช่วงโรยราและหนังเหล่านี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้อีกด้วย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Bruce Willis

นักแสดงสายแอ็คชั่นเจ้าของฉายา”คนอึด / ตายยาก” เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากหนังคริสต์มาส(ฮา...) ยุค 80 อย่าง  Die Hard (1988)
ท่ามกลางความลุ่มๆดอนๆจากหนังที่ทำเงินบ้างขาดทุนบ้าง  Bruce Willis เริ่มต่อรองรับค่าตัวเรต 20 ล้านเหรียญฯ จาก The Jackal (1997) , Mercury Rising (1998) , The Kid (2000) , Hart's War (2002) และ Tears of the Sun (2003) เป็นต้น

แต่สุดยอดการต่อรองค่าตัวบวกเปอร์เซ็นต์รายได้หนังของ Bruce Willis มาจากหนังสยองขวัญเรื่อง The Sixth Sense (1999) ที่ได้ค่าตัว 120 ล้านเหรียญฯ

--------------------------------------------------------------------------------------------

John Travolta

นักแสดงฉายาแมวเก้าชีวิต(นิตยสารหนังมักใช้เรียก) โด่งดังมานานตั้งแต่ยุค 70 จากหนังอย่าง  Saturday Night Fever  (1977) และ Grease (1978)

แต่ก็ดับยาวจนมาแจ้งเกิดอีกครั้งในยุค 90 เริ่มจากการร่วมงานกับผู้กำกับไฟแรงอย่าง เควนติน ทาแรนติโน่ ในหนัง Pulp Fiction (1994) กลับมาเป็นนักแสดงหนังทำเงินพร้อมเรตค่าตัว 20 ล้านเหรียญฯ จาก Face/Off (1997) , Mad City (1997) , A Civil Action (1998) , The General’s Daughter (1999) และ Swordfish (2001) เป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------------------

Julia Roberts

ซุปเปอร์สตาร์นักแสดงหญิงเจ้าของฉายา “บานฉ่ำ” ผู้โด่งดังมาจากหนังรอมคอมในตำนานอย่าง Pretty Woman (1990) จากนั้นยุค 90 ก็เป็นของเจ้าตัว ชนิดที่ว่าแถวหน้าฝ่ายชายก็ยังกดเธอไม่ลง (จากใบปิดหนังที่ Julia Roberts จะมีชื่อนำฝ่ายชายแทบทุกคน)

หนึ่งเดียวฝ่ายหญิงผู้นี้(ในยุค 2000) รับค่าตัวเรต 20 – 25 ล้านเหรียญฯ จาก Erin Brockovich (2000) , Mona Lisa Smile (2003) , Closer (2004) และ Ticket to Paradise (2022) เป็นต้น

--------------------------------------------------------------------------------------------

Sandra Bullock

อีกหนึ่งดาวค้างฟ้าฝ่ายหญิงผู้เคียงคู่กันมากับ Julia Roberts ตั้งแต่ยุค 90 แจ้งเกิดกับหนังอย่าง Speed (1994) , While You Were Sleeping (1995) ,The Net (1995) }A Time to Kill (1996) แต่มาพีคสุดๆเมื่อตอนได้ออสการ์นำหญิงยอดเยี่ยมจาก The Blind Side (2009) จนสามารถเรียกค่าตัวเรต 20 ล้านเหรียญฯ ได้บ้างจาก Gravity (2013) และ The Lost City (2022)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่